บทที่ 7 เมียแต่งที่สามีไม่ต้องการ 2
“เจอกันอีกแล้วนะคะพี่จิณต์”
สองหนุ่มที่นั่งอยู่มุมห้องเหลียวหน้าทิ้งสายตาอยู่กับหญิงสาวที่เดินนวยนาดเข้ามาหา จิณต์นิ่งค้าง จ้องเพียงนาราไม่วางตา
ชุดเดรสสีชมพูอ่อน
แบบเดียวกับที่ล้อมเดือนโปรดปราน เพียงนารายิ้มหวานมองจิณต์อยู่ครู่หนึ่งก็มองไปยังชายหนุ่มรูปงามอีกคน
“ขอเพียงนั่งด้วยคนนะคะ”
“มาคนเดียวหรือครับน้องเพียง” จิณต์เอ่ยถามกวาดสายตามองตามร่างระหงอย่างลืมตัวจนอานนท์ต้องยกเท้ายันไปที่หน้าขาของเพื่อนเบา ๆจิณต์ถึงรู้สึกตัว
“อยู่ห้องแล้วเบื่อค่ะเลยมาเปิดหูเปิดตาซะหน่อย”
เพียงนารายิ้มทั้งใบหน้า เห็นสายตาที่จิณต์มองมาหัวใจก็ลิงโลด ได้ผลอีกแล้วสินะ กายบางเลือกที่นั่งว่างตรงข้ามสองหนุ่ม หย่อนกายลงนั่งโดยท่าทีเรียบร้อย เข่าสองข้างแนบชิดผสานมือไว้บนหน้าตัก
“พี่นนท์ เพื่อนพี่เอง น้องเพียงเพื่อนเดือน”
“สวัสดีค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” อานนท์มองใบหน้าของหญิงสาวที่เพื่อนแนะนำให้รู้จักด้วยใบหน้านิ่งเฉยแต่ในใจกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เหมือน...
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเพราะอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าการพูดและกิริยาท่าทางของเพียงนารามันคล้ายกับล้อมเดือนแม้จะเคยเจอกับอดีตคนรักของเพื่อนแค่ไม่กี่ครั้ง แต่เขาก็พอจะสังเกตได้
“ไม่คิดว่าจะเจอพี่จิณต์ที่นี่ มาเที่ยวบ่อยหรือคะ”
“เกือบทุกคืน” จิณต์พูดแกมหัวเราะ ที่นี่เป็นที่เดียวที่ทำให้เขาคลายความเหงา การได้มาดูแสงสีดื่มน้ำเมาชโลมใจ มันก็ช่วยทำให้คลายความคิดถึงล้อมเดือนไปได้บ้าง
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เพียงขอนั่งด้วยคนนะคะ” เอ่ยปากขอขึ้นมาอย่างหน้าด้าน ๆเห็นจิณต์พยักหน้าก็ฉีกยิ้มหวาน
“คุณเพียงอยากดื่มเครื่องดื่มอะไรไหมครับ เดี๋ยวผมสั่งให้” เป็นอานนท์ที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นมา เห็นสายตาของจิณต์มองไปยังผู้หญิงตรงหน้า ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาในหัว ถ้าเดาไม่ผิดเพื่อนก็คงรู้สึกเหมือนกันกับเขาและคิดว่าจิณต์น่าจะสัมผัสถึงความเหมือนระหว่างเพียงนารากับล้อมเดือนได้ดีกว่าเขา
“ขอบคุณค่ะ เพียงไม่ถนัดดื่มค่ะ ถนัดนั่งร่วมวงมากกว่า” พูดพลางยกมือขึ้นมาลูบแก้มแก้กระดาก ส่งยิ้มหยาดเยิ้มให้กับผู้ชายทั้งสอง เห็นแววตาของจิณต์เปล่งประกายวูบไหวใจสาวก็พองโต
‘พี่จิณต์ดื่มเถอะค่ะ เดือนไม่ดื่ม เดือนนั่งดูพี่ดื่มกับเพื่อน ๆดีกว่าค่ะ’
จิณต์ยกเหล้าขึ้นดื่มระงับความคิดฟุ้งซ่านเพียงนาราทำให้เขาคิดถึงล้อมเดือนอีกแล้ว ทั้งคำพูดและกริริยาท่าทางไหนจะชุดสีเจ้าหล่อนใส่ประดับกายมันก็ยังคล้ายกับที่ล้อมเดือนมีไม่มีผิดเพี้ยน สองหนุ่มกับอีกหนึ่งสาวนั่งร่วมวงสนทนากันไปสักพักใหญ่ ก่อนที่จะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายด้วยท่าทีเป็นมิตร
“ไอ้จิณต์ ไอ้นนท์”
“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะเหม” จิณต์วางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะ ขยับตัวเว้นที่ให้เพื่อนลงมานั่งอยู่ข้าง ๆ
“เกือบเดือนแล้ว แล้วนี่พวกมึงสบายดีไหมวะ ไม่ได้เจอกันหลายปีเลย”
“เรื่อย ๆว่ะ” อานนท์ตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย มองหน้าเพื่อนร่วมคณะเดียวกันสมัยเรียนอยู่ที่มหาฯลัยแล้วจึงเอ่ยถาม “แล้วมึงเป็นไรวะเหม อยู่ ๆก็หนีไปอยู่อังกฤษ”
“ไม่มีอะไร กูก็แค่อยากเปลี่ยนแพชชั่น” นัยน์ตาของหัสดีวูบไหว คิดถึงเรื่องที่ทำให้ต้องตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่อังกฤษก็พลอยให้รู้สึกหดหู่ใจ เหตุการณ์ในคืนวันนั้น ยังคงคอยหลอกหลอนเขามาตลอดระยะสองปีเต็ม แม้จะหลบลี้หนีไปอยู่ดินแดนอีกหนึ่งซีกโลก แต่ทว่ามันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลยสักนิด ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังวนเวียนอยู่ในความทรงจำ ไม่จางไปแม้แต่นิดเดียว
“แพชชั่นบ้าบออะไรของมึง อยู่ ๆจะไปก็ไปเลย ไม่บอกไม่กล่าวเพื่อนสักคน” จิณต์เอ่ยขึ้นมาอย่างขำ ๆด้วยความที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นและเรียนคณะเดียวกัน เขามักจะมีโอกาสได้นัดเพื่อน ๆสังสรรค์กันบ้าง หนึ่งในนั้นก็มีหัสดีด้วย ไอ้หมอนี่ เพล์บอยตัวพ่อ หว่านเสน่ห์เก่ง ทั้งหน้าตาและฐานะถือว่าร่ำรวยที่สุดในรุ่นแล้ว “แล้วนี่มึงแต่งงานหรือยังวะ”
“เอาอะไรมาแต่งวะ มึงกูรู้ว่ากูไม่ชอบเอาชีวิตไปผูกมัดอยู่กับใคร” พูดแล้วก็เสตามองไปยังผู้หญิงเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ในกลุ่ม “แล้วนี่จะไม่แนะนำแฟนให้กูรู้จักหน่อยเหรอวะ”
“น้องเพียง ไม่ใช่แฟนกูและไม่ใช่แฟนไอ้นนท์ด้วย”
จิณต์เป็นฝ่ายแก้ต่าง ไม่อยากให้หัสดีเข้าใจผิด พอผินหน้ามองไปยังเพียงนาราก็เห็นเธอกำลังก้มหน้าหลุบตาลงคล้ายกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“ขอโทษด้วยนะครับน้องเพียง เพื่อนพี่มันปากเสียไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ เรื่องแค่นี้เอง” เพียงนาราเงยหน้า ส่งยิ้มให้กับจิณต์พร้อมกันนั้นก็หันไปมองหน้าหัสดีแล้วคลี่ยิ้มบาง
“พี่ขอโทษด้วยนะครับ เห็นนั่งอยู่ด้วยก็คิดว่าไม่เป็นไอ้จิณต์ก็แฟนไอ้นนท์ซะอีก” พูดพร้อมกับยกมือลูบผมแก้กระดาก ทำไมถึงรู้สึกคุ้น ๆหน้าผู้หญิงคนนี้เหมือนกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน “เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าครับ ทำไมพี่คุ้นหน้าน้องจัง”
“โถ ไอ้เหม มามุขนี้อีกแล้วนะมึง” อานนท์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา หัสดีขึ้นชื่อเรื่องเจ้าชู้ มาอิหรอบนี้ก็คงหวังอยากจะหว่านเสน่ห์ให้เพียงนาราอีกตามเคย
ผ่านมากี่ปีสันดานก็ไม่เคยเปลี่ยน
“เฮ้ย! กูพูดจริง กูว่ากูคุ้นหน้าน้องเพียงว่ะ”
“น้องเพียงเป็นเพื่อนของเดือน มึงน่าจะเคยเห็นน้องเพียงตอนงานวันเกิดเดือน”
หัสดีขรึมลงถนัดตาเมื่อจิณต์เอ่ยนามของอดีตแฟนขึ้นมา ใช่ เขานึกออกแล้ว เขาเคยพบหน้าเพียงนาราในงานเลี้ยงวันเกิดของล้อมเดือนเมื่อสองปีก่อน
“เปลี่ยนเรื่องคุยเถอะ มึงไปอยู่ที่อังกฤษตั้งสองปี มีเมียแหม่มมากี่คนล่ะวะ” อานนท์เป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่อง เมื่อเห็นว่าวงสนทนาเริ่มจะอึมครึม อีกทั้งใบหน้าของจิณต์ก็ดูไม่สู้ดียามที่พูดถึงอดีตคนรัก นอกจากนั้นแล้วเขายังเห็นว่าทั้งหัสดีและเพียงนารามีบางอย่างที่เปลี่ยนไป ใบหน้าของคนทั้งคู่ดูฉายแวววิตกกังวล เหมือนมีเรื่องอะไรบางอย่างที่กำลังคิดหนัก
สำหรับเพียงนาราอาจจะไม่แปลก เพราะเธอเป็นเพื่อนสนิทกับล้อมดาว หล่อนอาจจะยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียเพื่อนรักไป แต่กับหัสดี อานนท์ไม่รู้จริง ๆว่าเพื่อนกำลังเศร้าและคิดหนักเรื่องอะไรกันแน่
“ก็เรื่อย ๆตามประสากูแหละ” ใบหน้าของหัสดีเจือรอยยิ้มบาง ถ้าจะพูดว่าไม่มี เพื่อนก็คงไม่เชื่อ ผู้ชายอย่างเขาเคยขาดผู้หญิงได้เสียที่ไหน ที่ต้องหนีไปอยู่ที่ต่างประเทศตั้งสองปี ก็เพราะเรื่องผู้หญิงอีกนั่นแหละ
นัยน์ตาของจิณต์ทอประกายเข้มขึ้นเมื่อมองไปเห็นใครบางคนที่เดินเคียงคู่กันอย่างสนิทสนมเข้ามาภายในร้าน ฝ่ายหญิงสวมเกาะอกสีขาวโชว์เอวคอดเล็กกับกางเกงยีนเอวสูงสีดำรัดรึงไปทั้งช่วงสะโพกลงไปจนถึงขาเล็ก ใบหน้างามฉาบด้วยเครื่องสำอาง เกล้าผมยาวสลวยเอาไว้เหนือหัว ปล่อยปอยผมคลอเคลียไปตามกรอบหน้าและท้ายทอย
เห็นจิณต์นั่งนิ่ง ทิ้งสายตาไปยังอะไรบางอย่างที่อยู่ด้านหลัง เพียงนาราก็เอี้ยวตัวหันหลังกลับไปมอง พิศมองชายหญิงคู่นั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถาม
“คนนั้นใช่น้องดาวไหมคะ”
ทุกสายตาพุ่งเป้าไปยังเจ้าของเรือนร่างสะโอดสะองก่อนที่คนที่ถูกมองจะรู้ตัวแล้วมองตอบกลับมา ล้อมดาวโน้มหน้าเข้าไปใกล้นาที พูดอะไรบางอย่างอยู่แปบหนึ่งก็เดินถือแก้วน้ำสีอำพันตรงมายังกลุ่มคนที่นั่งมองเธออยู่
