ตอนที่ 3 มาทำไม
หลายอาทิตย์ต่อมา
หลังจากที่ธีรภัทรกับวีรวัฒน์ได้สืบหาเรื่องการทุจริตในบริษัทอย่างเงียบๆ โดยมีคนที่รู้แค่ 4 คน นอกจากตัวพวกเขาทั้งสองคนก็มีพรีญาภัสกับปัญชิตาที่รู้ ทำให้การหาต้นตอค่อนข้างช้า แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของทั้ง 3 คน เมื่อคนรู้น้อยจึงทำให้อีกฝ่ายไม่มีการระแคะรคาย จึงทำให้วีรวัฒน์ตามหาต้นตอเจอ และบุคลากรเหล่านั้นก็ถูกจัดการไปในที่สุด แต่นั่นก็ทำให้ภายในบริษัทต้องจัดการเรื่องบุคลากรที่มีตำแหน่งสูงหลายตำแหน่ง ทั้งการโยกย้าย หาเพิ่ม หรือแม้แต่การแต่งตั้งขึ้นมาใหม่
ปัญชิตาได้ถูกแต่งตั้งเป็นหัวหน้าทีมเลขา อีกทั้งธีรภัทรยังได้จัดตั้งบุคลากรทีมเลขานุการเพิ่มเติมขึ้นมาหลายคนเพื่อแบ่งเบางานของปัญชิตา เพราะหญิงสาวต้องดูแลงานเพิ่มอีกหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงการติดต่อประสานงานกับทางวีรวัฒน์เป็นระยะด้วย นั่นหมายความว่าปัญชิตามีโต๊ะทำงานอยู่ที่หน้าห้องของธีรภัทรและวีรวัฒน์
ธาดาได้เข้ามาจัดการความเรียบร้อยภายในบริษัทหลังจากที่ปล่อยให้ธีรภัทรดูแลมาเป็นเวลานาน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมอบหมายการตัดสินใจหลักๆให้ธีรภัทรเป็นคนจัดการอยู่ดี
วิริญญาเองก็วุ่นวายอยู่กับการจัดการเรื่องข่าวของธีรภัทรและพรีญาภัสที่หลุดออกไป เธอจัดการแก้ข่าวและแถลงการณ์ถึงการยอมรับจากคนในครอบครัว นั่นทำให้เรื่องราวการพูดถึงต่างๆเบาลงได้ถนัดตา
ในช่วงค่ำของวันหนึ่ง โทรศัพท์ของปัญชิตาดังขึ้น หญิงสาวมองหน้าจอแล้วชะงักไป เพราะปกติแล้วเขาไม่เคยโทรหาเธอนอกเวลางาน แต่ตอนนี้ชื่อเขากลับโชว์อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ของเธอ
“ค่ะ”
‘ลงมาหน่อย’
“คะ?”
‘ผมอยู่ข้างล่าง ลงมา อย่าให้ผมต้องขึ้นไปเอง’
“.....”
‘แล้วก็ไม่ต้องลีลา ผมให้เวลา 3 นาที’
ยังไม่ทันที่ปัญชิตาจะได้ปฏิเสธอะไร สายโทรศัพท์ก็ถูกตัดไป คนตัวเล็กที่กำลังอยู่ในชุดที่เตรียมจะนอนได้แต่นั่งหน้าเหวอ มือบางโยนโทรศัพท์ทิ้งบนเตียงแล้วคว้าเอาเสื้อตัวหลวมโพลกสีดำมาสวมทับชุดนอนผ้าซาตินสีดำที่กำลังสวมอยู่ อย่างน้อยมันก็ใหญ่จนคลุมมาถึงต้นขาเธอได้อย่างไม่น่าเกลียดนัก แล้วก็ยังสามารถพลางร่างรอยหน้าอกหน้าใจของเธอได้ด้วย
ประตูห้องปิดลงหลังจากเจ้าของร่างบางกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่ลิฟต์และกดลงชั้นล่างพร้อมกับใจที่สั่นไหว
“มีอะไรคะ” ทันทีที่ลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่าง เธอก้าวออกมาด้านนอก ก็เห็นเขายืนพิงรถสูบบุหรี่รออยู่ เสื้อยืดสีดำกางเกงขายาวทำให้เขาดูน่ากลัวแต่ก็น่าค้นหาในเวลาเดียวกัน
“พรุ่งนี้เตรียมตัวด้วย ใส่ชุดเดรสสุภาพ หลีกเลี่ยงสีขาว สีครีม ก่อน 7 โมง” สั่งแบบรวบรัดไม่ให้หญิงสาวตั้งตัว
“คะ ไปไหนคะ ฉันจำได้ว่าไม่มีตารางอะไรนะคะ ทั้งของคุณทั้งของคุณธี” ปัญชิตายังมีอาการงงอยู่ เลยไม่ได้สังเกตว่าคนตรงหน้าได้ดับบุหรี่และก้าวเข้ามาใกล้เธอ
“มี พรุ่งนี้งานหมั้นพี่ธีกับยัยพรีน” พูดเรียบๆพลางยืนตัวตรง เมื่อร่างทั้งสองห่างกันแค่ช่วงแขนเดียว
“.....” คำตอบนี้ทำให้หญิงสาวชะงัก เธอไม่แน่ใจว่าจะต้องไป เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นงานหมั้นภายใน
“ผมสั่ง คุณก็แค่ทำตาม ผมไม่ได้พาคุณไปไหนเสียหน่อย” วีรวัฒน์พูดเชิงสั่ง เขามั่นใจว่าการที่เขาทำแบบนี้หญิงสาวจะเถียงไม่ได้
“.....ค่ะ คุณโทรมาบอกก็ได้นี่คะ ไม่เห็นต้องมา” เธอยังคงไม่หายสงสัย
“ทางผ่าน ไปข้างนอกมา” เขาไม่ได้โกหก
“อ้อ ค่ะ ได้กลิ่นเหล้าแล้วค่ะ เมาไหมคะ” เธอทำจมูดฟุดฟิตก็ถอยหลังไป 1 ก้าวเมื่อได้กลิ่นเหล้าออกมาจากตัวเขา
“ไม่.....แค่กรึ่มๆ” ชายหนุ่มตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ก็ชะงักแล้วเปลี่ยนคำตอบ
“ล้างหน้า ดื่มอะไรแก้เมาไหมคะ.....” พูดแล้วก็แทบจะกัดลิ้นตัวเอง เมื่อคำพูดมันเป็นการชวนเขากลายๆ
“อืม ก็ดี” มุมปากหยักกระดกเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเธอตามน้ำไปโดยที่เขาไม่ต้องทำอะไร
“เปลี่ยนใจทันไหมคะ” ปัญชิตาเอ่ยถามเสียงอ่อย
“ไม่ทันแล้วล่ะ” เขาพูดเสียงเรียบก่อนจะเดินนำไปที่ลิฟต์
“ให้ตายเถอะยัยปัน เป็นอะไรเนี่ย” หญิงสาวบ่นกับตัวเองแล้วรีบเดินตามเขาไปเพราะลิฟต์ต้องกดเลขที่ห้องประตูถึงจะปิด
เมื่อเข้ามาในลิฟต์ หญิงสาวกดเลขที่ห้อง รอจนประตูลิฟต์ปิดก็ยืนตัวลีบเพราะในพื้นที่ลับตาคนแบบนี้มันอาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่หากเธอจะต้องอยู่ใกล้เขา
“.....ผมไม่กัดคุณหรอกน่า ไม่ต้องหนีขนาดนั้น” วีรวัฒน์บอกด้วยท่าทางสบายๆ มือหนาล้วงในกระเป๋ากางเกง
“ไม่ได้หนีเสียหน่อยค่ะ” เถียงทั้งที่ยืนตัวลีบแทบจะติดประตูลิฟต์
“.....นี่คุณ.....ไม่ต้องห่อขนาดนั้น เดี๋ยวก็เจ็บหลังหรอก ผมไม่ใช่เด็กนะ แค่เห็นก็รู้แล้ว” เขาพูดถึงการที่เธอพยายามห่อไหล่เพื่อซ่อนหน้าอก
“.....” ปากเล็กพะงาบๆโดยไม่มีเสียง
“อ้อ แล้วก็นอกเวลางาน ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น” ร่างสูงยังคงท่าทางสบายๆหลังจากประตูลิฟต์เปิดและเดินเฉียดร่างเล็กที่ยืนห่อตัวอยู่ออกจากลิฟต์ไป
“อะ.....” คนตัวเล็กสะดุ้งเฮือก เธอคิดไปเองหรือเปล่าว่าเขาตั้งใจเดินเฉียดหน้าอกของเธอไป
ปัญชิตารีบตามออกมาจากลิฟต์ ตรงไปยังหน้าห้องของเธอที่มีเขายืนรออยู่ หญิงสาวแอบชมวีรวัฒน์ในใจถึงความช่างสังเกตุของเขาที่แค่เห็นเลขห้องของเธอตอนกดลิฟต์เขาก็หาห้องของเธอเจอ
ปลายนิ้วเรียวแสกนที่หน้าประตูแล้วเปิดออกกว้าง ร่างสูงกำยำเดินเข้าไปก่อนตามความเคยชิน เขาตรงไปนั่งลงบนโซฟากลางห้องที่หญิงสาวจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ
ห้องนอนของปัญชิตาอยู่ฝั่งซ้ายที่เป็นผนังกระจกใสกินพื้นที่เกือบทั้งฝั่ง มีห้องแต่งตัวอยู่ตรงข้ามกับห้องนอน ห้องน้ำอยู่ข้างๆห้องแต่งตัว โซนครัวจะอยู่ริมติดประตูฝั่งขวา ซึ่งกว้างพอที่จะจัดวางโต๊ะกินข้าวเอาไว้ได้ มีชุดโซฟาตั้งอยู่กลางห้องกินพื้นที่บริเวณห้องแต่งตัวทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นโซฟาชุดใหญ่สำหรับคนอยู่คนเดียว และหากมองตรงไปจากหน้าประตูก็จะพบประตูกระจก 4 ช่อง ที่สามารถเปิดออกไปที่ระเบียงได้ที่อยู่ถัดจากโซฟาไป
“ห้องใหญ่ดีนะ น่าจะแพงสำหรับมนุษย์เงินเดือน” วีรวัฒน์แกล้งพูดขึ้นเพราะรู้จากการให้ลูกน้องหาประวัติหญิงสาวให้แล้วว่าเธอเป็นลูกนักธุรกิจคนหนึ่งเหมือนกัน
“.....” ปัญชิตาไม่ตอบอะไร เธอเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเครื่องดื่มมาให้เขาเพื่อให้เขาสร่างเมา
“อืม” มือหนารับแล้วแกล้งดึงให้คนตัวเล็กเซถลาเล็กน้อย
“ล้างหน้าในห้องน้ำได้เลยนะคะ ผ้าขนหนูที่ยังไม่ได้ใช้อยู่ในตู้ ฉันไม่เคยใช้ค่ะ แค่ซักแล้วเก็บเอาไว้” หญิงสาวยืนตั้งหลักแล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว
“อืม ออกไประเบียงได้ไหม” ขวดเครื่องดื่มถูกเปิดออกกรอกลงคอรวดเดียวครึ่งขวด ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆ
“.....ได้ค่ะ” ตอบรับพร้อมกับพยักหน้า เธอไม่เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไรจึงคอยดูท่าที
วีรวัฒน์ลุกจากโซฟา เดินตรงไปที่ประตูกระจกแล้วเปิดออกไป ลมเย็นจากชั้นบนที่พัดมาโดนผิวทำให้เขารู้สึกพอใจ เธอเทสดีไม่น้อย เขายอมรับ ดวงตาคมมองไปยังฝั่งห้องนอนที่หญิงสาวยังไม่ปิดผ้าม่าน ภายในมีเตียงนอนหลังใหญ่อยู่ตรงกับโซฟา มีชั้นหนังสือตั้งริมผนังกินพื้นที่ริมฝั่งหนึ่งทั้งแถบจนเขาแปลกใจ
“เอาล่ะ ผมดีขึ้นแล้ว พรุ่งนี้เตรียมตัวด้วย ก่อน 7 โมง”
ชายหนุ่มเดินกลับเข้าด้านในแล้วปิดล็อกประตูให้อย่างแน่นหนา ก่อนจะสั่งเธออีกครั้งแล้วเปิดประตูออกจากห้องไปท่ามกลางสายตาไม่เข้าใจของเจ้าของห้องที่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้นหลายนาที
