ตอนที่ 4 ท่ามกลางครอบครัว
ช่วงเช้าของวันต่อมา รถยุโรปสีดำคันหรูเลี้ยวเข้าสู่รั้วสูงราว 2 เมตร อย่างช้า ๆ ที่นี่ต่างจากงานหมั้นที่ปัญชิตาเคยจินตนาการไว้ บรรยากาศภายในบ้านกลับอบอุ่นและเรียบง่าย สนามหญ้าหน้าบ้านถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวกับไฟประดับเล็กๆ โต๊ะอาหารยาวถูกจัดไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ มีเพียงเสียงหัวเราะของคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทไม่กี่คน
“ไม่ต้องเกร็ง” วีรวัฒน์พูดขึ้นขณะดับเครื่องยนต์
“แต่ฉันเป็นแค่เลขาคุณธีนะคะ ฉันไม่เข้าใจว่าคุณพาฉันมาทำไม” ปัญชิตาที่นั่งข้างคนขับกำชายกระโปรงไว้แน่นเล็กน้อย
“ผมสั่ง คุณก็แค่ทำตาม” คำตอบสั้น ๆ ทำให้เธอเงียบไป
วีรวัฒน์ลงจากรถ ก่อนเดินอ้อมมาเปิดประตูให้ ปัญชิตาตกใจ เธอก้าวลงมาช้าๆในชุดเดรสสีโอรสเรียบหรู ผมยาวถูกรวบครึ่งศีรษะอย่างอ่อนหวาน ดูต่างจากลุคเลขาสาวที่ใส่แต่กางเกงขายาวในบริษัทโดยสิ้นเชิง
“วี มาแล้วเหรอลูก” ทันทีที่เดินเข้าบ้าน เสียงทักทายก็ดังขึ้น
หญิงวัยกลางคนที่ดูสง่างามเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น เธอคือ วิริญญา มารดาของวีรวัฒน์และธีรภัทร
“สวัสดีค่ะ” ปัญชิตายกมือไหว้ทันที
“คุณแม่ นี่คุณปัน เลขาพี่ธี ตอนนี้เธอกำลังช่วยงานผมอยู่ครับ พ่อกับพี่ธีน่าจะบอกคุณแม่แล้ว” วีรวัฒน์แนะนำหญิงสาวกับมารดา ก่อนที่เขาจะโอบกอดมารดาเบาๆ
“อ้อ จ้ะ โดนตาวีบังคับมาล่ะสิท่า ตามใจไปหน่อยแล้วกันนะ พ่อคนนี้เอาแต่ใจที่สุดในบรรดาลูกชายแม่เลย” เธอบอกอย่างนึกเอ็นดู ก่อนมองลูกชายตัวเองสลับกับหญิงสาว
“แม่ครับ.....”
“ก็จริงนี่ แล้วนึกยังไง ปกติไม่เคยเห็นพาใครมางานที่บ้านนะเรา”
คำพูดนั้นทำให้ปัญชิตาชะงักนิดหนึ่ง ก่อนแอบเหลือบมองคนข้างตัว แต่เขากลับทำเหมือนไม่ได้ยิน
“ผมไปหาพี่ธีก่อน ตอนเข้ามาเห็นอยู่ในสวน” วีรวัฒน์บอกมารดาแล้วคว้าเอาข้อมือเล้กที่ถึงจะกำจนแน่นก็หลวมในมือเขาอยู่ดี
หญิงสาวโดนลากตัวแทบปลิว เธอหันมาค้อมศีรษะขอโทษขอโพยหญิงอาวุโสก่อนจะรีบก้าวเท้าให้ทันเพราะไม่อย่างนั้นเธออาจจะล้มให้อายคนอื่นได้
ภายในสวนหน้าบ้าน ธีรภัทรกำลังยืนคุยกับพรีญาภัสท่ามกลางบรรยากาศสบาย ๆ เขาอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่าย ต่างจากภาพลักษณ์ผู้บริหารเย็นชาในบริษัทโดยสิ้นเชิง เมื่อเห็นทั้งคู่เดินเข้ามาหา ดวงตาคมของเขาก็มองตรงมายังปัญชิตาทันที
“.....คุณปัน?” เสียงที่ปกติทุ้มเข้มสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจก่อนจะรีบเก็บท่าที
“ยินดีด้วยนะคะคุณธี คุณพรีน” หญิงสาวรีบยกมือไหว้ผู้เป็นเจ้านายโดยตรง
“ขอบคุณ นายไปบังคับคุณปันมาได้ยังไงเนี่ย ปกตินอกเวลางานไม่เคยมีใครได้เจอคุณปันเลยนะ” ธีรภัทรยิ้มบางๆ ก่อนสายตาจะเลื่อนไปทางน้องชายตัวเอง
“ก็พามาช่วยงาน” วีรวัฒน์ยกแก้วน้ำขึ้นจิบเหมือนไม่มีอะไร
“แน่ใจ?” ธีรภัทรย่อนเสียงสูงอย่างรู้ทันอย่างคนที่เพิ่งผ่านเรื่องแบบนี้มา
ประโยคนั้นทำให้ปัญชิตาเริ่มทำตัวไม่ถูก ตลอดทั้งงาน เธอคอยช่วยดูแลรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตามนิสัยเลขามืออาชีพ ทั้งจัดของ ดูแลคู่หมั้นสาวของเจ้านายและช่วยวิริญญาในการจัดการความเรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่เธอเดินไปไหน สายตาของวีรวัฒน์ก็มักมองตามตลอด
“คุณปัน มาช่วยผมหยิบไวน์หน่อย” เสียงธีรภัทรเรียกจากโต๊ะอาหาร ทำให้เธอรีบเดินเข้าไปหา
“ขวดนี้ใช่ไหมคะ” หญิงสาวหยิบขวดเครื่องดื่มจากซุ้มมาโชว์ขึ้น
“อืม” ชายหนุ่มรับขวดไวน์จากมือเธอ แต่จังหวะนั้นเอง เขากลับโน้มตัวลงมากระซิบเบาๆ
“วันนี้คุณสวยนะ” ธีรภัทรเอ่ยชมหญิงสาวแต่สายตาลอบมองไปที่น้องชายตัวเอง
“คุณธี.....” ปัญชิตาชะงักไปทันที
“ผมชมในฐานะเจ้านาย” เขาอมยิ้ม รู้ดีว่าพรีญาภัสก็ได้ยินทั้งหมด
ปัญชิตายิ้มหวานขอบคุณเจ้านายหนุ่ม รวมทั้งขยับใบหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณเมื่อพรีญาภัสเองก็ยิ้มและพยักหน้าให้เธอ และภาพนั้น.....ถูกใครอีกคนมองเห็นเต็มตา วีรวัฒน์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลวางแก้วลงช้าๆ ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนลุกเดินตรงเข้ามา
“พี่ธี เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง” เสียงทุ้มเรียบทำให้ทั้งคู่หันไปพร้อมกัน วีรวัฒน์เดินมาหยุดข้างปัญชิตา ก่อนรับขวดไวน์จากมือเธอไปถือเอง
“หวง?” ธีรภัทรเลิกคิ้วนิดๆ อย่างรู้ทัน
“ครับ” วีรวัฒน์ตอบรับด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“......” คำตอบตรงเกินไปจนปัญชิตาแทบสำลักลมหายใจตัวเอง ธีรภัทรหัวเราะเบาๆ ส่วนคนข้างกายเธอกลับดึงเก้าอี้ออกให้ ก่อนเอ่ยเสียงนิ่ง
“นั่งกินข้าวเถอะคุณปัญ”
หญิงสาวนั่งลงเงียบๆ แต่หัวใจกลับเต้นแรงไม่หยุด เพราะนี่เป็นครั้งแรก.....ที่เธอรู้สึกว่าวีรวัฒน์ไม่ได้มองเธอในฐานะเลขา
หลายชั่วโมงต่อมา หลังจากพิธีและจบช่วงเวลากินเลี้ยงที่บ้าน วิริญญาจัดการพาทุกคนไปเลี้ยงฉลองที่โรงแรม เธอต้องตามไปในฐานะคู่ควงของวีรวัฒน์ไปโดยปริยาย จนเมื่อแยกย้ายกันกลับ หญิงสาวนั่งเงียบมาตลอดทางจนกลับถึงคอนโด แม้แต่ตัววีรวัฒน์เองก็ไม่ได้พูดอะไรกับเธอแม้แต่คำเดียว
“ขอบคุณค่ะ” ปัญชิตาเอ่ยขอบคุณตามความเคยชินก่อนจะก้าวลงจากรถ
“อืม พรุ่งนี้ผมมารับ” เขาบอกกึ่งสั่ง
“คะ? ฉันไปเองดีกว่าค่ะ” หญิงสาวอดรู้สึกแปลกๆไม่ได้
“ผมสั่ง” ชายหนุ่มไม่ยอมให้ขัดใจเหมือนทุกครั้งที่เขาบอกเธอ
“.....ค่าๆ” เธอถอนหายใจเบาๆก่อนขานรับ
หญิงสาวปิดประตูรถยนต์คันหรูอย่างเบามือก่อนจะเดินไปที่ลิฟต์และหายไปหลังจากนั้นไม่กี่วินาที วีรวัฒน์รอจนเธอหายลับตาไปถึงจะเคลื่อนตัวออกมา ยตาคมดุมีแววครุ่นคิดอย่างเห็นได้ชัด
หลายวันต่อมา
‘คุณปัน เข้ามาพบผมหลังเลิกงานด้วยนะ เอากระเป๋าเข้ามาเลย’ เสียงทุ้มเข้มดังขึ้นหลังจากที่หญิงสาวกดรับสายในช่วงพักเที่ยง
“ค่ะ” เธอตอบรับแล้วกดวางสายแทบจะทันที
“มีอะไรเหรอ” พิมพ์พิศาถามสาวรุ่นน้องหลังจากเคี้ยวอาหารในปากหมดแล้ว
“สงสัยงานจะเข้าอีกแล้วพี่พิมพ์” ปัญชิตาเบะปากงอแง
“เอาน่า เราเป็นหัวหน้าทีมเลขานี่ ทำไงได้ล่ะ สู้ๆนะยัยหนู พี่เอาใจช่วย” พิมพ์พิศาส่งยิ้มเอ็นดู
“โถ่ ปันอยากกลับบ้านเร็วบ้างอะ วันหยุดก็ไม่ได้หยุดอยู่บ้านด้วยซ้ำ” หญิงสาวบ่นพึมพำแต่ก็ดังพอให้พิมพ์พิศาได้ยิน
“หืม?” สาวรุ่นพี่เลิกคิ้วเชิงถาม
“ก็.....ช่างเถอะค่ะ พี่พิมพ์ ปันเหนื่อยจังเลย ลาพักร้อนดีไหม” เธอถามทีเล่นทีจริง
“สงสัยคงต้องพักไป รับสายไป เปิดคอมไปนั่นแหละจ้ะ” พิมพ์พิศาหัวเราะเบาๆ
“พี่พิมพ์อะ ใจร้ายจัง” ปัญชิตาเบะปากอีกครั้งก่อนหัวเราะออกมา
หลังจากใกล้ถึงเวลาเข้างาน สองสาวพากันกลับขึ้นชั้นบน เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วตามประสาหญิงสาวดังในห้องเลขา จนเมื่อถึงเวลาทำงานเสียงพูดคุยในห้องก็มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงเสียงกดแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดที่ดังเป็นระยะแต่ต่อเนื่อง
