ไม่ว่าทหารแคว้นใดล้วนโหดเหี้ยมทั้งสิ้น
ทหารรีบช่วยกันพาตัวสามพี่น้องลงมาจากต้นไม้ หนึ่งในนั้นหยิบแป้งทอดแห้งๆ ที่พกมาด้วยส่งให้จินตงเฉิงกิน แต่เขาที่ยังคงหวาดกลัวอยู่จึงไม่ได้ยื่นมือของไปรับ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ น้องชายของข้าน้อยยังคงเสียขวัญอยู่ ขออภัยที่เขาไร้มารยาทเจ้าค่ะ” รั่วซียื่นมือออกไปหยิบแล้วโค้งตัวอย่างขออภัย
“ไม่เป็นอันใด พวกเจ้าเล่าหิวหรือไม่ ข้าจะได้ไปขอที่คนอื่นมาให้พวกเจ้า”
“ไม่เป็นอันใดขอรับ ข้าน้อยยังพอทนไหว ซีซีเจ้าเล่าทนไหวหรือไม่” แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เขาก็ยังแอบกลืนน้ำลาย
“ทนได้เจ้าค่ะ” เพียงแค่เห็นแป้งทอดที่ดูเหมือนจะแข็งจนกัดไม่เข้า รั่วซีก็ไม่นึกอยากอาหารเสียแล้ว
“พวกเจ้าทนได้ก็ทนเอาหน่อย ประเดี๋ยวไปถึงค่ายผู้อพยพ อาหารย่อมมีให้พวกเจ้ากิน แต่ว่า...” เขามองมาทางรั่วซีเล็กน้อย “เจ้าไม่อาจเลือกกินได้” กล่าวจบเขาก็หมุนตัวกลับไป
รั่วซีได้แต่นิ่งอึ้ง หรือว่าสายตาของนางเมื่อครู่ที่มองแป้งทอดอย่างรังเกียจ จะถูกเขาเห็นเข้า แต่นางคิดว่าไม่ใช่...จะเห็นเร็วเพียงนั้นเลยหรือ
สามพี่น้องถูกพาตัวออกจากป่าไปยังค่ายผู้อพยพที่ตั้งอยู่เมืองถัดไป แต่ละคนย่อมต้องเดินทางไปพร้อมกับทหาร โดยนั่งม้าไป
รั่วซีที่ไม่เคยเดินทางด้วยม้ามาก่อน อย่าว่าแต่นางเลย แม้แต่จินตงชุนและจินตงเฉิงเองก็เช่นกัน ไม่รู้ว่าทหารคนเมื่อครู่จงใจหรือที่ เขาเรียกให้นางเดินตามมาขึ้นม้าตัวเดียวกับเขา นางถูกอุ้มขึ้นไปนั่งอยู่ด้านหน้า
ในตอนแรกรั่วซีเองก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่ามือไม้ควรวางอยู่ที่ใด แต่พอม้าออกวิ่งนางก็รีบยึดแขนของทหารผู้นั้นไว้อย่างรวดเร็ว
ไม่มีเวลาให้มัวเขินอาย ยิ่งนางมาจากยุคสมัยใหม่ที่ไม่สนใจเรื่องถูกเนื้อต้องตัวเพียงเล็กน้อยเช่นนี้แล้วด้วย จึงตัดออกไปได้เลย
หลังจากที่เริ่มปรับความกลัวของตนเองได้แล้ว รั่วซีก็เริ่มมองไปรอบๆ เส้นทางที่ม้านับสิบกว่าตัววิ่งผ่าน ข้างทางยังมีร่างของชาวบ้านที่หนีตายนอนเสียชีวิตอยู่ด้วย
“ไม่เอาไปเผาหรือฝังหน่อยหรือ”
นางหันไปเอ่ยถามทหารที่อยู่ด้านหลัง ในป่านางยังได้ยินรองแม่ทัพเสิ่นสั่งให้ฝั่งคนพวกนั้นอยู่เลย แต่ดูเหมือนว่าพวกเขายังไม่ทันได้ลงมือฝั่งก็มาเจอพวกนางสามพี่น้องเสียก่อน
“เจ้าลองกวาดตามองดูให้ทั่ว คิดว่าพวกข้ามีเวลามากเพียงใดกัน” เป็นอย่างที่เขาพูด แทบจะทุกหนแห่งที่ผ่าน จะต้องมีร่างของผู้เสียชีวิตถูกทิ้งเอาไว้ เขายังกล่าวต่ออีกว่า “อีกไม่นานก็จะกลายเป็นอาหารของสัตว์ป่า” เขารู้สึกได้ว่าร่างเล็กๆ ที่แนบอยู่กับอกของเขาสั่นเทาเล็กน้อย
รั่วซีไม่เคยตระหนักถึงเรื่องนี้มาก่อน นางเพียงแค่คิดหนหาทางสร้างหุ่นยนต์ที่ล้ำหน้าออกมาเพื่อขาย แต่ไม่เคยรู้ว่าผลที่ตามมาจะหนักหนาเช่นนี้
ผู้คนสูญเสีย ครอบครัวล้มหายตายจาก ชาวบ้านต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีตาย ความอดยากเริ่มคืบคลานเข้ามาหาโดยที่ไม่อาจหนีได้
“อีกนานหรือไม่ กว่าสงครามจะสิ้นสุด”
“ผู้ใดจะตอบได้ หากยังยึดสามหัวเมืองที่เสียไปกลับคืนมาไม่ได้ ท่านแม่ทัพใหญ่ก็คงไม่สั่งถอนทัพ” แววตาของเขาเคร่งเครียดขึ้นทันที
“ข้ามองไม่เห็นทางเลย ทหารแคว้นต้าเยี่ยโหดเหี้ยมนัก” นางพึมพำออกมาเบาๆ
“ไม่ว่าทหารแคว้นใดล้วนโหดเหี้ยมทั้งสิ้น มิเช่นนั้นจะเข่นฆ่ากันได้อย่างไร หากเปลี่ยนเป็นทหารแคว้นต้าหลี่ไปรุกรานแคว้นต้าเยี่ย จะมีผู้ใดรับรองได้ว่าจะไม่กระทำเช่นเดียวกัน”
รั่วซีเขยิบตัวหนีไปด้านหน้าให้ห่างจากเขาเล็กน้อย นางลืมไปได้อย่างไร ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง ทหารมีเป็นหลายแสนคน อย่างน้อยร้ายร้อนคนก็ต้องทำเรื่องเหี้ยมโหดอย่างที่นางเห็นมา แล้วทหารที่นางนั่งม้าตัวเดียวกัน จะเชื่อใจได้มากน้อยเพียงใด
เขาเองก็เหมือนรู้สึกได้ถึงการระวังตัวของแม่นางน้อยที่เดินทางร่วมกัน จึงอดที่จะแค่นเสียงออกมาไม่ได้ “หึ ยังไม่โตเต็มที่ มีอันใดให้น่ามองกัน”
รั่วซีอดหันไปถลึงตามองเขาไม่ได้ ถึงนางไม่รู้ว่าเจ้าของร่างมีใบหน้าเช่นใด แต่ดูจากบิดามารดาในความทรงจำที่นางเห็น และพี่ชายน้องชายของนาง ก็ถือได้ว่าเป็นคนหน้าตาดีเลยทีเดียว
ไม่ได้ถือว่าหน้าตาดีเท่านั้น หากจางลี่อินนางไม่ได้กลายมาเป็นคุณหนูตกยาก นางก็นับว่าเป็นสาวงามคนหนึ่งของเมืองหลวงเลยทีเดียว จินฮุ่ยเองก็มีสตรีน้อยใหญ่หมายตาเขาไว้ไม่น้อยเช่นกัน
ตลอดการเดินทางทั้งสองไม่ได้เอ่ยพูดเรื่องใดต่อกันอีก เมื่อสองข้างทางล้วนแต่มีชาวบ้านเริ่มอพยพหนาตา คนชรา เด็กเล็กดูน่าเห็นใจมากที่สุด
“ไม่มีรถม้ารับพวกเขาหรือ” นางอดที่จะเอ่ยถามออกมาไม่ได้
“มี” เขาปรายตาลงมามองนางอย่างรำคาญ “เจ้าลงเดินเปลี่ยนให้หนึ่งในนั้นมานั่งม้ากับข้า”
รั่วซีรีบหุบปากลง สายตาจับจ้องมองไปเบื้องหน้าทันที แต่ภายในใจนางอดจะก่นด่าเขาไปตลอดทางไม่ได้
หากนางนำเงินที่มีติดตัวมาได้ คงจะช่วยเหลือทุกคนไปแล้ว แต่รั่วซีคงลืมนึกไป ว่าเงินในสมัยของนางไม่อาจนำมาให้ในยุคนี้ได้
ภาพตรงหน้ามีแต่ความหดหู่ นางจึงทำได้เพียงก้มหน้าหนีสายตาของชาวบ้านที่มองมาทางนางอย่างตั้งคำถาม ว่าเหตุใดถึงได้ขี่ม้ามาพร้อมทหารได้ และนางก็ไม่อยากภาพที่สะเทือนใจอีกแล้ว
เกือบหนึ่งชั่วยาม (เท่ากับสองชั่วโมง) นางก็เริ่มเห็นกระโจมพักที่ตั้งเรียงหลายอยู่ที่ไม่ห่างจากประตูเมืองที่ปิดสนิท คนที่อพยพมาไม่อาจจะเข้าไปด้านในเมืองได้ รั่วซีเกิดคำถามมากมายที่อยากจะถาม จนอดใจไม่ไหวเอ่ยถามออกไปจนได้
“หากทหารแคว้นต้าเยี่ยมาถึง ชาวบ้านพวกนี้จะไม่เป็นด่านแรกหรือที่ต้องสังเวยชีวิต”
“ภายในเมืองก็ไม่มีที่ให้อยู่ได้แล้ว เจ้าไม่ต้องห่วง ด้านนอกมีทหารตรวจตราอยู่ตลอด” เขาคิดว่านางยังคงหวาดกลัวทหารแคว้นต้าเยี่ยอยู่
รองแม่ทัพเสิ่นหยุดม้าแล้วส่งสายตาให้คนของเขาปล่อยสามพี่น้องลงไป
“เจ้าลงไปได้แล้ว”
“ลงยังไง...ว้ายยยย” นางไม่สมควรถามเลย ไอ้ทหารบ้า แทบจะโยนนางลงมาจากหลังม้า
เขาไม่ได้ตั้งใจจะโยนนางลงไป เพียงแต่ว่านางไม่ตั้งตัว หันมาสนใจแต่ถามเขาอยู่ได้ พอเขาอุ้มนางลง นางตกใจจึงได้พลัดตกลงไปนั่งก้นกระแทกอยู่กับพื้น เจ็บจนน้ำตาจะไหลออกมา
รั่วซีเงยหน้ามองเขาอย่างไม่พอใจ ดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำ จ้องมองด้วยความโกรธ นางอยากจะอ้าปากร้องด่าเขา แต่เห็นเขาเลิกคิ้วขึ้น และพี่ชายนางเดินเข้ามาประคองนางและขอบคุณเขาพอดี นางจึงได้กลืนคำด่ากลับลงท้องไป
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ที่พาข้าสามพี่น้องมาส่ง” นางกัดฟันเอ่ยออกไป
“พวกเจ้าไปพบนายทหารที่อยู่ตรงกระโจมพัก เห็นหรือไม่” เขาชี้มือไปทางนายทหารคนหนึ่งที่มองมาทางเขาเช่นกัน “บอกว่าข้าให้ช่วยจัดหาที่พักให้พวกเจ้า ข้าช่วยได้เพียงเท่านี้ ที่เหลือก็แล้วแต่โชคชะตาของพวกเจ้า” เขามองมาทางรั่วซีเล็กน้อย
“ขอบคุณขอรับ/ขอบคุณเจ้าค่ะ” สามพี่น้องก้มหัวให้ทหารที่พามาส่งทั้งหมด
กว่าจินตงชุนจะรู้ตัวว่าลืมถามชื่อนายทหารที่ช่วยเหลือเขา ขบวนม้าก็ควบหายเข้าไปในเมืองแล้ว “ข้าลืมถามชื่อแซ่เขาเลย เพื่อต่อไปจะได้ตอบแทนบุญคุณถูก”
“ท่านต้องเอาตัวให้รอดก่อน ถึงจะไปตอบแทนบุญคุณผู้ใดได้” รั่วซีกล่าวจบนางก็ดึงมือจินตงเฉิงไปยังนายทหารที่อยู่หน้ากระโจม
