บท
ตั้งค่า

นับว่าข้ายังมีบุญเหลืออยู่

รั่วซีปรายตามองเขาอย่างไม่เชื่อ “ท่านเห็นข้าจับเช่นใดก็เช่นนั้น” นางเดินไปแย่งผลท้อในมือของเขามาเก็บลงตะกร้า “หากอยากกินท่านต้องไปเก็บเอง” นางคงหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขาช่วยเหลือมาก่อน

“พวกมันว่ายมาให้เจ้าจับง่ายๆ เลยหรือ”

“อืม”

“แล้วที่เจ้าบอกว่า โรคที่ชาวบ้านเป็นไม่ใช่โรคระบาด เจ้ารู้ได้อย่างไร” เขาเดินตามรั่วซีมาติดๆ

พอนางหันหลังกลับมาเพื่อพูดกับเขา จึงชนเข้ากับแผงอกของมู่ฉินฉานอย่างแรง จนนางต้องสูดปากด้วยความเจ็บ แผลเก่าก็ยังไม่ดีขึ้น ดูเหมือนจะได้แผลใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว

“ท่านเดินเช่นใดของท่านกัน ต้องเดินติดข้าเพียงนี้เลยหรือ”

“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะหันมา เจ็บมากหรือไม่ แล้วที่เจ้าถูกชาวบ้านทุบตีเป็นเช่นใดบ้าง”

“เป็นข้าที่หาเรื่องใส่ตัวเอง ช่างเถิด ที่ท่านถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่โรคระบาด ก่อนหน้านี้ข้าเห็นถ้วยใส่อาหารที่พี่ชายได้มาจากนายทหารจง ข้าก็บอกให้พี่ชายไปแจ้งกับเขาแล้ว ว่าถ้วยไม้ที่กระดำกระด่าง สีดำมันเป็นพิษอย่างหนึ่ง จะทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้ หากนำมาใช้สม่ำเสมอ”

เขามองนางอย่างค้นหา “เจ้าเป็นหมอหรือ”

“ถ้าข้าเป็นหมอ ข้าคงรักษาชาวบ้านแทนตาเฒ่าที่ทำให้ข้าต้องถูกชาวบ้านทุบตีแล้ว”

“แล้วเจ้าได้ความรู้มาจากที่ใด พอจะมีทางรักษาหรือไม่”

“บิดามารดาของข้าชอบซื้อหาตำราเก็บเอาไว้ ข้าก็เพียงแค่บังเอิญอ่านผ่านตามาเท่านั้น การรักษาก็ไม่ได้ยุ่งยาก เพียงรักษาไปตามอาการ ห้ามให้คนป่วยขาดน้ำ ห้ามนำถ้วยที่ขึ้นสีดำแล้วมาใช้ ทุกครั้งที่จะใช้ถ้วยใส่อาหารจะต้องต้มถ้วยช้อนทุกครั้ง อีกอย่าง...ท่านต้องให้พวกเขาขับถ่ายเป็นที่ทางด้วย ได้ฟังข้าอยู่หรือไม่” นางโบกมือไปตรงหน้าของเขา เมื่อเขาเอาแต่เหม่อลอย

“ฟัง ฟังอยู่” ไม่คิดว่าแม่นางน้อยที่เขาเคยพูดว่านางยังเด็กมีสิ่งใดให้น่ามอง ใบหน้าของนางจะงดงามเช่นนี้ อีกทั้งยามที่นางเอ่ยพูดน้ำเสียงและท่าทางสีหน้าที่แสดงออก ล้วนแต่น่ามองไปเสียทุกอย่าง เขาถึงได้ใจลอยไปครู่หนึ่ง

“ข้าช่วยได้เพียงเท่านี้ มิอาจช่วยสิ่งใดได้แล้ว ท่านคงไม่ทันเห็น ว่าสภาพของข้าเป็นเช่นใด เมื่อข้าเข้าไปบอกท่านหมอในกระโจม” นางเอ่ยพูดไปด้วยก็เดินกลับไปด้วย

“รองแม่ทัพเสิ่นก็เอ่ยห้ามชาวบ้านแล้วอย่างไร หากพวกข้ากับท่านรองแม่ทัพมาไม่ทัน เจ้าคงเป็นหนักกว่านี้” ตอนที่นางเดินกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกไปจากกระโจมหมอ มันช่างชวนให้คนเวทนายิ่งนัก

“นับว่าข้ายังมีบุญเหลืออยู่ เมื่อใดจะใช้เวรกรรมหมดก็ไม่รู้” น้ำเสียงของนางแผ่วเบา ดูเหมือนว่าจะไม่ได้พูดกับเขา แต่กำลังพูดกับตนเองอยู่

ทั้งสองเดินเงียบๆ ไปจนถึงที่ที่ทุกคนอยู่ นายทหารจงเองก็กำลังช่วยฟางอินและจินตงชุนย่างปลา จินตงเฉิงยังคงรวบรวมกิ่งไม้แห้งที่จะนำกลับไปใช้ที่หลุมดินกองเอาไว้อยู่ไม่ห่าง

“พี่ใหญ่ น้องเล็ก พวกท่านยังไม่ได้อาบน้ำอีกหรือ พี่อินด้วย รีบไปอาบน้ำเลย จะได้รีบกินรีบกลับก่อนที่ฟ้าจะมืด” นางวางตะกร้าเองแล้วเข้าไปนั่งย่างปลาแทนพวกเขา

“ซีซี จมูกเจ้าไปโดนอันใดมา” จินตงชุนรีบเข้ามาดูจมูกที่แดงก่ำของน้องสาว

“ข้าชนต้นไม้ ไม่เป็นอันใดมาก ท่านกำลังทำให้เฉิงเออร์ตกใจ ไปอาบน้ำได้แล้ว” นางดันมือของเขาออก

“นะ หน้าเจ้า” ฟางอินเองก็ตกใจไม่น้อย

รั่วซีไม่ได้คิ้วหนาราวกับถูกปลิงเกาะเอาไว้ ผิวของนางก็ไม่ได้กระดำกระด่างอย่างที่เคยเห็น ใบหน้าขาวนวลราวกับน้ำนม คิ้วเรียวเล็กรับกับใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตราวกับลูกกลางน้อยที่น่าเอ็นดู ริมฝีปากแดงอวบอิ่มโดยไม่ต้องแต่งแต้มสีชาดเลย

จินตงชุนมองไปที่ทุกคนอย่างเคร่งเครียดเขาเหมือนอยากจะเอ่ยพูดสิ่งใด แต่ก็กลืนคำพูดลงคอแล้วลากฟางอินกับจินตงเฉิงไปอาบน้ำแทน

นายทหารจงทำลายความเงียบขึ้นมา เมื่ออยู่กันเพียงสามคนเท่านั้น “พวกเจ้าจับปลาเก่งยิ่งนัก” เขาไม่เห็นรั่วซีจับปลา เพียงแค่นางกำลังก้าวลงน้ำ ก็ถูกมู่ฉินฉานไล่ให้เขาไปทางอื่นก่อนแล้ว

นางมองไปทางมู่ฉินฉานเห็นเขาไม่เอ่ยสิ่งใด นางจึงได้เอ่ยออกมา “พี่ชายข้าพอมีฝีมืออยู่บ้างเจ้าค่ะ”

“หัวมันกินได้หรือ ไม่มีพิษหรือ” มู่ฉินฉานหยิบหัวมันที่ยังไม่ได้เผาขึ้นมา

“หากยังไม่ได้เผาหรือนำไปต้มสุกก็ไม่อาจกินได้เจ้าค่ะ ต้องทำให้สุกเสียก่อนถึงจะไม่มีพิษ เรื่องนี้ข้าก็บอกชาวบ้านที่เห็นพวกข้านำกลับไปที่พักแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อพวกข้า ยังกล่าวหาว่าข้าคิดจะฆ่าคนด้วย ข้าเลยไปบอกพวกเขาอีก”

มู่ฉินฉานและนายทหารจงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ที่รั่วซีนางถูกชาวบ้านรุมทำลาย นายทหารจงเองก็เห็นกับตา

“แล้วมันมีมากหรือไม่ ข้าอยากนำกลับไปให้รองแม่ทัพเสิ่นสักหน่อย”

“มีมากเจ้าค่ะ ข้าจะพาท่านไปขุด หากเป็นท่านรองแม่ทัพเสิ่นประกาศให้ชาวบ้านรู้ พวกเขาคงเชื่อมากกว่าคำพูดของข้า”

รั่วซีพาทั้งสองคนมาถึงดงต้นมัน แล้วก็ชี้ให้พวกเขาลงมือขุดด้วยตนเอง ส่วนนางเดินเตร็ดเตร่รออยู่ไม่ไกลจากพวกเขา “เอ๊ะ!!!” สายตาของนางเหลือบไปเห็นหัวเผือกที่ขึ้นอยู่ไม่ไกลนัก ก็รีบวิ่งเข้าไปลงมือขุดทันที อย่างน้อยก็มีของกินเพิ่มขึ้นแล้ว

“มันคือสิ่งใด” มู่ฉินฉานได้ยินเสียงของรั่วซีจึงเดินเข้ามาดู

“หัวมันเจ้าค่ะ ถ้าได้หุงกินพร้อมข้าวจะอร่อยมากเลยเจ้าค่ะ” นางลงมือขุดขึ้นมาเพียงไม่กี่หัวให้พอทุกคนกินก็หยุดมือ “หรือคลุกกับน้ำตาลเล็กน้อยก็กลายเป็นของหวานแล้ว”

“เฮ้ยยย กินได้หรือ ข้าเคยเห็นคนกินแล้วคันไปทั้งปากทั้งตัวเลย” นายทหารจงร้องออกมาเสียงดังเมื่อเห็นรั่วซีขุดเผือกขึ้นมา

“หากทำให้สุกเช่นเดียวกับหัวมันก็จะไม่คันเจ้าค่ะ แต่บางคนก็อาจจะแพ้กินไม่ได้ แต่หากลองกินแล้วเกิดคันลิ้นคันคอ หยุดกินก็หายเจ้าค่ะ ไม่เกิดอันตรายต่อชีวิต” นางเก็บมาเพียงไม่กี่หัว ใส่ลงไปในตะกร้าของนายทหารจง

“เจ้าดูมีความรู้มากทีเดียว” มู่ฉินฉานมองประเมินนาง

“เป็นเรื่องง่ายๆ ผู้ใดก็รู้เจ้าค่ะ” นางตอบโดยไม่ทันคิด ในยุคสมัยของนาง น้อยคนที่จะไม่รู้เรื่อง พอเห็นสีหน้าของพวกเขาบิดเบี้ยว รั่วซีจึงได้เอ่ยถามออกมา “หรือว่า...พวกท่านไม่รู้” ทั้งสองส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“ไม่รู้ก็ไม่ผิดเจ้าค่ะ” นางรีบเดินนำพวกเขากลับไปรวมตัวกับคนอื่น

“พี่ชาย น้องชายเจ้าก็รู้เหมือนกันหรือ” มู่ฉินฉานยังไม่หายสงสัย ด้วยอยากรู้ว่านางถูกเลี้ยงดูมาเช่นใดกันแน่

“ย่อมรู้เจ้าค่ะ”

พอเดินกลับมาถึงก็เห็นจินตงชุนยืนหน้าดำอยู่แล้ว เขากำลังจะอ้าปากถาม แต่รั่วซีนางชิงตอบขึ้นมาก่อน “ท่านนายกองมู่จะนำหัวมันไปให้ท่านรองแม่ทัพเสิ่นกินเจ้าค่ะ ข้าเลยพาไปขุด ถ้ากินได้ พวกเขาจะให้ชาวบ้านมาขุดไปกิน”

“นะ นั่น นั่นเจ้าเอามันกลับมาด้วยได้อย่างไร” จินตงเฉิงร้องเสียงหลง ชี้ไปทางหัวเผือกอย่างระแวง

“มันกินได้”

“ข้ารู้ว่ามันกินได้ แต่เจ้าแพ้มัน ซีซี!!! รีบไปล้างมือเร็วเข้า”

รั่วซีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าของร่างแพ้หัวเผือก เมื่อก้มมองมือก็พบว่ามือของนางเริ่มบวมแดงและมีผื่นขึ้นแล้ว นางจึงรีบวิ่งไปล้างมือที่แม่น้ำทันที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel