เสียงของนางไม่มีผู้ใดรับฟัง
รั่วซีวิ่งไปก็ร้องตะโกนไปด้วย “มันไม่ใช่โรคระบาด เป็นเพียงโรคท้องร่วงเท่านั้น” นางหวังว่าเสียงอันดังของนางจะมีชาวบ้านเชื่อนางสักคน
หากเขาออกเดินทางไปเสี่ยงตายตอนนี้ มิใช่ว่าจะยิ่งลำบากไปใหญ่หรือ มีชาวบ้านที่ผันตัวมาเป็นโจรออกปล้นชิง และไม่รู้ว่าประตูเมืองจะเปิดให้พวกเขาผ่านทางหรือไม่
ความกังวลของรั่วซีมันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกนางจะตื่นนอนเสียอีก เมื่อครอบครัวขุนนางท้องถิ่น และคหบดีเริ่มทยอยออกจากค่ายผู้อพยพไปกดดันให้ทหารเปิดประตูเมืองกันจนเต็มหน้าประตูเมืองแล้ว
รั่วซีมาถึงกระโจมหมอ ด้านในมีผู้คนเต็มแน่นไปหมด หมอมีเพียงแค่สองคนที่ทำงานจนหัวหมุนไปหมด พอคนที่มีไข้และถ่ายจนเต็มตัวถูกหามเข้ามา หมอก็ร้องโวยวายออกมาทันที “รักษาไม่ได้แล้ว!!! พาออกไปเผาเลย มิเช่นนั้นผู้อื่นจะติดไปด้วย”
นางรีบแทรกตัวเข้าไปเพื่อพูดกับท่านหมอ “มันไม่ใช่โรคระบาด มันคือโรคท้องร่วง เกิดจากถ้วยใส่อาหารและน้ำดื่มที่พวกเขาไม่ยอมต้มกินต่างหาก” นางตะโกนเข้าไปเสียงดัง
หมอเหมือนจะได้ยินที่นางพูด เขาหยุดและมองหาต้นเสียง พอเห็นว่าเป็นเพียงแม่นางน้อย เนื้อตัวมอมแมมก็ยกยิ้มเย็นที่มุมปาก “หากเจ้าเก่งจริงก็มารักษาเอง พวกเจ้าไปให้นางรักษาเถิด โรคพวกนี้เกินความสามารถของข้า” เขากล่าวจบก็จะเดินออกจากโรงหมอ
สายตาของชาวบ้านทุกคนมองมาที่รั่วซีอย่างไม่พอใจ คนที่อยู่ใกล้ตัวนางกระชากนางอย่างแรง “โอ๊ยยยย”
เริ่มมีคนเข้ามาร่วมวงทุบตีนางด้วยความโกรธแค้น รั่วซีได้แต่ยกแขนป้องกันใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกายเอาไว้ แต่ตัวนางที่ทุกชาวบ้านหลายคนรุมทุบตีจะป้องกันได้มากเพียงใด
“พวกเจ้าทำอันใดกัน!!! หยุดมือประเดี๋ยวนี้ หากไม่หยุด ข้าจะโบยพวกเจ้า” เสียงตวาดกร้าวด้านนอก ทำให้ชาวบ้านที่กำลังทำร้ายรั่วซีหยุดมือทันที
ร่างของนางนอนหอบกองอยู่กับพื้น ผมเผ้ายุ่งเหยิงจนไม่น่ามอง นางลุกขึ้นนั่งสำรวจว่าได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด พอเห็นว่าไม่ได้เจ็บหนักนางก็ลุกขึ้น
นางเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปาก “เมื่อข้าหวังดีคิดจะช่วยเหลือพวกท่าน แต่พวกท่านไม่รับน้ำใจก็ไม่เป็นอันใด แต่ข้าขอยืนยันว่ามันไม่ใช่โรคระบาด พวกท่านเพียงแค่ท้องร่วงเพราะกินอาหารที่ไม่สะอาด ข้าเป็นเพียงเด็กน้อยไร้อำนาจพวกท่านถึงได้ไม่เชื่อข้า” นางมองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาทำร้ายนางอย่างเย็นชา “แต่ข้าไม่ได้อยากให้ผู้ใดต้องล้มตาย”
พอกล่าวจบรั่วซีก็แบกร่างที่สะบักสะบอมของตนเองเดินกลับไปที่พักอย่างยากลำบาก ในตอนแรกคิดว่าไม่ได้บาดเจ็บมาก แต่พอเอาเข้ายิ่งก็ปวดไปทั้งเนื้อตัวเหมือนกัน นางได้ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน น้ำตาก็พานจะไหลออกมาดื้อๆ จนนางต้องเช็ดออกอย่างลวกๆ เพื่อไม่ให้มันไหลออกมาให้ผู้ใดต้องเวทนานาง
นับเป็นครั้งแรกของรั่วซีเลยก็ว่าได้ ที่เสียงของนางไม่มีผู้ใดรับฟัง จากที่เคยอยู่จุดสูงสุด เป็นบุคคลที่องค์กรทั่วโลกต่างต้องการตัว แต่ตอนนี้แม้จะพูดเรื่องหัวมันกินได้ หรือเรื่องโรคท้องร่วงกลับกลายเป็นไม่มีผู้ใดฟัง
จินตงชุนและจินตงเฉิงที่ร้อนใจจนต้องเดินตามมาดู เห็นสภาพของรั่วซีที่ดูไม่ได้เดินกะเผลกกลับมาต่างก็วิ่งเข้ามาหาอย่างร้อนใจ
ความน้อยใจ ความอัดอั้นที่ได้รับก่อนหน้านี้ พอเจอบุรุษสองคนที่เป็นห่วงหวังดีต่อนาง รั่วซีก็ไม่อาจอดกลั้นต่อไปได้อีก นางปล่อยโฮเสียงดังออกมาอย่างไม่อับอายผู้ใด "ฮืออออ พี่ใหญ่ น้องเล็ก ไม่มีผู้ใดเชื่อข้าเลย เพราะข้าไม่มีอำนาจใช่หรือไม่ หรือเพราะข้าดูเหมือนคนโง่อย่างงั้นหรือ” ยิ่งถูกพี่ชายและน้องชายกอดเอาไว้ เสียงร้องของนางก็เหมือนจะยิ่งดังขึ้น
ชาวบ้านไม่น้อยที่หยุดมองดูนาง พวกเขาบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะสงสารหรือสะใจที่เห็นนางกลายเป็นสภาพเช่นนี้ เพราะเมื่อรั่วซีเดินออกจากกระโจมหมอไป หมอก็เริ่มทำหน้าที่ของตนเองอีกครั้ง มิใช่ว่าเป็นเพราะรั่วซีตัววุ่นวายออกไปแล้ว แต่เป็นเพราะรองแม่ทัพเสิ่นและทหารหลายนายมายืนกดดันให้เขาหาสาเหตุที่แท้จริงให้ได้
หากเป็นโรคระบาดอย่างที่หมอว่าจริง พื้นที่แห่งนี้จะต้องถูกปิดและพาคนที่ยังไม่เป็นย้ายออกไปอยู่ที่ค่ายอพยพอื่น หรือไม่ก็...เผาทำลายทั้งค่ายทิ้งเสีย แต่คนหลายพันคนจะบอกว่าเผาก็เผาง่ายๆ ไม่ได้ หากตรวจสอบภายหลังว่าไม่ใช่โรคระบาด คนที่ซวยจะต้องเป็นพวกทหารและเจ้าหน้าที่ที่ดูแล
หมอในเมืองถูกตามตัวมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง
จินตงชุนพารั่วซีกลับมายังที่พัก ฟางอินที่เห็นสองพี่น้องประคองรั่วซีกลับมาก็รีบเดินเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง
“เกิดอันใดขึ้น ผู้ใดทำร้ายเจ้า”
“ข้าหาเรื่องใส่ตัวเอง สมควรแล้วที่จะต้องโดน” นางยิ้มบางให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปในหลุมพัก
“พี่ใหญ่ พวกเราเข้าป่ากันเถิด ประเดี๋ยวจะออกจากป่ามืดเกินไป”
“เจ้าไปไหวหรือ” ทั้งจินตงชุนและจินตงเฉิงมองรั่วซีอย่างเป็นห่วง
จินตงเฉิงร้องไห้ไปพร้อมกับพี่สาว เขาเพิ่งจะเงียบลงตอนที่เข้ามาในที่พักนี้เอง “ไหวเจ้าค่ะ ไปกันเถิด ท่านไปช่วยพี่อินไปด้วย ตอนที่ข้าจับปลา ท่านพาเขาไปขุดมัน เขาจะได้ไม่สงสัยเรื่องที่ข้าจับปลาเจ้าค่ะ”
“ได้”
สามพี่น้องออกไปชวนฟางอินเข้าป่า โดยที่ไม่รู้เลยว่า ด้านหลังของพวกเขามีคนเดินตามไปด้วย
พอมาถึงต้นน้ำที่เดิม จินตงชุนก็พาฟางอินไปขุดหัวมันและก่อไฟ จินตงเฉิงทำหน้าที่เก็บฟืนเช่นเดิม ในแม่น้ำจึงเหลือเพียงรั่วซีลำพัง ที่กำลังแช่ตัวอยู่ในน้ำ
ปลายังคงว่ายมาวนอยู่รอบตัวของนางเช่นเดิม นางไม่ได้รีบร้อนจับมัน เพียงแต่เอื้อมมือไปลูบพวกมันเล่น “ข้าชดใช้มากพอแล้วหรือยัง” เสียงของนางเต็มไปด้วยความปวดใจ ตัดพ้อกับโชคชะตาของนาง หลังจากขัดถูตัวจนสะอาดดีแล้ว รั่วซีก็จับปลาโยนขึ้นไปบนฝั่งเช่นเดิม ครั้งนี้นางได้ปลาถึงสี่ตัว คงเป็นเพราะมีฟางอินมาด้วยกระมัง
“พี่ใหญ่ ข้าเสร็จแล้ว วันนี้ท่านทำปลาแล้วกัน ข้าจะออกไปเก็บผักป่า” นางตะโกนร้องบอกจินตงชุนที่ก่อกองไฟเพิ่งเสร็จ
“ได้ อย่าเข้าไปลึกนักเล่า แล้วรีบกลับออกมาด้วย”
“เจ้าค่ะ”
รั่วซีเดินหาผักป่าที่นางเก็บเมื่อเช้า แล้วนางยังได้ลูกท้อรสหวานติดมือมาอีกเก็บสิบลูก นางได้ตะกร้าสานที่ฟางอินนำติดมาใส่ไว้ หากไม่มีตะกร้าคงต้องเรียกให้จินตงเฉิงมาช่วยนางเก็บ
“เจ้าจับปลาได้อย่างไร” เสียงทุ้มต่ำด้านหลัง ทำให้นางสะดุ้งสุดตัวจนทิ้งตะกร้าในมือลง ลูกท้อกลิ้งไปหยุดอยู่ที่เท้าของเขา
พอรั่วซีเห็นว่าเป็นผู้ใด คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันทันที “ท่านแอบดูข้าอาบน้ำหรือ ต่ำช้าเสียจริง” ดวงตากลมโตของนางฉายความไม่พอใจออกมา
รั่วซีก้มเก็บของใส่ลงในตะกร้า นางจึงไม่ทันเห็นใบหน้าที่ฉงนของเขา มู่ฉินฉาน คิดว่าพอนางรู้ว่าเขาแอบดูนางแอบน้ำ นางจะเรียกร้องให้เขารับผิดชอบเสียอีก แต่เขาคิดผิด ที่พูดออกไปก็ด้วยไม่ทันคิด ต้องการเพียงแค่อยากจะรู้ว่านางจับปลาได้อย่างไรเท่านั้น พอถูกนางด่าว่าต่ำช้า เขาถึงได้รู้สึกตัวว่าไม่ควรกระทำเช่นนั้นจริงๆ
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ จะแอบดูเจ้า เพียงแค่เห็นแล้วประหลาดใจเท่านั้น”
