บทที่ 2 ไม่เหลือความเอ็นดู
“พี่จิณต์ก็รู้ว่าตุ้มหูแค่ชิ้นเดียวมันใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ ยอมรับเถอะค่ะว่าพี่จินต์เอาดาวเข้าคุกไม่ได้”
นอกจากตุ้มหูเพชรชิ้นนั้น จิณต์ก็ไม่มีหลักฐานอะไรเอาผิดเธอได้ แม้ว่าคดีจะถูกศาลยกฟ้องไปแล้ว แต่เขาก็ยังคิดที่จะรื้อคดีขึ้นมาและจับเธอเข้าคุกให้ได้
“ถ้าพี่จิณต์มั่นใจว่าดาวเป็นคนทำให้พี่เดือนตาย ก็หาหลักฐานมาให้ได้สิคะ ไม่ใช่มากล่าวหากันไม่เลิกแบบนี้”
“คนเลวอย่างเธอไม่ช้าไม่นานก็ต้องรับกรรม ถ้าวันนั้นมาถึงฉันจะเป็นคนเหยียบเธอให้จมดินเองล้อมดาว”
กายบางที่อยู่ในชุดเจ้าสาวค่อย ๆหยัดตัวลุกขึ้น รู้สึกเจ็บแปลบที่สะโพกแต่ทว่าก็ไม่ได้แสดงทีท่าเจ็บปวดใด ๆออกมา หญิงสาวเดินเข้าไปหาเขาเนิบนาบ ฉีกยิ้มที่คิดว่าสดใสที่สุด
“ถ้ามีวันนั้นจริง ๆดาวจะยอมให้พี่จิณต์เหยียบอย่างโดยดีเลยค่ะ แต่พี่จิณต์อาจจะต้องผิดหวังเพราะบางทีมันอาจไม่มีวันนั้นเกิดขึ้น”
จิณต์ขบกรามแน่น กำสองหมัดจนเส้นเลือดปูนูน ไม่เคยโกรธ ไม่เคยชังน้ำหน้าใครได้เท่านี้มาก่อน เสียใจที่ในอดีตเขาเคยเอ็นดูผู้หญิงตรงหน้า เสียดายที่เคยมอบความห่วงใยให้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนใจหยาบช้าเช่นล้อมดาว
เห็นจิณต์หุนหันเดินออกไปจากห้องหอ ล้อมดาวก็ทรุดนั่งลงที่ปลายเตียงด้วยความเจ็บปวด จิณต์เกลียดเธอเหลือเกิน เกลียดเสียจนไม่หลงเหลือความเอ็นดูฉายแววอยู่ในดวงตาของเขา
สิ่งที่เธอทำมันผิดมากใช่ไหม ผิดเสียจนเขาให้อภัยไม่ได้ ผิดจนอยากฆ่ากันให้ตายไปจากโลกนี้
“มึงมาได้ไงวะไอ้จิณต์ ไม่เข้าหอ?”
จิณต์แกว่งแก้วเหล้าที่ถืออยู่ไปมา ทอดสายตามองออกไปยังผืนแม่น้ำเจ้าพระยาที่นิ่งสงบ มองแสงระยิบระยับที่กระทบอยู่บนผิวน้ำด้วยความเจ็บที่ใจ
‘เดือนไม่ชอบแม่น้ำเจ้าพระยาเลยค่ะ เดือนว่าเวลามองแล้วมันรู้สึกโดดเดี่ยว ยิ่งเวลามองตอนกลางคืนยิ่งน่ากลัว’
ล้อมเดือนไม่ชอบแม่น้ำเจ้าพระยา เขาจำมันได้ขึ้นใจ ครั้งหนึ่งเขาเคยเอ่ยปากชวนหญิงสาว ไปล่องเรือสำราญในยามเย็น แต่ล้อมเดือนก็ปฏิเสธและให้เหตุผลว่าเธอกลัวน้ำ
“กูคิดถึงเดือน”
“มึงต้องปล่อยวางได้แล้วนะจิณต์ น้องเดือนตายไปสองปีแล้ว”
“กูลืมเดือนไม่ได้ มึงก็รู้”
จิณต์มองหน้าเพื่อนสนิท แววตาของเขารวดร้าว ให้เขาลืมล้อมเดือนไปจากใจอย่างนั้นเหรอ ไม่มีวัน ตราบใดที่คนทำผิดยังไม่ได้รับโทษ แล้วเขาจะหลับตาลงได้อย่างไร ล้อมเดือนเองก็ด้วย เธอต้องตายไปพร้อมกับความเจ็บช้ำที่ถูกน้องสาวที่ตัวเองรักเป็นคนพรากชีวิตและความสุขของเธอเอง
“คนผิดยังไม่ได้รับโทษ กูปล่อยวางไม่ได้หรอก”
“แต่ศาลก็ยกฟ้องไปแล้ว คดีมันจบแล้ว ศาลตัดสินแล้วว่าล้อมดาวไม่ใช่คนผิด แล้วมึงจะเอาอะไรอีก”
อานนท์เข้าใจความรู้สึกของเพื่อนดี รู้ว่าเพื่อนรักคนรักมาก และยังไม่คิดล้มเลิกที่จะเอาคนผิดมารับโทษ แต่ในเมื่อผลทางกฎหมายตัดสินออกมาแล้วว่าล้อมดาวไม่มีส่วนผิดในการตายของล้อมเดือน
ทำไมเพื่อนถึงไม่ยอมรับความจริงสักที
“คนที่ฆ่าเดือนคือล้อมดาว” จิณต์เค้นเสียงพูด ต่อให้ผ่านไปอีกกี่ปีกี่ชาติ เขาก็มั่นใจว่าล้อมดาวเป็นคนฆ่าล้อมเดือน
“มึงจะพูดอย่างเดียวไม่ได้ ของแบบนี้มันต้องมีหลักฐาน” อานนท์ไม่ได้เข้าข้างเพื่อน ล้อมดาวเองก็น่าเห็นใจไม่น้อย ถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรฆ่าพี่สาวตัวเอง คงไม่มีเรื่องไหนเจ็บปวดไปมากกว่านี้อีกแล้ว
“ก็เพราะกูไม่มีหลักฐานไง กูถึงเจ็บปวด เจ็บปวดที่ช่วยเดือนไม่ได้”
ล้อมเดือนถูกฆ่าด้วยฝีมือของน้องสาวที่เธอรักที่สุด แล้วจะให้เขามีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขได้อย่างไร ถ้ายังไม่ได้ล้างแค้นให้ผู้หญิงที่เขารัก
พี่คิดถึงเธอ...เดือน
อานนท์ได้แต่ถอนหายใจ มองใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของเพื่อนด้วยความรู้สึกสงสาร ลึก ๆในใจเขากลับเชื่อว่าที่ล้อมเดือนตายไม่ใช่ฝีมือล้อมดาว
ล้อมดาวอาจจะดูแรง แต่ทว่าเขาก็ยังเชื่อว่าเด็กสาวไม่มีวันลงมือฆ่าพี่สาวตัวเองได้ ใครมันจะใจดำฆ่าสายเลือดเดียวกันได้ลงคอ
อานนท์ไม่ได้สนิทกับคนรักของเพื่อน เคยมีโอกาสได้เจอหน้ากันตามงานเลี้ยงบ้าง ล้อมเดือนในสายตาของเขาก็เหมือนผู้หญิงทั่ว ๆไป ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมาก ถามว่าสวยก็สวย แต่ก็ไม่สวยถึงชนิดที่ต้องเหลียวหน้ามามอง
ผิดกับคนน้อง
ล้อมดาวดูมีเสน่ห์มากกว่า ทั้งหน้าตาและนิสัย สองพี่น้องคู่นี้ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยสักอย่าง ไม่ว่าจะหน้าตาหรือว่านิสัย ล้อมเดือนเป็นคนเรียบร้อย แต่น้องสาวของเธอกับเป็นสาวปาร์ตี้ตัวยง ออกแนวก๋ากั่น กร้านโลกเสียด้วยซ้ำ
แต่อานนท์กลับรู้สึกว่าเขาสัมผัสได้ถึงตัวตนที่แท้จริงของล้อมดาวมากกว่าล้อมเดือน อาจเป็นเพราะล้อมเดือนเป็นคนพูดน้อย วัน ๆเอาแต่คลุกตัวอยู่กับการวาดรูป ไม่ชอบเที่ยว ไม่เข้าสังคม ทุกอย่างที่เกี่ยวกับล้อมเดือนก็ล้วนมาจากการบอกเล่าของจิณต์ แต่กระนั้นเขาก็ยังคลางแคลงใจในความคิดของเพื่อนอยู่ดี
การแต่งงานระหว่างจิณต์กับล้อมดาวมันเกิดจากความผิดพลาด เพื่อนของเขาไม่ได้รักเมียแต่งคนนี้ เช่นเดียวกับที่ล้อมดาวเองก็ไม่ได้พิศวาสคนรักของพี่สาว ถ้าไม่เกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้น คนทั้งสองก็คงไม่มีทางได้ลงเอยกันเหมือนวันนี้
วันเกิดเหตุเป็นวันที่จิณต์เมาหนักมาก อานนท์จำได้ไม่ลืมว่าวันนั้นเพื่อนให้เขาขับรถพาไปส่งที่บ้านของแฟนสาว พอเช้าวันใหม่เขาก็ได้รับข่าวว่าเกิดเรื่องกับจิณต์
เพื่อนของเขาตื่นขึ้นมาบนเตียงเดียวกันกับล้อมดาว โดยที่คนทั้งสองต่างก็มีสภาพเมามายไม่ต่างกัน ต่างคนต่างจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้ เป็นล้อมดาวที่เอ่ยปากให้เรื่องมันจบลง เด็กสาวไม่ได้เรียกร้องหาความรับผิดชอบ แต่กระนั้นผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็คัดค้าน ยื่นคำขาดให้คนทั้งสองต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“แล้วมึงจะเอายังไงกับเรื่องของมึงกับน้องดาว”
“เด็กนั่นไม่ยอมเซ็นเอกสารหย่าให้กู”
ทั้ง ๆที่ล้อมดาวเองก็ชังขี้หน้าเขาอย่างกิ้งกือไส้เดือน แต่ก็ไม่ยอมเซ็นเอกสารหย่าอย่างที่เขาต้องการ รู้ทั้งรู้ว่าการแต่งงานที่เกิดขึ้น มันจะยิ่งทำลายความสัมพันธ์ให้แย่ลงไปกว่าเดิม แต่เด็กนั่นกลับยินยอมทำตามที่ผู้ใหญ่ต้องการอย่างง่าย ๆทั้ง ๆที่เป็นคนหัวแข็ง ดื้อและเอาแต่ใจ
“ไม่เซ็นก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอวะ ถ้ายังเป็นผัวเมียกัน มึงก็จะมีโอกาสได้สืบเรื่องน้องเดือนได้ง่ายขึ้น”
ส่วนหนึ่งที่เขายอมแต่งงานกับผู้หญิงที่แสนรังเกียจอย่างล้อมดาวเพราะเขาต้องการหลักฐานที่เกี่ยวกับการตายของคนรัก โอกาสเดียวที่จะค้นหาและได้หลักฐานพวกนั้นมาได้คือเขาต้องเข้าใกล้ล้อมดาวมากกว่าเดิม และไม่มีวิธีไหนอีกแล้วที่จะตามติดชีวิตเจ้าหล่อนได้
แต่กว่าที่จะทำใจยอมรับกับสถานะใหม่ เขาก็แทบอยากล้มเลิกความตั้งใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มาถึงตอนนี้เขายังหาคำตอบไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าทำไมเขาถึงไปนอนอยู่บนเตียงเดียวกันกับล้อมดาวในสภาพร่างกายล่อนจ้อน ไม่ใส่เสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว
ถ้าไม่เห็นภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกจากกล้องวงจรปิด จิณต์ก็คงคิดว่าคนที่วางแผนเอาไว้ทั้งหมดคือล้อมดาว แต่มันกลับไม่ใช่ ความจริงที่ปรากฏอยู่ในคลิปวิดีโอแสดงชัดว่าเด็กสาวไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะล้อมดาวเข้ามาในบ้านและเดินเข้าไปในห้องของล้อมเดือนในสภาพเมาได้ที่ แถมยังเข้าไปก่อนที่เขาจะมาถึงอีกด้วย นั่นก็เท่ากับว่าเขาเองที่เป็นคนทำให้เกิดเรื่องบ้า ๆนี้ขึ้นมา
“กูก็หวังไว้แบบนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทนได้สักเท่าไหร่ แค่หน้ากูก็ไม่อยากมองแล้ว”
เหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน
“รูปพวกนี้น้องวาดเองหรือครับ” รูปวาดสีน้ำท้องทะเลสีครามที่อยู่ตรงหน้าสะดุดสายตาของจิณต์ ชายหนุ่มย่อตัวลงนั่งข้าง ๆหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่คิดว่าน่าจะเป็นเจ้าของผลงานชิ้นนี้
“ค่ะ” เธอตอบกลับมาอย่างเอียงอาย สุ้มเสียงอ่อนหวาน รอยยิ้มหวานละมุนยิ่งส่งให้ใบหน้างดงามน่ามองขึ้นไปอีก
“เก่งจังเลยครับ ฝีมือดีมาก” เขาเอ่ยชมจากใจจริง จิณต์ชอบภาพวาดที่สุด โดยเฉพาะภาพวาดที่ถูกสร้างสรรค์มาจากสีน้ำ เป็นสีที่เขาโปรดปรานที่สุด
“พี่ชื่อจิณต์ครับ” เขาแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม อยากทำความรู้จักกับเจ้าของรูปวาด ไม่บ่อยที่จะได้มีโอกาสได้เจอกับคนที่ถูกใจ จิณต์ชอบผู้หญิงที่วาดรูปเก่ง มันเป็นความชอบส่วนตัวที่เขาเองก็หาเหตุผลไม่ได้
และวันนี้เขาก็ได้พบเธอแล้ว
“ล้อมเดือน เรียกว่าเดือนก็ได้ค่ะ”
‘ล้อมเดือน’ ชื่อเพราะจัง จิณต์ลอบชมอยู่ในใจ เห็นสองแก้มของล้อมเดือนเปลี่ยนสี ใจชายก็เหมือนมีหวัง แน่นอนว่าไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไป เจอสาวในสเป็กทั้งที ก็ต้องรับคว้าเอาไว้ให้ได้
“น้ำส้มมาแล้วค่ะ พี่เดือน”
เสียงเรียกของใครบางคนดังขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าจิ้มลิ้ม เด็กผู้หญิงผิวขาวราวน้ำนมค่อนไปจนซีด ดวงตากลมโต ตัดหน้าม้า ถักผมเปียสองข้างยาวถึงแผ่นหลังวางแก้วน้ำพลาสติกลงบนเสื่อ ก่อนที่จะมองหน้าเขาอย่างไม่เป็นมิตร
“ใครคะพี่เดือน” เด็กหญิงถามพี่สาว ตาก็จ้องมายังชายแปลกหน้า หัวคิ้วเล็กขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นว่าถูกจิณต์มองตอบ
“พี่เขาชื่อพี่จิณต์ สวัสดีพี่เขาก่อนสิดาว”
“ไม่ค่ะ แม่บอกว่าไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า พี่เดือนไม่ควรคุยกับเขานะคะ” เด็กหญิงส่ายหน้าพร้อมเอ่ยอย่างจริงจัง เธอจำคำสอนของแม่ได้จนขึ้นใจ ห้ามพูด ห้ามทำตัวสนิทสนมกับคนแปลกหน้าเป็นอันขาด
จิณต์ยิ้ม มองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เลอะสีน้ำลามไปจนถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ ดูท่าจะแสบไม่เบา
“ไม่ต้องกลัวนะครับ พี่มาดี พี่ไม่ใช่คนร้าย”
“ใครจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไม่ดีละคะ ดาวไม่เชื่อพี่หรอกค่ะ” เด็กน้อยเชิดหน้า พูดเร็วรัวพร้อมกันนั้นก็ดึงมือของพี่สาวมาจับไว้แน่น คิดเอาถ้าผู้ชายคนนี้ทำไม่ดี จะพาพี่สาววิ่งหนีทันที
จิณต์กับล้อมเดือนหัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของล้อมดาว ก็จริงอย่างที่เด็กว่า จะมีใครบ้างจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี ทุกคนก็ต้องปกปิดความเลวของตัวเองทั้งนั้น
นั่นคือครั้งแรกที่เขาได้รู้จักล้อมเดือนกับล้อมดาว
