ตอนที่ 6 ไม่ทันระวังตัว
ทางด้านปัญชิตา หลังจากที่หญิงสาวขึ้นมาบนห้องก็จัดการถอดเสื้อผ้า คว้าผ้าเช็ดตัว แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ เสียงสายน้ำไหลทำให้เธอไม่ได้ยินเสียงกดรหัสประตูเข้ามา
“ว้ายยยย คุณวีเข้ามาได้ยังไง!!!” เมื่ออาบน้ำเสร็จเปิดประตูออกมาก็ร้องวี้ดลั่นแล้วถอยหลังกลับเข้าห้องน้ำไปด้วยความรวดเร็ว
“รหัสคุณเดาง่ายเกินไปหน่อย ผมเอากระเป๋ามาให้ คุณลืมไว้เบาะหลัง” วีรวัฒน์บอกจุดประสงค์ของเขาแต่ก็ไม่วายแขวะเธอไปด้วย
“ค่ะ!!! ขอบคุณค่ะ กลับไปได้แล้วค่ะ” ปัญชิตาออกปากไล่อย่างไม่เกรงใจเหมือนเช่นเคย
“.....” เสียงหัวเราะหึหึดังขึ้นเบาๆ ก็จะไม่ให้เขาหัวเราะได้อย่างไร ก็เขาเห็นเธอมาตั้งนาน ครั้งนี้ครั้งแรกเลยที่เขาเห็นเธออายขนาดนี้ ผิวขาวซีดแดงทั้งตัวจนแทบจะเหมือนสตรอเบอรี่ที่สุกจัด มันน่าทำให้ผิวบางๆมีร่องรอยจากฝีมือของเขา คงน่ามองน่าดู
ชายหนุ่มชะงักไปเมื่อสะดุดกับความคิดของตัวเอง เขาไม่เคยคิดแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนเลย เขาเป็นผู้ชาย.....ที่ผ่านมามันต้องมีเรื่องเซ็กส์อยู่แล้ว แต่มันก็แค่ดีลจบแล้วแยกย้าย เพราะส่วนใหญ่พวกหล่อนเสนอมาให้เขากินเองทั้งนั้น และที่สำคัญ.....เขาไม่เคยกินผู้หญิงคนไหนซ้ำแม้แต่คนเดียว
“.....ออกไปได้แล้วค่ะ นะคะ” ปํญชิตายอมส่งเสียงอ่อนลงในการขอร้องเขา
“อะไรนะ.....ผมไม่ได้ยินเลย ใครพูดอะไร.....” เขาแกล้งส่งเสียงตอบราวกับตั้งใจแกล้ง
“.....คุณวีออกไปก่อนนะคะ ปันจะไปแต่งตัว นะคะ” หญิงสาวยอมแพ้ เธอยอมใช้คำพูดใหม่ เผื่อว่าเขาจะยอมอ่อนลงให้ และดูเหมือนจะได้ผลเมื่อเสียงเข้มดุเงียบลง
“.....ผมจะออกไปอยู่ระเบียง คุณเข้าห้องแต่งตัวไปแล้วปิดประตูซะ” เขาสั่งเสียงเข้มหลังจากที่เงียบไปชั่วครู่ แล้วเปิดประตูระเบียงออกไปยืนด้านนอกตามที่เขาพูด
ปัญชิตาเปิดประตูห้องน้ำแง้มเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าร่างสูงของวีรวัฒน์ออกไปอยู่ที่ระเบียงจริงๆก็รีบวิ่งเข้าห้องแต่งตัวแล้วปิดประตู หญิงสาวแต่งตัวด้วยความรวดเร็ว ปกติเธอจะใส่ชุดนอนอย่างเดียว แต่วันนี้เสื้อยืดกางเกงขาสั้นถูกหยิบมาสวมอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วร่างบอบบางแต่หน้าอกหน้าใจไม่บางก็ก้าวออกมาช้าๆ แล้วตรงไปยังระเบียงกว้างที่มีร่างสูงในชุดสูทสีครีมเข้าชุดกับเธอยืนหันหลังอยู่ เพียงชั่วครู่ แต่ก็ทันได้เห็นว่าแววตาของปัญชิตาที่มองไปที่วีรวัฒน์ไม่ได้อ่อนน้อมเย็นชาเหมือนยามที่เธอมองเขาในฐานะเจ้านาย แต่เมื่อเขาหมุนตัวกลับมา แววตาอ่อนหวานก็เปลี่ยนเป็นนิ่งเรียบดังเดิม
สองหนุ่มสาวยืนจ้องกันนิ่งอยู่แบบนั้น จนฝ่ายที่ยอมแพ้ก็ยังคงเป็นปัญชิตา เธอยอมก้าวออกไปที่ริมระเบียง พิงราวอยู่ห่างจากเขาช่วงแขนเอื้อม
“มีอะไรคะ”
“เปล่านี่”
“งั้นก็ขอบคุณสำหรับกระเป๋าค่ะ”
“อืม.....”
“.....”
“คุณ.....กลับได้แล้วค่ะ”
“ไล่ผมเหรอ”
“เปล่าไล่ค่ะ แค่สมควรแก่เวลา”
“ยังไม่ดึกเท่าไหร่นี่ เพิ่ง 4 ทุ่มเอง”
“.....”
“ที่นี่ลมเย็นดีนะ เห็นจะต้องมาบ่อยๆ”
“.....”
“แต่ดูเหมือนเจ้าของห้องจะไม่ค่อยต้อนรับ”
“.....”
หญิงสาวทอดสายตามองไปไกล เธอฟังเขาทุกประโยคแต่ไม่อยากตอบอะไร เธอไม่อยากเข้าข้างตัวเอง ความที่เป็นรุ่นน้องของเขาแค่ 2 ปี ทำให้รู้เรื่องราวของเขาที่มหาวิทยาลัยมาบ้างว่าเขาเป็นคนกินแล้วทิ้ง ไม่กินซ้ำ และไม่สานสัมพันธ์กับใคร
“เฮ้ ผมพูดกับคุณอยู่นะครับ คุณรุ่นน้อง”
ร่างบอบบางปลิวหวือไปอยู่ในอ้อมแขนแข็งแกร่งอย่างง่ายดายเพียงแค่เขาเอื้อมมือมาคว้าต้นแขนนุ่มนิ่มแล้วออกแรงดึงเพียงครั้งเดียว เธอก็ปลิวเข้าไปปะทะกับแผ่นอกกว้าง
“อ๊ะ.....ตกใจหมด” สีหน้าตกใจตามที่เธอพูดจริงๆ
มือเล็กพยายามแกะมือที่จับต้นแขนของเธอเอาไว้แน่น เมื่อเขายืนพิงระเบียงในท่าที่หันหน้ามาหาเธอ ทำให้ตอนนี้เรือนร่างหอมกรุ่นของหญิงสาวยืนติดกับเขาชนิดที่แขนของเธอสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อตรงหน้าอกเขาเลยทีเดียว
“นี่คุณ ผมไม่กัดหรอกนะ ไม่ต้องระแวงขนาดนั้น.....แต่ถ้าอย่างอื่นไม่แน่” ท้ายประโยคเขาพึมพำแบบไม่มีเสียง หญิงสาวจึงไม่ทันได้ยิน
“ปล่อยก่อนค่ะ”
“ไม่”
“ปล่อยค่ะ”
“ไม่”
“นะคะ”
“.....”
“เห้อออ.....ก็ได้ค่ะ มีอะไรคะ” ในที่สุดปัญชิตาก็ยอมแพ้ เธอยอมให้เขาจับแขนเธอเอาไว้แบบนั้น ดวงตากลมโตมองไปบนท้องฟ้าที่คืนนี้เต็มไปด้วยดาวระยิบระยับ
“เปล่า ไม่มีจริงๆ แค่อยากพักผ่อนสมองบ้าง” วีรวัฒน์ยอมปล่อยมือ ก่อนจะขยับหันตัวมองออกไปด้านเดียวกับหญิงสาว สายตาคมดุทอดมองไปไกล
“งั้นตามสบายนะคะ ฉันง่วงแล้วค่ะ”
“ปัน”
“คะ?”
“ปัน”
“.....อ้อ ค่ะ งั้นตามสบายค่ะ ปันง่วงแล้วค่ะ ราตรีสวัสนะคะ”
หลังจากกล่าวจบ ร่างเล็กก็หมุนตัวเดินกลับเข้าด้านในแล้วหายเข้าไปในห้องนอนโดยที่วีรวัฒน์ไม่ได้รั้งเอาไว้อีก ชายหนุ่มมองตามร่างบอบบางที่เดินหายเข้าไปในห้องแต่งตัวแล้วกลับออกมาพร้อมกับชุดในมือก่อนที่เจ้าของห้องสาวจะเดินหายเข้าไปในห้องนอนโดยไม่ลืมล็อกประตู
สายตาคมดุมองตามบานประตูห้องนอนที่ปิดสนิท เขายืนนิ่งอยู่สักพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจ ปิดประตูระเบียงจนแน่นหนา ปิดไฟดวงใหญ่ แล้วเดินออกจากห้องไป
2-3 วันต่อมา หลังจากได้เวลาเลิกงานปัญชิตาเตรียมตัวกลับบ้านตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือมีสายเรียกเข้าในเวลาเลิกงาน ซึ่งว่ากันตามตรงคู่ค้าจะรู้กันดีว่าเวลาเลิกงานจะไม่ควรติดต่อ แสดงว่าไม่น่าจะใช่คู่ค้า หญิงสาวหยิบมากดรับสายด้วยท่าทางแปลกใจ
“สวัสดีค่ะ”
‘ปัน’
“อ้าว พี่พัตเตอร์”
‘พอดีพี่หาเบอร์ปันมาจากฝ่ายติดต่อน่ะ’
“อ๋อ ค่ะ อันนี้เบอร์ที่ใช้ทำงานน่ะค่ะ ของบริษัท เดี๋ยวปันโทรเบอร์ส่วนตัวปันไปดีกว่าค่ะ ว่าแต่พี่พัตเตอร์มีอะไรหรือเปล่าคะ พอดีปันเลิกงานแล้วค่ะ”
‘มีสิ พี่จะชวนไปทานข้าว ตอนนี้จอดรถอยู่หน้าบริษัทปัน ลงมาสิ พี่รอที่โซฟาล็อบบี้’
“ได้ค่ะ งั้นรอปันแป๊บนึงนะคะ”
ปัญชิตารีบเก็บข้าวของ สำรวจความเรียบร้อย ก่อนที่เธอจะหมุนตัวออกจากห้องกระจกที่หน้าห้องของธีรภัทรไป
เมื่อลงมาหน้าอาคารหญิงสาวก็เห็นว่าภัทรกำลังนั่งรออยู่ที่โซฟา สายตาบรรดาสาวๆหลายคู่ลอบมองไปที่เขาอย่างสนอกสนใจ
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวเดินตรงเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าแล้วส่งเสียงทักทายพร้อมรอยยิ้ม
“อ้าว ปัน พี่นึกว่าจะนาน ทานอะไรดี” ภัทรรีบเก็บโทรศัพท์เข้าในเสื้อสูทแล้วลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางดีใจ
“อะไรก็ได้ค่ะ” ปัญชิตาถอยหลังเล็กน้อยเพื่อให้เขาก้าวนำเธอก่อน
“งั้นเจอร้านไหนถูกใจก็แวะแล้วกันเนอะ” เขาบอกแล้วผายมือให้หญิงสาว
“ได้ค่ะ” รอยยิ้มสดใสที่หวานจนหลายคนที่ไม่เคยเห็นต้องหันมองคุณเลขาอย่างช่วยไม่ได้ หนึ่งในนั้นรวมถึงวีรวัฒน์ที่นั่งอยู่บนรถที่กำลังขับผ่านด้วย
สองหนุ่มสาวพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ปัญชิตาก้าวขึ้นรถของภัทร ก่อนที่เขาจะขับออกไป โดยจุดมุ่งหมายคือร้านอาหารที่ถูกใจ
“เอาล่ะ ไหนเล่าให้พี่ฟังหน่อย ว่าไปอยู่ที่ไหน ทำไมถึงไม่ยอมกลับบ้าน” ภัทรถามขึ้นหลังจากปิดสมุดเมนูส่งให้พนักงาน
“ตอนแรกปันว่าจะกลับนั่นแหละค่ะ แต่แม่บอกว่าให้กลับไปช่วยงานที่บ้าน ทางบ้านไร่เยือนตะวันเขาเตรียมสินสอดเอาไว้แล้ว ปันเลยไม่กลับ ตอนแรกแค่ลองมาสมัครงานกับคุณธี ตอนแรกแค่จะทำตำแหน่งทั่วไป แต่คุณธีมาร่วมสัมภาษณ์เลยดึงปันไปเป็นเลขา”
“สรุปคือเป็นเลขาคุณธี”
“ใช่ค่ะ”
“แต่วันก่อนไปกับคุณวี”
“อ๋อ คุณธีส่งไปช่วยงานคุณวีค่ะ ตอนนี้ปันเป็นหัวหน้าทีมเลขาค่ะ”
“อ้อ เรานี่น้า มีอะไรก็ไม่ส่งข่าว น้าปิ่นโทรมาถามพี่จนพี่ไม่รู้จะตอบว่ายังไงแล้ว”
ภัทรหมายถึงมารดาของหญิงสาว ทั้งเขาและปัญชิตารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กในฐานะคนระแวกบ้านเดียวกัน และลูกชายของบ้านไร่เยือนตะวันก็คือเพื่อนของเขาอีกคนที่รู้จักกัน
“ก็ปันไม่อยากกลีบบ้านนี่คะ กลับไปก็อยู่ใต้ปีกพ่อกับแม่ ปันอยากลองใช้ชีวิตหาเงินเองบ้าง” ปัญชิตาบอกในสิ่งที่เธอคิด
“พี่เข้าใจ แต่ก็ต้องส่งข่าวน้าปิ่นบ้างนะ” ภัทรบ่นหญิงสาวรุ่นน้องแบบที่เคยบ่นสมัยวัยรุ่น
“ค่าๆ ทำยังไงได้ล่ะคะ ปันเป็นพวกหัวดื้อ” หญิงสาวยิ้มแล้วทำตาหวานใส่เขา
ภัทรส่ายหน้าเบาๆกับความดื้อเงียบของผู้หญิงตรงหน้า ความที่เห็นกัน เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขามองเธอไม่ต่างกับน้องสาวแท้ๆของตัวเอง
