ตอนที่ 5 เพื่อน
หลายชั่วโมงต่อมา หลังจากถึงเวลาเลิกงาน ปัญชิตาได้หยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาถือแล้วเดินตรงไปยังห้องทำงานของวีรวัฒน์ มือเล็กเคาะเบาๆแล้วเปิดเข้าไปเพราะถึงอย่างไรเขาต้องรู้อยู่แล้วว่าเธอจะมาจึงไม่รอคำอนุญาต
“ไปเปลี่ยนสิ วันนี้เราต้องไปงานแทนพี่ธี” เสียงเข้มที่ดังพร้อมคำสั่ง สายตาเขามองไปที่ราวแขวนสูทที่มีชุดราตรีสีครีมทองผ้าชีฟองทั้งตัวแขวนอยู่
“ไปงาน.....เหรอคะ” ปัญชิตาทวนคำถาม เพราะเธอจำได้ว่าตารางงานของทั้งธีรภัทรและวีรวัฒน์ไม่มีไปงานเลี้ยงที่ไหน
“อืม ไปเปลี่ยนในห้องส่วนตัวผมไป จะได้ไม่มีใครรบกวน” เขาพยักหน้าไปที่ห้องพักผ่อนส่วนตัวของเขาที่ซ่อนอยู่
“ฉันไปเปลี่ยนห้องพักกลางดีกว่าค่ะ” หญิงสาวเดินไปคว้าเอาชุดที่แขวนอยู่ เตรียมจะหมุนตัวก็ชะงักเมื่อเสียงวางแก้วลงบนโต๊ะมันดังจนเธอตกใจ
“คุณปัน.....” เสียงเข้มขึ้นกว่าในคราแรก
“ค่าๆ” เธอถอนหายใจอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะหมุนตัวไปอีกทาง แล้วผลักประตูซ่อนเข้าไป ซึ่งมันอยู่เยื้องกับโต๊ะทำงานของวีรวัฒน์พอดี
ห้องด้านในเป็นห้องพักส่วนตัวของวีรวัฒน์ มีเตียงนอน ห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้าขนาดเล็ก และโซฟา ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แปลบห้องฝั่งนี้ต่างกับของธีรภัทร ห้องซ่อนของธีรภัทรจะอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของเขา แต่ของวีรวัฒน์จะอยู่ด้านหน้า เยื้องกับโต๊ะทำงาน หรือว่าง่ายๆคือห้องซ่อนจะอยู่หลังโต๊ะทำงานของปัญชิตาพอดี
ชุดราตรีสีครีมทองถูกสวมลงบนร่างบอบบางอย่างไม่รีบร้อน อาจจะด้วยตัวชุดเป็นชีฟองทั้งชุด ช่วงด้านบนเป็นผ้าชีฟองที่ถูกปักเข้ากับเกาะอกที่มีดันทรงด้านใน ในช่วงกระโปรง ผ้าทิ้งตัวยาวกรอมเท้า ช่วงแขนเป็นสม็อกบางแค่พอเกาะต้นแขนได้คล้องเอาไว้
ใบหน้าสวยหวานถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางที่มีในกระเป๋าไม่กี่ชิ้น เส้นผมที่ถูกมัดเก็บเอาไว้ถูกปล่อยยาวสยายแล้วถักเปียเส้นเล็กๆไปมัดรวบด้านหลัง
หลังจากสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองที่หน้ากระจกปัญชิตาก็ก้าวออกมาจากห้องซ่อนด้วยท่าทางไม่ถนัดนัก อาจจะเพราะกระโปรงที่ยาวเกินไป
“ขอไปเอารองเท้าได้ไหมคะ รองเท้าส้นสูงอยู่ที่โต๊ะค่ะ”
“อืม”
หญิงสาวคว้าชายกระโปรงขึ้นมาถือ แล้วเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางในการเดินแปลกๆ โดยไม่รู้เลยว่าสายตาที่ปกติคมดุ ได้มองเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปชั่ววูบ
แสงไฟสีทองจากแชนเดอเลียร์กลางห้องบอลรูมหรูของ Mandarin Oriental Bangkok สะท้อนลงบนแก้วคริสตัลและชุดราตรีของแขกในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ ปัญชิตายืนอยู่ข้างวีรวัฒน์ด้วยท่าทางสง่างาม ชายหนุ่มแนะนำเธอในฐานะหัวหน้าทีมเลขา ก่อนที่เขาจะปล่อยให้เธอเดินเล่นในงานและหายไปคุยงานกับลูกค้าอยู่นาน
ปัญชิตาเดินดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ แต่ก็ไปสะดุดตากับใครคนหนึ่ง เขาดูเหมือนคนที่เธอเคยรู้จัก ยังไม่ทันคิดอะไรเยอะ หญิงสาวก้าวฉับๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยสีหน้าดีใจ ชายหนุ่มในชุดสูทสีกรมท่าหันมา ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเขาจำเธอได้
“พี่พัตเตอร์!!!” หญิงสาวเรียกชื่อเขาพร้อมกับรอยยิ้มดีใจ
“อ้าว ปัน!!! ไม่เจอกันตั้งนาน” ชายหนุ่มในชุดสูทสีกรมท่าวางแก้วไวน์ในมือแล้วก้าวเข้าหาหญิงสาวด้วยท่าทางดีใจไม่แพ้กัน
“จริงด้วยค่ะ ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย” รอยยิ้มกว้างทำให้ใบหน้าสวยหวานดูน่ามองทำให้ภัทรหรือพัตเตอร์มองด้วยแววตาอบอุ่น
“ผอมลงเยอะเลย ไปทำอะไรมา” ภัทรถามทีเล่นทีจริง
“นึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองน่ะค่ะ” ปัญชิตาหัวเราะชอบใจ
“เหมือนคนละคนเลยเชียว มีแฟนเหรอ ถึงอยากเปลี่ยนตัวเอง” ชายหนุ่มเริ่มรุกถามเชิงลึก
“เปล่าหรอกค่ะ แค่รู้สึกอยากสวยเหมือนคนอื่นเขาน่ะค่ะ อีกอย่างก็เริ่มใกล้กำหนดกลับบ้านแล้ว เลยอยากให้พ่อกับแม่ตกใจน่ะค่ะ” หญิงสาวตอบทีเล่นทีจริงบ้าง
ทั้งคู่ยืนพูดคุยกันอย่างออกรส หัวเราะถึงเรื่องสมัยมหาวิทยาลัย บางครั้งภัทรยังเผลอแตะไหล่เธอเบาๆ อย่างสนิทสนมตามประสาเพื่อนเก่า แต่คนที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลกลับเริ่มนิ่งเงียบลงเรื่อย ๆ
วีรวัฒน์ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ สายตาคมเข้มจับจ้องไปยังภาพตรงหน้าโดยไม่ละไปไหน แม้หลายคนจะเข้ามาทัก เขาก็ตอบเพียงสั้นๆ พลางมองหญิงสาวที่ดูเหมือนจะลืมไปแล้วว่ามากับใคร
“กลับหรือยัง” เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง หลังจากที่วีรวัฒน์คุยกับลูกค้าเสร็จและขอตัวมาได้ก็เดินมาแตะที่เอวคอดเล็กเบาๆเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของ
ปัญชิตาสะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองวีรวัฒน์ที่มายืนข้างตัวตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ใบหน้าหล่อเหลาดูเรียบเฉย แต่แววตากลับนิ่งจนเธอเริ่มรู้สึกได้ถึงบางอย่าง
“เอ่อ.....คุณวีเบื่อแล้วเหรอคะ”
“มาก”
“อ้อ นี่พี่พัตเตอร์ค่ะ รุ่นพี่ของฉันที่มหาวิทยาลัย น่าจะเป็นรุ่นน้องของคุณค่ะ พี่พัตเตอร์ นี่คุณวี เป็นเจ้านายของปันค่ะ” หญิงสาวเลือกที่จะแนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน
“สวัสดีครับ ผมเคยเห็นคุณอยู่บ้างครับ” ภัทรเอ่ยทักทายก่อนเพราะรู้ดีว่าตัวเองเป็นรุ่นน้องของชายหนุ่มตรงหน้า
วีรวัฒน์พยักหน้ารับ เขาไม่ได้พูดอะไรอีก ทำเพียงจับมือปัญชิตาไว้แน่นแล้วพาเดินออกจากห้องบอลรูมทันที หญิงสาวขมวดคิ้วแล้วหันไปโบกมือให้ภัทรก่อนจะรีบก้าวเท้าตามเขาก่อนที่ตัวเองจะสะดุดล้ม เสียงดนตรีด้านในค่อยๆ ห่างออกไป เหลือเพียงความเงียบในโถงทางเดินของโรงแรม
“คุณ.....เป็นอะไร” ปัญชิตาถามเบาๆ ขณะพยายามเดินให้ทันเขา
วีรวัฒน์หยุดฝีเท้ากะทันหันจนเธอเกือบชนแผ่นหลังกว้าง เขาหันกลับมามอง ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เก็บไว้ ก่อนจะหมุนตัวเดินต่อไปโดยที่ยังไม่ยอมปล่อยมือบาง
วีรวัฒน์มาส่งปัญชิตาที่คอนโดโดยที่เขาไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว หญิงสาวนั่งเกร็งมาตลอดทาง ตั้งแต่ที่เธอรู้จักเขามา เธอรู้สึกและพูดได้เต็มปากว่าครั้งนี้เขาน่ากลัวจริงๆ
“ขอบคุณค่ะ พรุ่งนี้.....ฉันไปเองก็ได้ค่ะ” หญิงสาวบอกหลังจากรวบชายกระโปรงเพื่อจะก้าวลงจากรถ
“ลงมา 7 โมง” น้ำเสียงเข้ม ดุ เด็ดขาดมากกว่าทุกครั้ง
“เอ่อ.....ค่ะ” เธอตอบรับเสียงเบาแล้วก้าวลงจากรถ
ชายหนุ่มรอจนร่างเล็กหายลับตาไปเหมือนทุกครั้งก่อนที่จะเคลื่อนตัวออกไป แต่ไปได้ไม่ไกลสายตาดันไปสะดุดกับอะไรบางอย่างที่วางอยู่ที่เบาะหลัง ก็ต้องเหยียบเบรกตัวโก่ง รถยนต์คันหรูวนกลับมาอีกครั้ง
มือหนาคว้าเอากระเป๋าสะพายผู้หญิงที่วางอยู่บนเบาะหลังแล้วเดินไปที่ลิฟต์ด้วยเสียงที่เท้าสม่ำเสมอที่บ่งบอกได้ว่าเจ้าของร่างหนักแน่นและมั่นคงขนาดไหน
วีรวัฒน์กดลิฟต์แล้วกดรหัสที่เขาจำได้แม่นทั้งที่ได้เห็นเพียงครั้งเดียว ลิฟต์ขึ้นมาจอดอยู่ที่ชั้นบน เรียวขายาวก้าวออกมา ตรงไปยังห้องที่อยู่ไม่ไกล เขาไม่สแกนนิ้ว แต่เลือกแบบกดรหัสแล้วลองกดรหัสเดียวกับลิฟต์ ซึ่งเขาก็เดาถูก ปัญชิตาใช้รหัสห้องกับลิฟต์เป็นรหัสเดียวกัน เห็นทีต้องได้โดนทำโทษเสียหน่อยโทษฐานชะล่าใจเกินไป
