สลับร่างป่วนหัวใจ

142.0K · จบแล้ว
เดย์ไลลา
50
บท
107
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

"บนขอแฟน...แต่ศาลให้ร่างเขามาแทน!" เมื่อสาวมนุษย์ฯ กับหนุ่มวิศวะถูกสลับร่างเพราะปากดีใส่ศาลเจ้า ความรักวุ่น ๆ ปนฮาจึงเริ่มขึ้น พร้อมภารกิจคืนร่างที่อาจต้องแลกด้วย ‘หัวใจ’

นิยายรักโรแมนติกนิยายรักดาวมหาลัยนักศึกษาดีไซเนอร์พลิกชีวิตฟินๆโรงแรม/มหาลัยรักหวานๆโรแมนติก

บทที่ 1 ศาลศักดิ์สิทธิ์ ตรงไหน?

มหาวิทยาลัยอินทรธนาลัย

มหาวิทยาลัยรัฐที่มีชื่อเสียงยาวนานนับร้อยปี นักศึกษาที่จบจากที่นี่เป็นที่ยอมรับของสังคม เนื่องจากบทเรียนที่เข้มข้น และมาตรฐานสูงลิบ ถือเป็นอีกหนึ่งสถาบันที่ใคร ๆ ต่างอยากจะมาเรียน

แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ แต่ด้วยเงินสนับสนุนมหาศาลก็ทำให้มีการพัฒนาตึกเรียน อุปกรณ์การศึกษา สนามกีฬาให้ทันสมัยอยู่เสมอ ไม่แพ้มหาวิทยาลัยเอกชนเลย

สาวร่างเล็กในชุดนักศึกษารัดรูปอวดหุ่นเย้ายวนกะทัดรัด ผมสีน้ำตาลอ่อนยาวจรดเอว กำลังนั่งหน้าบึ้งอยู่ท่ามกลางเพื่อนสนิททั้งสอง

“โอ๊ย! ฉันยังเดือดไม่หายเลย! ไอ้บ้านั่นมันกล้ามากที่นอกใจฉัน!”

ชาลิสา พัชรเมธา หรือ ‘ลาเบลล์’ กัดกรามกรอด มือเล็กกำแน่นทุบลงกับโต๊ะหินอ่อนที่กำลังนั่งอยู่ ดวงตากลมโตวาวโรจน์ แค่คิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นก็เดือดพล่านไปทั้งตัวแล้ว

“ดีแล้วที่แกจับได้เร็วขนาดนี้ ไอ้ธีร์ไรนั่นไม่คิดจะเก็บลายชั่วเลย” ลูกตาล สาวร่างท้วมมีน้ำใจยังอดไม่ได้ที่จะเดือดดาลไปด้วย

“ละ...แล้วแกจะทำยังไงต่อ...ระ...เรื่องนั้น” มุก เพื่อนสนิทอีกคนหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย รู้สึกเหมือนตนเองเป็นต้นเหตุให้เพื่อนเจอผู้ชายแย่ ๆ

“แกยังกล้าถามอีกนะยัยมุก! เพราะคำแนะนำของแกแท้ ๆ ที่ให้ฉันไปบนขอแฟนกับศาลเจ้าศิลา! ดูว่าฉันได้อะไรมา! ผู้ชายห่วยแตก เจ้าชู้ ไม่เอาไหน! แม่ไม่ไปทุบศาลก็ดีแค่ไหนแล้ว”

เมื่อพูดเรื่องนี้ขึ้นมา สาวตัวเล็กก็ยิ่งปรี๊ดมากกว่าเดิม สองอาทิตย์ก่อนลาเบลล์บ่นกับเพื่อนว่าอยากมีแฟน ซึ่งยัยมุกก็รีบนำเสนอหนทางหาแฟนแบบด่วนทันใจ คือการไปบนขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือก็คือที่ศาลเจ้าศิลา ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยใต้ต้นโพธิ์เก่าแก่มากกว่าอายุของมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ

ตัวศาลไม่ได้บอกว่ามีเทพองค์ใดสถิตดูแล แต่ก็เป็นที่เคารพนับถือของนักศึกษาและคนบริเวณนี้มาอย่างยาวนาน ไม่รู้ถึงจุดกำเนิดชัดเจน

ตำนานเล่ากันว่าศาลเจ้าศิลาเดิมไม่ใช่ศาล แต่เป็น “ก้อนหินศิลาแลง” ที่โผล่ขึ้นมากลางทุ่ง ก่อนมีการก่อสร้างมหาวิทยาลัย คนงานสมัยก่อนพยายามขุดย้ายแต่ขุดยังไงก็ไม่ขยับ จนหัวหน้าคนงานฝันว่าเห็นหญิงชราผมขาวยาวนั่งข้างก้อนหิน พูดเพียงว่า ‘อยากได้อะไรก็พูดออกมา แต่อย่าลืมตอบแทนให้สม’ ซึ่งเขาก็ขอเลขเด็ด และไม่น่าเชื่อว่าหัวหน้าคนงานจะถูกรางวัลจริง ๆ จึงรีบนำของมาถวายกราบไว้

ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่มีใครเดินผ่านและพูด ‘ขออะไร’ ด้วยความตั้งใจ สิ่งนั้นมักจะเกิดขึ้นจริงอย่างน่าประหลาดใจ แม้แต่ตอนสร้างตึกเรียนหลังแรก ฝนตกทุกวัน แต่วันไหนที่คนงานวางพวงมาลัยไว้หน้าศิลา...วันนั้นแดดออกเสมอ

ซึ่งหลังจากนั้นก็มีผู้ศรัทธามาช่วยสร้างศาลให้ใหม่ คลุมก้อนศิลาเอาไว้ภายใน จึงเกิดเป็นศาลเจ้าศิลาอย่างในทุกวันนี้

แต่เพราะเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนบริเวณนั้น ทำให้ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้รื้อถอนออก ปล่อยให้เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยไปทั้งแบบนั้น

มุกได้ฟังคำพูดของลาเบลล์ก็หน้าซีด มองซ้ายขวาหลุกหลิก ก่อนจะหยิกแขนเล็ก ๆ เพื่อปราม

“อย่าพูดแบบนี้นะยัยเบลล์ เดี๋ยวก็เจอดีหรอก คนว่ากันว่าศาลนี้ศักดิ์สิทธิ์มากนะโว้ย!”

“ศักดิ์สิทธิ์บ้าบออะไร ขอผู้ชายหล่อ ๆ นิสัยดี พูดน้อย เอาใจเก่ง แล้วแกดูสิ่งที่ฉันได้มา! ไอ้หน้าปลาทูนั่น แค่พอไปวัดไปวาได้หน่อย เห็นว่าขยันจีบหรอกนะฉันถึงยอมตกลงเป็นแฟน สรุปผ่านไปอาทิตย์เดียวกล้านอกใจฉันแล้ว! มันน่ากระทืบให้สูญพันธุ์!”

“ตะ...แต่ฉันว่าแกก็ควรจะซื้อของแก้บนอยู่ดี อย่างน้อยท่านก็ให้แฟนตามที่แกขอแล้ว” มุกอธิบายต่อตะกุกตะกัก เข้าใจในความโกรธของเพื่อน แต่เธอก็ไม่กล้าเสี่ยงกับสิ่งที่มองไม่เห็น

“เอาเถอะ ๆ ฉันว่าทำตามอย่างที่ยัยมุกพูดก็ดีนะ จะได้ถือว่าแกทำตามสัญญาแล้ว หลังจากนั้นก็ลืม ๆ เรื่องไอ้ธีร์นั่นไปซะ” ลูกตาลพยายามหว่านล้อมอีกแรง แม้จะไม่ค่อยเชื่อถือเรื่องศาลแปลก ๆ นั่นนัก

“หึ! ก็ได้! เดี๋ยววันนี้จะซื้อของไปแก้บนให้จบ ๆ ไป!” หญิงสาวเหยียดยิ้ม ตอบกลับเสียงแข็งกร้าว

สองสาวจึงพร้อมใจพ่นลมหายใจยาวด้วยความโล่งอกเมื่อลาเบลล์รับปาก จึงไม่ได้ทันเอะใจกับสายตาเจ็บแค้นที่สะท้อนอยู่ในแววตากลมสวยนั้นเลย

ช่วงเย็น

หลังเลิกคลาสเรียนกลุ่มสาว ๆ คณะมนุษยศาสตร์ก็ทยอยเดินลงมาจากอาคารสี่ชั้น โบกมือแยกย้ายเพื่อกลับบ้าน

“อย่าลืมนะยัยเบลล์ ซื้อของแก้บนซะ” มุกกำชับทิ้งท้าย มองตามแผ่นหลังบางของเพื่อนสนิทซึ่งเดินแยกไปอีกทาง

ร่างเล็กไม่ได้หันกลับมาตอบ เพียงแค่ยกมือโบกลาเท่านั้น ทำมุกแอบหวั่นใจแปลก ๆ หันไปถามเพื่อนร่างท้วมข้างกาย

“แกว่ายัยเบลล์จะไปแก้บนจริง ๆ ไหม”

“ทำแหละ ยัยนั่นคงไม่กล้าหาเรื่องหรอก...มั้ง” ลูกตาลมีสีหน้าไม่มั่นใจเท่าไร

“เฮ้ออออออ ฉันล่ะเป็นห่วงจริง ๆ เขาว่ากันว่าศาลศิลาศักดิ์สิทธิ์จริงนะแก”

“แกก็งมงายเกินไปยัยมุก ความจริงยัยเบลล์ก็ออกจะหน้าตาดี ที่ตลอดมาไม่มีแฟนเพราะทางบ้านของยัยนั่นมากกว่า” ลูกตาลตบไหล่เพื่อนตัวเล็กกว่าเพื่อปลอบใจ

“ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น”

เพราะตนเองเป็นตัวต้นตัวตี ยุให้ลาเบลล์ลองไปบนที่ศาลนั้น จึงค่อนข้างกังวลมากกว่าลูกตาล สายตาไม่สบายใจมองตามเพื่อนตัวเล็กจนกระทั่งอีกฝ่ายหายไปจากสายตา

ศาลเจ้าศิลา

แสงแดดยามเย็นคล้อยลงต่ำ แทนที่ด้วยความมืดคืบคลานเข้ามา มีเพียงแสงจากเสาไฟถนนให้ความสว่างไสว ทำให้บรรยากาศเงียบสงบบริเวณศาลเก่าดูน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก

สายลมอ่อนพัดผ่าน กิ่งไม้ของต้นโพธิ์ขนาดใหญ่เสียดสี เกิดเป็นเสียงหวีดหวิวแหลมหู ยิ่งทำให้ดูน่าวังเวงมากกว่าเก่า

แต่หญิงสาวที่กำลังหัวร้อนจัดกลับไม่ได้หวาดกลัวเลยสักนิด

ดวงตากลมสวยจ้องเขม็งไปทางศาลไม้เก่า ๆ ด้วยความขุ่นเคือง กระแทกย้ำเท้าหนัก ๆ ตรงเข้าไปหา พร้อมวางข้าวของเซ่นไหว้ที่เพิ่งหาซื้อวางบนโต๊ะเตี้ยหน้าศาล ซึ่งเต็มไปด้วยของที่คนมาแก้บน

กลีบปากเย้ายวนเบะคว่ำ คว้าธูปซึ่งเตรียมมาขึ้นจุด ยกมือพนมส่ง ๆ

“ฉัน ชาลิสา พัชรเมธา มาทำการแก้บนแล้วนะ แต่เพราะว่าท่านส่งผู้ชายห่วย ๆ มา ก็อย่าคิดว่าฉันจะซื้อของดี ๆ มาถวายก็แล้วกัน”

ว่าจบสาวตัวเล็กก็เหยียดยิ้มปักธูปใส่กระถาง กอดอกจ้องศาลไม้อย่างไม่กลัวเกรง

แท้จริงของที่ลาเบลล์นำมาถวายเป็นขนมบูดเน่า และน้ำแดงหมดอายุ ความคับแค้นยังแผ่ซ่านอาบจิตใจหญิงสาวให้รุ่มร้อน อดใจไม่ไหวที่จะเปิดปากด่าศาลด้วยความหงุดหงิด

“เห็นว่าเพื่อนบอกว่าท่านศักดิ์สิทธิ์นักหนา ก็คิดว่าจะแน่จริง แต่พอลองขอกลับได้เศษขยะมาแทน หลังจากนี้ก็ลาขาด ถือว่าฉันทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้วละกัน!”

คำพูดลบหลู่ลอยออกจากริมฝีปากกระจับเล็กน่ารักแบบไม่กลัวเกรง แต่เมื่อเธอหันหลังกลับก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นว่ามีร่างสูงของใครคนหนึ่งยืนอมยิ้มมองการกระทำของเธออยู่

เสียงหัวเราะเย้ยหยันลอยกระทบโสตประสาทหู ทำคนที่หัวร้อนเป็นทุนเดิมเดือดปุด ๆ

“ขำอะไร! ไม่เคยเห็นคนหรือไง!”

แม้จะมองเห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ชัด แต่แสงไฟด้านบนก็พอทำให้ลาเบลล์มองเห็นเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมชัดเจน บ่งบอกว่าเป็นเด็กมหาวิทยาลัยเดียวกัน

“คนน่ะเคยเห็น แต่ไม่เคยเห็นคนสติไม่ดีมายืนด่าศาลมืด ๆ ค่ำ ๆ” เสียงทุ้มนุ่มลึกชวนสะกดอารมณ์ดังจากชายแปลกหน้า

คนสูงโปร่งก้าวผ่านแสงไฟเข้ามาใกล้ ทำให้ลาเบลล์เผลอขยับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

เธอเกือบลืมหายใจไปชั่วขณะ เมื่อโครงเค้าความหล่อสุขุมของใบหน้าอีกฝ่ายเริ่มชัดเจนขึ้น นั่น ‘เตชินทร์’ อดีตเดือนคณะวิศวะ ปัจจุบันอยู่ชั้นปีที่สาม

ชื่อเสียงความหล่อ เท่ หัวดีเป็นที่เลื่องลือ ขนาดเธอเองก็เคยได้ยิน พอเห็นเขาผ่านหูผ่านตามาบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว

ค่อนข้างแปลกใจไม่น้อยที่คนเงียบ ๆ แบบเขามายุ่งเรื่องของเธอ!

“สติไม่ดีงั้นเหรอ…” ลาเบลล์ทวนคำเสียงเย็น แม้อีกฝ่ายจะอายุมากกว่า แต่พูดจาหมาไม่รับประทานใส่เช่นนี้ก็ไม่คิดจะนอบน้อมกลับ

“หึ ฉันคิดว่าคงไม่มีคนสติดีที่ไหนมาขอแฟนจากศาลผุพัง ๆ แบบนี้ แล้วยังมีหน้าด่าศาลอีก”

“นาย! แล้วมายุ่งอะไรเรื่องของฉันฮะ!”

คนตัวเล็กโกรธจนตัวสั่น หัวสมองขาวตื้อนึกคำมาด่าไม่ถูกกับประโยคจี้ใจดำ

“ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งหรอก แต่เธอเป็นคนถามฉันเอง”

คนตัวสูงล้วงกระเป๋าสบายอารมณ์ ไล่มองหญิงสาวเบื้องหน้าก็ลอบขำในใจ แม้จะเริ่มมืดแล้ว แต่เขาก็ยังสามารถเห็นใบหน้าขาว ๆ ที่เริ่มเป็นสีแดงด้วยความโกรธ

มือเล็กบีบแน่น สะกดข่มอารมณ์ แต่สิ่งที่อดีตเดือนคณะพูดก็ไม่มีจุดไหนให้เถียงกลับได้ จึงได้แต่กัดปากรุนแรง

“จะไปไหนก็ไป!” รู้ดีว่าสู้ไม่ได้ ลาเบลล์จึงตัดสินใจเดินหนี แต่ก็ไม่วายขอกระแทกชนไหล่หนา ๆ นั่นไปที เป็นการระบายอารมณ์ พร้อมบ่นอุบไปตลอดทาง “เพราะโลกนี้มีแต่ผู้ชายห่วย ๆ แบบนี้สินะ ไอ้ศาลเน่า ๆ ถึงได้ส่งคนชั่ว ๆ มาให้! ฮึ่ย!”

“...”

ชินหรี่ตา เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาเล็กน้อย กับประโยคที่ออกมาจากปากเล็ก ๆ แต่เขาก็ไม่ได้ตามไปเอาเรื่อง เหลือบมองสภาพศาลตรงหน้าเล็กน้อยอย่างดูถูก เนื่องจากเป็นคนไม่เชื่อเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติเป็นทุนเดิม จึงไม่แปลกที่เขาจะไม่ให้ความเคารพ สุดท้ายก็หมุนกายเดินกลับไปอีกทาง

สองหนุ่มสาวในอารมณ์ที่แตกต่างกันสิ้นเชิงมุ่งหน้าแยกไปคนละทาง

แต่เพียงไม่นานสายลมก็เหมือนพัดแรงขึ้นและแรงขึ้น ทำใบไม้ที่ร่วงตามพื้นปลิวกระจายอย่างน่ากลัว

ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วนราวกับจะมีพายุมาเร็ว ๆ นี้ วินาทีถัดมาแสงสีขาวก็ผ่าเปรี้ยงบนยอดต้นโพธิ์! เสียงดังลั่น

เปรี้ยง!

เสียงดังสนั่นทำลาเบลล์ และ เตชินทร์ ที่เดินห่างบริเวณศาลสักพักแล้วถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย หันกลับมามองทางต้นเสียงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

แต่แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบ เหมือนไม่เคยเกิดเรื่องผิดปกติใดมาก่อน

สุดท้ายคนตัวเล็กก็โยนความสงสัยเมื่อครู่ทิ้ง แล้วย้ำเท้าจากไป พร้อมความคุกรุ่นในใจที่ไม่ได้ลดน้อยลงเลย โดยไม่รู้ว่าเรื่องเหนือธรรมชาติกำลังจะเกิดขึ้น และมันจะเปลี่ยนชีวิตของเธอและเขาไปตลอดกาล...