บทที่ 3 ไม่มีใครยอมใคร
ชินค่อนข้างหัวหมุนกับสิ่งที่กำลังเผชิญ ยิ่งมีเสียงฟูมฟายคล้ายคนบ้าดังข้างหูเขายิ่งคิดอะไรไม่ออก
เขารวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิดผลักร่างตัวเองออกห่าง ซึ่งก็แทบไม่ได้ทำให้ลาเบลล์ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“หุบปาก! เลิกโวยวายเป็นยัยบ้าสักที เธอทำฉันปวดหัวไปหมดแล้ว!”
“นะ...นาย!” ลาเบลล์อ้าปากค้าง โทสะในกายเริ่มก่อตัวขึ้นกลางอก อดใจไม่ไหวรีบตรงเข้ามาเขย่าชินอีกครั้ง “กล้าด่าฉันแบบนี้ได้ยังไง! ขโมยร่างฉันไปแล้ว ยังมาปากเสียใส่ฉันอีกเหรอ”
“โว้ย! เธอก็หยุดเขย่าฉันสักที! คิดว่ามีแค่เธอคนเดียวเหรอวะที่ตกใจ!”
น้ำเสียงแหลมห้าวติดหงุดหงิดเริ่มทำให้หญิงสาวในร่างกำยำได้สติ เธอกัดปากตัวเองแน่นอย่างคนทำอะไรไม่ถูก ขอบตาร้อนผ่าว เอ่อรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา
“หยุดร้องไห้! อย่าทำให้ภาพลักษณ์ของฉันมันแย่ไปมากกว่านี้ได้ไหม!” ชินดุเสียงเข้ม รับไม่ได้สุด ๆ ที่เห็นร่างตัวเองสะอึกสะอื้นเหมือนสาวน้อยตัวเล็กบอบบาง
“อึก...ก็จะให้ฉันทำยังไงเล่า! เรื่องแบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นได้ด้วยซ้ำ”
หนุ่มร่างสูงยกมือปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าออก กลีบปากหนาบูดยู่อย่างไม่พอใจ
“เฮ้ออออออออ ~”
ชินเดินวนอยู่ภายในห้องนั่งเล่น สับสนไม่ต่างกัน ขณะอีกคนพยายามกลั้นเสียงสะอื้น เขาเคยไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ทุกอย่างมันต้องสามารถมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับได้ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเองในครั้งนี้ ฉีกทุกกฎเกณฑ์ความเชื่อเขาเสียขาดวิ่น
“หยุดร้องไห้ได้แล้ว มันน่ารำคาญ! ตอนนี้พวกเราควรต้องมาคิดว่าทำไมพวกเราถึงมาอยู่ในร่างของกันและกัน และจะกลับเข้าสู่ร่างเดิมได้ยังไง!”
“…” ลาเบลล์เม้มปากแน่นพยายามย้อนคิดถึงสาเหตุ
แล้วก็ต้องเบิกตาโต เมื่อจู่ ๆ ในหัวก็แวบภาพศาลเก่า ๆ ขึ้นมา
“ระ...หรือว่าเพราะศาลนั่น!”
“ศาล? ถามจริง?” ชินเลิกคิ้วถามย้ำท่าทางขบขัน ถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากเชื่อนักว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มองไม่เห็น
“แล้วนายคิดว่ามันจะเป็นเพราะอะไรได้!”
“อาจจะเป็นเรื่องของคลื่นความถี่บางอย่างที่เกิดทำงานด้วยความผิดพลาด ทำให้จิตใจพวกเราเกิดสลับกัน”
“นายดูหนังไซไฟเยอะเกินไปหรือเปล่า นั่นยิ่งฟังดูไม่น่าจะเป็นไปได้เข้าไปใหญ่!” คนตัวสูงนิ่วหน้า เพราะสิ่งที่คนตรงหน้าพูดดูจะเป็นไปไม่ได้มากกว่าเหตุผลของเธออีก
“แล้วเธอคิดจริง ๆ เหรอว่าศาลง่อย ๆ นั่น จะให้ทำเราสลับร่างกันได้จริง ๆ”
“ฉะ...ฉันไม่รู้ แต่เมื่อวานฉัน...”
“เธอทำไม”
หญิงสาวในร่างสูงกำยำกัดปากอีกครั้งอย่างครุ่นคิด ลังเลว่าจะเล่าการกระทำของคนเองให้อีกฝ่ายฟังดีหรือไม่ แต่ตอนนี้ทั้งคู่ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน บางทีเขาอาจคิดอะไรออก
“เมื่อวานฉันเอาขนมบูด ๆ แล้วก็น้ำแดงหมดอายุไปถวายศาลนั่น แถมยังด่าศาลไปซะเยอะ...บางทีนี่อาจเป็นคำสาปก็ได้” คนตัวสูงก้มหน้า เริ่มรู้สึกผิดกับการกระทำตนเองขึ้นมาเล็กน้อย
“เหอะ ๆ งั้นถามหน่อย แล้วฉันไปเกี่ยวอะไรด้วย? ฉันก็แค่เดินผ่านศาลนั่นเท่านั้น” ชินเหยียดยิ้มเย้ยหยันกับความคิดงมงายของอีกฝ่าย
“ตะ...แต่เมื่อวานนายก็พูดลบหลู่ศาลนั่นเหมือนกัน บางทีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจจะไม่พอใจพวกเรา!”
“นี่! เธออยู่ในศตวรรษที่ 21 นะ! ไม่อยากจะเชื่อว่ายังมีคนเชื่อแบบนี้อยู่อีก”
ร่างน้อยทิ้งกายลงบนโซฟา ท่อนขาสองข้างแยกออกกว้างตามความคุ้นชิน ทำให้เจ้าของร่างที่แท้จริงรีบพุ่งเข้ามารวบขาเล็กทันที
พรึ่บ
“เฮ้ย! ทำบ้าอะไรของเธอ ปล่อยนะ!”
“นายน่ะสิ! อย่ามานั่งแหกแข้งแหกขาแบบนี้นะ! ทุเรศ รับไม่ได้ ไม่ได้มองหรือไงว่าตอนนี้ใส่กระโปรงอยู่!”
“โว้ย! อย่าเพิ่งสนเรื่องไร้สาระ! ประเด็นหลักตอนนี้คือพวกเราต้องกลับร่างเดิมให้ได้!”
“ก็ถึงถามนี่ไงว่าจะต้องทำยังไง!”
ลาเบลล์หน้ามุ่ยหลังถูกตำหนิ ค่อย ๆ ปล่อยมือจากขาเรียวบาง พร้อมตวัดสายตาขุ่นเคืองมองกลับ
“ฉันว่าเราควรไปพบแพทย์ บางทีพวกเราอาจไม่ได้สลับร่าง แต่เป็นการทำงานที่ผิดพลาดของสมองทำให้หลงผิดว่าตัวเองเป็นคนอื่น”
“หมอจะได้จับเราสองคนยัดโรงพยาบาลบ้าน่ะสิ!” ลาเบลล์แว้ดกลับ เชื่อมั่นเต็มที่ว่าเธอสลับร่างจริง ๆ ไม่ได้เกิดจากการทำงานผิดพลาดของสมงสมองอย่างที่อีกฝ่ายวิเคราะห์
ความรู้สึก สติ ความคิดความเชื่อยังไงมันก็คือตัวเธอหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์!
“เฮ้ออออออออ ~ แล้วเธอตั้งใจจะไปนั่งไหว้ขอโทษศาลเก่า ๆ นั่นน่ะเหรอ คิดจริงดิว่ามันจะช่วย?”
“มันก็ดูน่าลองกว่าให้คนอื่นมาตราหน้าว่าเป็นคนบ้าแล้วกัน!”
“…”
มือบางยกขึ้นนวดเส้นขมับที่กำลังเต้นตุบ ๆ พวกเขาทั้งสองต่างกันราวฟ้ากับเหว กลายเป็นว่าพูดอะไรมาอีกคนก็เอาแต่ปฏิเสธ เริ่มทำให้ชินเหนื่อยหน่าย เพราะสุดท้ายทุกคำถามก็จะวนกลับมาที่จุดแรก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างพวกเขากันแน่
ครืด ครืด
เสียงโทรศัพท์ดึงสติของหนุ่มสาวที่กำลังเครียดจัดให้หันมองตามเสียงพร้อมกัน ลาเบลล์สะดุ้งน้อย ๆ ล้วงโทรศัพท์สีดำของชายหนุ่มขึ้นมา พลางลอบมองหน้าเจ้าของเครื่องอย่างขอความเห็น
“มองทำไม! รับสิ!” ชินดุ เห็นรายชื่อเพื่อนในกลุ่มปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
“รับแล้วจะให้ฉันพูดอะไรเล่า! มันเครื่องนาย นายก็เอาไปคุยเองสิ”
“นี่! ช่วยดูสภาพฉันหน่อย เสียงแหลมแสบหูขนาดนี้ พวกเพื่อนฉันมันคงคิดว่าฉันพาสาวเข้าห้องน่ะสิ”
“ชิ! ก็แล้วจะให้คุยอะไรเล่า!”
“ก็เปิดลำโพงสิ! เดี๋ยวฉันบอกแล้วเธอแค่พูดตาม”
“วุ่นวาย!”
คนตัวสูงกระแทกเสียงตอบกลับ กดรับสายด้วยความหงุดหงิดพร้อมกดปุ่มเปิดลำโพง
(เฮ้ยไอ้ชิน! ถึงไหนแล้ว) เสียงของท็อปดังขึ้น
“บ้าฉิบ! ฉันมีเรียนนี่หว่า!” ชินตาโต เพิ่งนึกออกว่าวันนี้มีคลาสเช้า
(หืม? มึงอยู่กับสาวเหรอ) เสียงแหลม ๆ ที่ดังลอดเข้าไปในโทรศัพท์ทำให้ท็อปเริ่มสงสัย
มือบางรีบยกมือขึ้นปิดปากตนเอง ไม่ให้เผลอหลุดพูดอะไรออกไป พลางส่งสายตาดุ ๆ ให้ลาเบลล์รีบแก้ตัว
“ปะ...เปล่า...ว่าไง”
(ว่าไงห่า! ทำไมมึงยังไม่มาที่คลาสอีก อีกเดี๋ยวอาจารย์จะเข้าแล้วนะโว้ย)
หญิงสาวเหลือบมองไปทางชินอีกครั้งเพื่อขอความเห็น แต่เขาเอาแต่พยักหน้ายึกยัก ทำเธอไม่เข้าใจความหมาย
“เอ่อ...ไม่ไปอะ”
“บ้าเหรอ! อุ๊บ” ชินเผลอแว้ดออกมาด้วยความตกใจกับคำตอบ
(เฮ้ย! นี่อยู่กับสาวจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย! ไหนบอกไม่สนใจผู้หญิงที่ไหนไงวะ)
ลาเบลล์ขมวดคิ้วหงุดหงิด ตวัดสายตาขุ่นเคืองไปทางร่างของตัวเอง เริ่มรำคาญชินที่เอาแต่ส่งเสียงให้เธอต้องมานั่งหาข้ออ้าง แถมไอ้เพื่อนขี้สงสัยของชายหนุ่มก็ซักไซ้ไม่หยุด
“ก็บอกว่าไม่มีก็คือไม่มี! วันนี้ฉันไม่ไปเรียน แค่นี้นะ!”
(ฮะ?)
ตื๊ด
“เฮ้ย! ยัยบ้า ไปพูดแบบนั้นได้ยังไง!” ชายหนุ่มในร่างเล็กกระเด้งกายขึ้นจากโซฟาอย่างเอาเรื่อง
“นายจะมาโกรธฉันเรื่องอะไร บอกให้ฉันรับสายคุย ฉันก็ทำตามแล้ว!” หญิงสาวไม่ยอมแพ้หยัดกายขึ้นเต็มความสูง เท้าเอวไม่ยอมแพ้
“เธอจะทำฉันโดนหักคะแนนไม่ได้! รีบแต่งตัวแล้วไปเข้าคลาสเดี๋ยวนี้!”
“ไม่ไป! ฉันจะไม่ไปไหนทั้งสิ้นจนกว่าจะได้ร่างตัวเองคืน!”
“เธอนี่มัน!”
ชินกัดกรามกรอดด้วยความหงุดหงิด สองสายตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งกันอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ไม่ว่าอย่างไรลาเบลล์ก็ไม่ยอมเช่นกัน
“เธอจะเอายังไง!”
“วันนี้พวกเราต้องกลับไปที่ศาลนั้นเพื่อขอขมา หลังจากได้ร่างเดิมกลับมาก็แยกย้าย! นายจะทำอะไรก็เรื่องของนาย!”
“อยากจะบ้าตาย!”
ร่างน้อยสบถพลางยกมือยีเส้นผมสยายสลวยเสียยุ่งเหยิง แล้วชินก็ต้องขมวดคิ้วรำคาญกับเรือนผมยาวที่พันตามก้านนิ้ว
“ฉันน่ะเป็นบ้าไปแล้วเรียบร้อย!”
“…”
ชายหนุ่มกลอกสายตาเหนื่อยหน่าย กับความหัวดื้อปากเร็วของสาวตรงหน้า ในเมื่อคุยกันไปก็ไม่ได้อะไร จึงหมุนกายตั้งใจจะกลับเข้าห้องนอน
แต่มือหนาก็คว้าท่อนแขนเล็กเอาไว้เสียก่อน
“นายจะไปไหน!”
“ห้องน้ำไง! ปวดฉี่จะแย่อยู่แล้ว!”
“มะ...ไม่ได้นะ!”
ลาเบลล์ถลึงตามอง กอดแขนเรียวแน่นไม่ปล่อย
“บ้าเหรอไง เธอจะให้ฉันอั้นเนี่ยนะ!” ชินที่อยู่ในร่างสาวตัวน้อยขมวดคิ้ว พยายามสะบัดมือใหญ่ออก เพิ่งรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าร่างกายของเขามันสูงใหญ่เมื่อเทียบกับร่างกระจิดของเธอสิ้นเชิง
“นายต้องอั้น! ฉันไม่ยอมให้นายจับหรือเห็นร่างกายของฉันไปมากกว่านี้!” ลาเบลล์ดิ้นเร่า ๆ ยืนกรานเสียงแข็ง
“หยุดเพี้ยนสักที! ฉันไม่ใช่ไอ้โรคจิตที่จะมานั่งลวนลามร่างกายใครนะโว้ย!”
“ไม่ได้! ฉันไม่ไว้ใจ!”
“แล้วเธอจะทำยังไงฮะ! ไปนั่งเฝ้าฉันเข้าห้องน้ำเลยไหม! จะได้จบ ๆ!”
“...”
คนตัวสูงกะพริบตาปริบ ๆ
“นั่นสิ! งั้นฉันไปเฝ้าเอง!”
“เฮ้ย! ฉันประชดไหมล่ะ! มีเธอเข้าไปนั่งเฝ้าฉันได้ฉี่ไม่ออกแน่” ชินส่ายหัวเอาเป็นเอาตาย พร้อมดึงมือใหญ่ออกจากแขน
“แต่นี่มันคือตัวของฉันนะ! นายจะอายทำไม!”
“แล้วเธอกล้ายืนฉี่ให้ฉันดูไหมล่ะ!”
พอโดนคำถามตอกกลับก็ทำหญิงสาวเม้มปากแน่น ไม่กล้าตอบอะไรกลับมา ว่ากันตามความจริงตั้งแต่เช้าเธอมัวแต่แตกตื่นตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนยังไม่ได้อาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวใด ๆ เลย
แต่เพียงแค่คิดว่าต้องสัมผัสร่างกายแน่น ๆ ของชินก็ขนลุกขึ้นมาแล้ว
“ฉันสัญญาว่าจะไม่จับหรือแตะอะไรตัวเธอมากเกินความจำเป็น! ดังนั้นปล่อยแขนฉันสักที!”
“แต่ว่า...”
“...”
พอโดนสายตาดุดันจ้องกลับมาเธอก็เถียงไม่ออก พยายามข่มความกระดากอาย พยักหน้ารับอย่างไม่มีทางเลือก
“ก็ได้...แต่นายต้องเอาผ้าผูกตาเอาไว้ด้วย!”
“ฉันจะบ้าตายกับเธอจริง!”
