โรคท้องร่วงเกิดขึ้นแล้ว
จินตงชุนก่อกองไฟเอาไว้ที่หน้าปากหลุมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ด้านใน พวกเขาเก็บฟืนมาไว้มากพอที่จะใช้ได้ตลอดทั้งคืน รั่วซียังตั้งกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำจนเต็ม วางไฟข้างๆ กองไฟ จะได้มีน้ำอุ่นๆ เอาไว้ดื่ม
สามพี่น้องเหน็ดเหนื่อยและเสียขวัญมาตลอดทั้งวัน พอจัดเตรียมที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นอนชิดกันแล้วหลับทันที อากาศกลางคืนหนาวเย็นจนแม้แต่กองไฟก็ต้านไม่ไหว สามพี่น้องขดตัวกอดกันเอาไว้แน่น จินตงเฉิงที่นอนอยู่ตรงกลางจึงได้รับความอบอุ่นมากที่สุด
ก่อนฟ้าจะสว่าง รั่วซีที่ทนความหนาวไม่ไหว นางลุกขึ้นมาเติมฟืนใส่เข้าไปในกองไฟ และนำหัวมันที่เผาเอาไว้แล้ววางไว้ข้างกองไฟ พอดื่มน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็เริ่มคลายความหนาวลงไปได้บ้างแล้ว นางจึงกลับไปล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
พอฟ้าสว่าง ชาวบ้านแทบจะไม่มีเหลือให้ได้เห็น ด้วยต้องไปต่อแถวรอรับอาหาร จะเหลือก็เพียงคนชราและเด็กที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ที่รออยู่ที่หลุมดิน
หญิงชรา ผู้เป็นย่าของเด็กหนุ่มก็เช่นกัน “ท่านยาย ท่านกล้ากินกับพวกข้าหรือไม่เจ้าคะ หากรอหลานชายท่านกลับมาก็ยังไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด” นางยื่นหัวมันที่อุ่นจนร้อนแล้วให้หญิงชรา
“ขอบใจพวกเจ้ามาก เดิมข้าก็กลัวว่าพวกเจ้าจะเป็นอันตรายกับหัวมันพวกนี้ แต่ในเมื่อพวกเจ้าไม่เป็นอันใด ข้าก็กล้ากิน ขอบใจมากสำหรับปลาเผาเมื่อวาน” นางมองสามพี่น้องอย่างซาบซึ้ง
ในยามทุกข์ยากเพียงนี้ ยากนักที่จะมีผู้ใดหยิบยื่นสิ่งของให้กัน เพียงแค่ให้นางยืมมีดเข้าป่าเมื่อวาน ไม่คิดว่าจะได้ของกินถึงสองมื้อเลย
รั่วซียังให้หญิงชราเก็บหัวมันเผาเอาไว้ให้หลานชายของนางด้วย สามพี่น้องกินเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมตัวเข้าป่า ไปล้างหน้าและทำธุระส่วนตัว
ก่อนไปรั่วซีนางยังไม่ลืมที่จะเตือนหญิงชราเอาไว้ด้วย “ท่านยายหากเชื่อข้า ให้หลานชายของท่านตัดกระบอกไม้ไผ่ไปใส่อาหารที่โรงทานดีกว่าเจ้าค่ะ ชามไม้ที่ข้าเห็นเมื่อวานหากใช้หลายหนเข้าจะทำให้เกิดท้องร่วงได้”
“ข้าจะจำเอาไว้ ขอบใจพวกเจ้ามาก”
ทั้งสามยืมมีดพร้าจากหญิงชราอีกครั้ง แล้วพากันหายเข้าป่าไป ก่อนที่ชาวบ้านจะกลับมาจากรับอาหารเช้าเสียด้วยซ้ำ พวกเขายังคงไปยังสถานที่ต้นน้ำเมื่อวานที่ไร้ผู้คน จินตงชุนลงมือก่อไฟโดยที่ไม่ต้องให้รั่วซีบอกแล้ว
พอก่อไฟเรียบร้อย เขาก็มารอดูรั่วซีจับปลาพร้อมกับจินตงเฉิง เป็นอย่างที่รั่วซีนางพูดเอาไว้จริง เมื่อนางใช้มือเรียกปลาใต้น้ำ ฝูงปลาตัวใหญ่ก็ว่ายเข้ามาหานาง พอนางเอื้อมมือไปจับได้สามตัว ปลาที่เหลือต่างก็ว่ายหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่น่าเชื่อ ว่าจะเป็นไปได้” จินตงชุนเอ่ยออกมาเสียงเบา
พอเขาและจินตงเฉิงลองทำบ้าง ก็ไม่มีปลาตัวใดว่ายเข้ามาใกล้ให้จับได้เลยสักตัว รั่วซีปล่อยให้พวกเขาลองเรียกปลากันไป ส่วนนางลงมือทำความสะอาดปลา และหาเก็บผักป่ามากินไปด้วย
อาหารวันนี้นอกจากหัวมันเผา ปลาเผาก็ยังมีผักป่าที่นางนำมาต้มกินพร้อมกับเสื้อปลาเผา สามพี่น้องกินจนแทบลุกไม่ขึ้นก็เก็บฟืนเพื่อเตรียมตัวกลับไปที่พัก ยังไม่ลืมที่จะหิ้วปลาเผาไปฝากสองย่าหลานด้วย
“พรุ่งนี้ ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่” เขาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างคาดหวัง
“ได้อยู่แล้ว ท่านให้พวกข้ายืมมีด เพียงเข้าป่าไปด้วยกันเหตุใดจะไม่ได้เล่า” รั่วซีเอ่ยตอบโดยส่งสายตาไม่ให้จินตงชุนเอ่ยพูดสิ่งใดออกมา
“ข้าขอหัวมันเพิ่มสองหัวได้หรือไม่ ข้าจะไม่ไปรับอาหารเย็นแล้ว ท่านย่าเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว วันนี้ข้าเองก็เห็นชาวบ้านหลายคนแล้วที่ท้องร่วง” เขาเองก็ไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่แม่นางน้อยตรงหน้าพูดจะเป็นเรื่องจริง
“เอาไปเถิด เพียงแค่ทำให้มันสุกก่อน ไม่ว่าจะเผาหรือต้มก่อนนำมากิน เพียงเท่านี้ก็ไม่เกิดพิษแล้ว” รั่วซีส่งให้เขาสี่หัว นางยังบอกอีกว่า ที่ป่าด้านในยังมีอีกมาก ไว้พรุ่งนี้นางจะพาไปเก็บ
“ข้าชื่อ ฟางอิน พวกเจ้าเรียกข้าพี่อินก็ได้ ส่วนท่านย่าของข้า พวกเจ้าเรียกนาง ท่านย่า เช่นที่ข้าเรียกก็ได้”
“ขอรับ ข้าจินตงชุน น้องรอง จินรั่วซี น้องเล็ก จินตงเฉิงขอรับ” รั่วซีนางสอบถามถึงจำนวนคนที่ท้องร่วง และการจัดการของเจ้าหน้าที่
แต่อาอินกลับบอกเพียงว่า จำนวนคนยังเป็นไม่มาก เจ้าหน้าที่นำยาจากท่านหมอมาให้พวกเขาต้มกินเพียงเท่านั้น ยังไม่ได้มีการจัดการเรื่องใด
“แล้วพวกเขาถ่ายหนักเบาที่ไหน” นางคิดว่าควรมีที่ทางจัดเตรียมเอาไว้ให้สำหรับคนที่ท้องร่วง จะได้ไม่เกิดการแพร่เชื้อเป็นโรคระบาด
“ก็ตามชายป่าเช่นทุกคน เจ้าอย่าสนใจเลย เจ้าไม่ได้เป็นหมอ ช่วยพวกเขาไม่ได้หรอก ยังดีที่เมื่อวานตอนเย็น ข้ากับท่านย่ากินเพียงปลาที่พวกเจ้าแบ่งให้” เขาไปรับอาหารเย็นไม่ทันต่างหาก เรียกได้ว่าแทบจะไปรับไม่ทันเลยในแต่ละวัน ด้วยจำนวนคนและที่พักของเขาอยู่ด้านหลังสุด กว่าจะไปถึงก็แทบไม่มีสิ่งใดเหลือแล้ว
จินตงชุนลากน้องสาวกลับมาที่พักของตนเอง เรื่องหนที่แล้วที่นางให้เขานำความไปบอกนายทหารจง เรื่องถ้วยใส่อาหารที่สกปรก ไม่อาจนำมาให้ชาวบ้านกินได้จะทำให้ท้องร่วง ยังไม่มีผู้ใดฟังเขา ทั้งยังถูกถ่มน้ำลายรดจนอับอายไปหมด มาหนนี้น้องสาวยังคิดจะจัดการพื้นที่ขับถ่ายอีก คงได้ถูกขับไล่ออกจากค่ายอพยพ ข้อหาสร้างความวุ่นวายเป็นแน่
“ซีซี เจ้าควรรู้ว่าตอนนี้พวกเราไม่มีเสียงที่จะไปพูดให้ผู้ใดเชื่อ มีแต่จะทำให้ตนเองเดือดร้อน ข้าว่า...เจ้าปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่จัดการเถิด”
รั่วซีเห็นถึงความกังวลในแววตาของจินตงชุน นางจึงได้ยอมพยักหน้ารับ “ได้เจ้าค่ะ น้องเล็กเจ้านอนสักครู่เถิด พอตื่นมาพวกเราจะได้เข้าป่าไปหาของกินเพิ่ม”
“ขอรับ” จินตงเฉิงรีบล้มตัวลงนอน เขายังดึงพี่ชายและพี่สาวให้นอนพร้อมกับเขาด้วย
รั่วซีเองก็ยอมนอนอย่างว่าง่าย ร่างกายของนางยังไม่ฟื้นกำลังเต็มที่ อีกทั้งที่เท้าทั้งสองข้างยังคงบวมช้ำเป็นตุ่มน้ำจากการที่วิ่งหนีทหารของแคว้นต้าเยี่ยอยู่ด้วย
สามพี่น้องตื่นขึ้นมา ก็เห็นว่าภายในค่ายผู้อพยพวุ่นวายยิ่งนัก เสียงกรีดร้อง ภาพชาวบ้านที่วิ่งพาลูกของตนเองไปทางด้านกระโจมของหมอ บางคนกำลังคลานไป บางคนมีคนช่วยประคอง ในทำให้สามพี่น้องยืนนิ่งมอง ไม่กล้าขยับตัว
“กะ เกิดอันใดขึ้น” จินตงชุนเอ่ยถามเสียงสั่น
“โรคท้องร่วงเกิดขึ้นแล้ว” รั่วซีพึมพำออกมาเบาๆ
ที่นางสรุปออกมาได้เลย เพราะเห็นบางคนที่กลั้นไม่ไหวปล่อยออกมาเรี่ยราดเต็มไปหมด ไหนจะอาการขาดน้ำที่ริมฝีปากแห้งแตก ใบหน้าก็ซีดขาว บางคนเป็นหนักถึงจับไข้ตัวสั่นไปหมด
มีชาวบ้านบ้างกลุ่มที่เริ่มเก็บข้าวของเตรียมหนีออกไปจากค่ายผู้อพยพแห่งนี้ เพื่อเดินทางไปอยู่ที่ค่ายอีกเมืองหนึ่ง ปากก็ร้องตะโกนไปด้วยว่า เกิดโรคระบาด
“เกิดโรคระบาดแล้ว!!! อยู่ไม่ได้แล้ว” คนที่หลงเชื่อต่างก็เร่งมือเก็บข้าวของหนีตายกันวุ่นวายไปหมด
“จะ เจ้า ซีซี เจ้าจะไปไหน!!!” รั่วซีวิ่งออกไปที่กระโจมของหมอ
“ไม่ต้องตามมา ท่านรอข้าอยู่กับน้องเล็กที่นี่ ข้าไปไม่นานจะรีบกลับมา” นางวิ่งไปหันกลับมาบอกพี่ชายน้องชายไปด้วย
