บท
ตั้งค่า

ค่ายผู้อพยพ

จินตงชุน แจ้งเรื่องที่พูดกับทหารที่พามาส่งเมื่อครู่กับเขา ก่อนที่เขาจะทำหน้าลำบากใจแล้วเดินนำพาสามพี่น้องไปยังด้านหลัง

ด้านหน้ามีกระโจมพักเรียงรายอยู่นับร้อยหลังเห็นจะได้ แต่ล้วนมีคนอยู่จนเต็มหมดแล้ว ส่วนมากก็เป็นพวกครอบครัวขุนนางระดับท้องถิ่น และพวกคหบดีผู้มั่งมีทั้งหลาย

เพียงแค่นี้รั่วซีก็เห็นถึงความต่างแล้ว คนพวกนี้แทบไม่ต้องเข้าไปแย่งอาหารกับชาวบ้านที่เหลือ เพราะมีสาวใช้คอยไปต่อแถวเอามาส่งให้ บางคนก็เต็มเสบียงอาหารมาเอง ด้วยไม่ต้องการกินรวมกับพวกชาวบ้าน

กว่าทหารจะนำสามพี่น้องมาถึง รั่วซีก็เหนื่อยหอบเสียแล้ว นางตงิดใจตั้งแต่เดินเลยกระโจมพักมา จนมาเห็นเนินดินที่ขุดให้คนเข้าไปหลบพักอยู่ด้านใน นางคิดเอาไว้แล้วว่า พวกนางจะต้องได้พักหลุมดินนี้เป็นแน่

“ขาดเหลือสิ่งใดก็มาบอกข้า แต่ว่า...ข้าคงไม่อาจช่วยได้มากนัก ที่นี่มีอาหารให้สองมื้อ มื้อเช้ายามเฉิน (07.00-08.59 น.) มื้อเย็นยามเซิน (15.00-16.59 น.) หากพวกเจ้าไปช้าก็คงต้องอดกิน”

“ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ/ขอรับ”

“พวกเจ้าพี่น้องไม่มีเสื้อผ้าหรือสิ่งใดติดตัวมาด้วยเลยหรือ”

จินตงชุนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก็หดหู่ขึ้นมาทันที “ทหารแคว้นต้าเยี่ยเข้ามาเผาหมู่บ้าน ข้าน้อยพาน้องสาวน้องชายออกมาได้ก็นับว่าเคราะห์ดีแล้วขอรับ ครอบครัวล้วนตกตายหมด ข้าวของจะหยิบสิ่งใดติดมือมาได้” ใบหน้าของเขาหมองลง จนนายทหารอดสงสารไม่ได้

“เอาเถิด ทุกคนที่นี่ก็ล้วนพบเจอไม่ต่างจากเจ้า เห็นแก่ที่หัวหน้ากองมู่ฝากเจ้าไว้กับข้า เช่นนั้นก็ตามมา ข้าจะหาเสื้อผ้า ผ้าห่มให้พวกเจ้า”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ/ขอบคุณขอรับ” สามพี่น้องขอบคุณอย่างยินดี

จินตงชุนติดตามนายทหารไป ทิ้งให้รั่วซีและจินตงเฉิงเฝ้าที่พักเอาไว้ ด้วยกลัวว่าหากมีคนมาใหม่จะถูกแย่งไปเสียก่อน

“เข้าไปนั่งด้านในกัน” รั่วซีจูงมือน้องชายเข้าไปนั่งด้านใน

จินตงเฉิงก็ช่างรู้ความนัก เขาเอาแผ่นแป้งทอดออกมา จะฉีกแบ่งให้พี่สาวครึ่งหนึ่ง แต่เรี่ยวแรงที่เขามีมันฉีกไม่ออกหรือว่าแผ่นแป้งมันแข็งมากก็ไม่รู้

“น้องเล็กเด็กดี เจ้ากินเถิด พี่สาวไม่หิว...แต่เจ้าต้องค่อยๆ เคี้ยวก่อนที่จะกลืนเล่า” นางบีบแก้มเขาเบาๆ

“ขอรับ” จินตงเฉิงค่อยๆ กัดกินทีละนิดจนรั่วซีอมยิ้มมองเขากินอย่างเอ็นดู

“รอพี่ใหญ่มาก่อน พี่จะไปหาน้ำ ของกินเพิ่มมาให้เจ้า”

ที่พักของสามพี่น้องอยู่ติดกับป่าด้านหลัง นางคิดจะไปสำรวจว่ามีสิ่งใดที่พอจะนำมาประทังชีวิตได้บ้าง ยังดีที่นายทหารคนที่พามาส่ง เขาบอกเรื่องที่ด้านหลังมีแหล่งน้ำอยู่ สามารถเดินไปนำมากินมาอาบได้

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม จินตงชุนก็แบกถุงผ้าใบใหญ่เดินมุดเข้ามาหารั่วซีและจินตงเฉิง ในมือของเขายังประคองข้าวต้มมาอีกถ้วยหนึ่งด้วย

“เฉิงเออร์ เจ้ากินรองท้องก่อน”

“ประเดี๋ยวก่อน” รั่วซีร้องห้ามเสียงหลง

เมื่อนางเห็นถ้วยไม้ที่กระดำกระด่างมีเชื้อราดำขึ้นอยู่จนทั่ว ข้าวต้มด้านในก็ดูเหมือนจะเย็นชืดแล้ว กินเข้าไปมีหวัง... “พี่ใหญ่ท่านไปเอามาจากที่ใด ท่านรู้หรือไม่ หากน้องเล็กได้กินอาจจะอิ่มท้องหนึ่งมื้อ แต่เขาอาจจะท้องร่วงจนถึงขั้นตายเลยก็ได้”

“ทะ ทำไมเล่า” ในถ้วยเป็นเพียงข้าวต้มที่แทบจะไม่มีเมล็ดข้าว เขาต้องการให้น้องชายดื่มพร้อมกับแผ่นแป้งทอด มันจะช่วยให้อิ่มท้องเพิ่มขึ้น

“ท่านดูถ้วยไม้ใส่ข้าวต้มว่า สิ่งที่เห็นดำๆ มันคือสิ่งที่จะทำให้เกิดท้องร่วงได้ ท่านก็รู้ว่าหากเกิดท้องร่วงจะร้ายแรงเพียงใด ท่านเอามาจากที่ใด หากเป็นที่โรงครัว ก็ควรบอกให้แม่ครัวและชาวบ้านรู้เอาไว้”

“ข้าเอามาจากที่โรงครัว พี่จง นายทหารเมื่อครู่ที่พาข้าไปเอาเสื้อผ้า พาข้าไปขอมา มันเหลือเพียงเท่านี้”

“เช่นนั้น ท่านก็รีบนำความที่ข้าพูดไปบอกพี่จงเสียโดยด่วน ก่อนที่ในค่ายอพยพจะกลายเป็นโรคระบาด”

“ดะ ได้” สำหรับจินตงชุน โรคระบาดน่ากลัวพอๆ กับภัยสงครามเลย

ก่อนที่เขาจะออกไปยังหันกลับมาถามรั่วซีอีกครั้ง “หากเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ข้าพูดเล่า”

“ท่านก็ถือชามข้าวต้มไปด้วย แล้วบอกให้เขาไปถามหมอสักคนก็ได้ ว่าสิ่งที่ข้าพูดจริงเท็จมากเพียงใด”

“ได้ ข้าจะรีบไปประเดี๋ยวนี้” เขาเร่งฝีเท้าหายออกไปอย่างรวดเร็ว

ไม่นานจินตงชุนก็เดินหน้าดำกลับมา “ไม่มีผู้ใดเชื่อข้า ทั้งยังกล่าวหาว่าข้ารังเกียจอาหารที่โรงทานทำอีกด้วย” เขานั่งลงข้างจินตงเฉิง แล้วถอนหายใจออกมา “ชาวบ้านที่ได้ยินก็พากันถ่มน้ำลายใส่ข้า บอกต่อไปนี้ไม่ให้ข้ากับพวกเจ้ามารับอาหารแล้ว พวกเขากินกันมาหลายวันยังไม่มีผู้ใดตายสักคน”

“ถือว่าพวกเราได้บอกไปแล้ว พวกเขาไม่รับน้ำใจก็ไม่เป็นไร พวกเราไปที่แม่น้ำด้านหลังเถิดพี่ใหญ่ พวกเราจะได้ล้างตัวกัน เฉิงเออร์ก็คงกระหายน้ำแล้ว”

“ไปเถิด” พอเห็นว่าน้องชายคนเล็กกระหายน้ำอย่างที่รั่วซีนางว่า เรื่องหงุดหงิดก็ถูกโยนทิ้งทันที

เดินออกมาจากหลุมดิน รั่วซีเหลือบไปเห็นหลุมดินที่อยู่ใกล้กันมีหญิงชราและเด็กหนุ่มหนึ่งคนอายุคงใกล้เคียงกับจินตงชุนกำลังก่อไฟอยู่ ด้านข้างของเขามีมีดพร้าวางอยู่ด้วย

“พี่ชาย ข้าขอยืมท่านได้หรือไม่เจ้าคะ”

เขาเงยหน้าขึ้นมามองรั่วซี แล้วก้มมองมีดที่อยู่ข้างตัว “เอาไปสิ พวกเจ้าจะเข้าป่าหรือ ด้านในไม่เหลือสิ่งใดให้กินแล้ว”

“ข้าเพียงพกไว้จะใช้ตัดไม้เท่านั้นเจ้าค่ะ”

“อืม” เขาส่งมีดให้นาง

สามพี่น้องเดินหายเข้าไปในชายป่า ท่ามกลางสายตาของคนที่สนใจไม่น้อย ด้วยเรื่องที่จินตงชุนไปพูดที่โรงทาน ไม่นานก็ถูกกระจายออกไปเป็นวงกว้าง

บางคนก็ส่งสายตาดูแคลน บางคนก็ส่งสายตาเวทนา ด้วยคิดว่า เมื่อก่อนสามพี่น้องคงถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี แต่ตอนนี้ทุกคนย่อมต้องเอาตัวรอด พวกเขาจะมารังเกียจอาหารที่มีอยู่น้อยนิดก็คงไม่ได้

ทั้งสามเดินมาไม่ไกลก็พบแม่น้ำตามที่นายทหารจงว่าเอาไว้จริงๆ ทั้งสามเดินขึ้นไปทางต้นน้ำให้ไกลอีกหน่อย รั่วซีนางเห็นว่าบริเวณที่พวกนางยืนอยู่มีชาวบ้านลงมาอาบน้ำและซักเสื้อผ้า คงไม่ดีหากนางจะใช้น้ำตรงนี้เพื่อดื่มกิน จินตงชุนเองก็เห็นด้วย ยอมเดินเหนื่อยอีกหน่อยจะได้ไม่ท้องร่วงอย่างที่น้องสาวว่า

ต้นน้ำที่ทั้งสามมาถึง แทบไม่มีชาวบ้านเดิมมาใช้น้ำตรงนี้ด้วย ในเมื่อมีน้ำใกล้ๆ ให้ใช้มากแล้ว จะต้องเดินให้เหนื่อยเพื่ออันใด

ทางต้นน้ำยังพอมีฝูงปลาให้เห็นอยู่บ้าง เมื่อล้างหน้าดื่มน้ำเรียบร้อยแล้วรั่วซีนางก็เริ่มสำรวจหาของกิน นางให้จินตงชุนตัดไม้ไผ่มาทำที่ใส่น้ำกลับไปกินที่ที่พัก และทำไม้แหลมเอาไว้เผื่อว่าจะใช้จับปลาได้

จินตงเฉิงถูกทิ้งให้อยู่กับจินตงชุน นางจึงเดินสำรวจได้อย่างสบายใจ อาจจะเป็นเพราะตัวนางยังพอเหลือความโชคดีอยู่บ้าง ด้านหน้ามีต้นมันสำปะหลังขึ้นอยู่ไม่น้อยเลย

“พี่ใหญ่ น้องเล็ก พวกท่านมาทางนี้ก่อนเร็วเข้า” นางร้องเรียกอย่างยินดี

ทั้งสองคิดว่าเกิดเรื่องขึ้นกับรั่วซีจึงได้รีบวิ่งมาดูอย่างรวดเร็ว พอเห็นรั่วซีกำลังก้มตัวลงขุดมันสำปะหลังขึ้นมา จินตงชุนก็ร้องลั่นและวิ่งเข้าไปดึงตัวน้องสาวเอาไว้

“น้องรอง เจ้าพวกนี้มันกินไม่ได้” หัวมันที่ถูกขุดขึ้นมาแม้จะมีหัวใหญ่น่ากิน แต่เขาก็รู้ดีว่ามันมีพิษไม่อาจนำมากินได้

“มันกินได้เชื่อข้า ท่านก่อไฟเป็นหรือไม่”

“เป็น เจ้าจะกินมันจริงหรือ ข้าว่า...มันจะตายเร็วกว่าที่เจ้ากินข้าวต้มที่ทิ้งไปเสียอีก”

“ท่านก่อไฟก่อน หากไม่เห็นด้วยตาท่านคงไม่เชื่อข้า”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel