บท
ตั้งค่า

พวกข้าผิดที่ไหน ผิดอย่างไร

ตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”

“เช่นนั้น...พวกเจ้าก็พาพวกข้าไปหาหัวมันก็สิ้นเรื่อง” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างหน้าหนา

“ไปหาเอง!!! มันอยู่ในป่า หากไม่มีปัญญา ก็อดตายไปเลย!!!” รั่วซีจะเดินเข้าไปเก็บของของนาง แต่ถูกกลุ่มคนที่เริ่มไม่พอใจกับพูดของนางเข้ามาขวางเอาไว้ แล้วจะเริ่มลงมืออีกครั้ง

“ปากดีนัก นังเด็กเวรนี่!!!” ชายวัยกลางคนเมื่อครู่ คว้าท่อนฟืนที่อยู่ใกล้มือหมายจะเข้ามาทุบตีรั่วซี

แต่จินตงชุนที่ตาไว กระโดดเข้ามาปกป้องน้องสาวและน้องชายเอาไว้ จนเขาถูกตีเข้าที่กลางแผ่นหลังจนไม้ฟืนหักคามือของชายผู้นั้น “โอ๊ยยยย”

“พี่ใหญ่/พี่ใหญ่”

“มันจะมากเกินไปแล้ว!!!” รั่วซีคว้าไม้ฟืนที่หักครึ่ง พุ่งเข้าไปหาชายวัยกลางคน แต่ถูกเสียงตวาดก้องขัดขวางเอาไว้เสียก่อน

“หยุด!!! หากไม่หยุดมือ...”

เขายังพูดไม่ทันจบรั่วซีก็ฟาดไม้ใส่หัวของชายวัยกลางคนเสียแล้ว “โอ๊ยยยย” เสียงร้องราวกับหมูถูกเชือด มาพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาจนเปื้อนใบหน้า

รั่วซีนางตีเสร็จก็ถอยห่างออกมาอย่างระวังตัว นางได้ยินเสียงร้องห้ามแล้ว แต่นางขอเอาคืนให้พี่ชายสักหน่อย

“หากไม่หยุด ก็ไสหัวออกไปให้หมด!!!” ชายวัยกลางคนที่กำลังจะเข้ามาบีบคอของรั่วซีหยุดชะงักอยู่กับที่ทันที

ชาวบ้านที่กำลังจะลงมือกับฟางอินและจินตงเฉิงก็หยุดมือเช่นกัน ทหารเพียงสามคนไม่อาจช่วยขวางพวกเขาไว้ได้ แต่บุรุษที่มาใหม่ทำได้

รั่วซีจำเขาได้ทันที คือรองแม่ทัพเสิ่น นางถึงได้โยนไม้ที่เปื้อนเลือดออกไปให้ห่างตัว เขาเหลือบมามองที่นางอย่างรู้ทัน แต่ไม่ได้พูดสิ่งใดกับนาง แต่หันไปถามทหารสามคนที่อยู่ตรงนั้นแทน

“เกิดเรื่องใดขึ้น เล่ามาให้ละเอียด” ทหารรีบรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าจะถูกลงโทษ

รั่วซีไม่สนใจผู้อื่นว่าจะเป็นเช่นใด นางเดินเข้าไปดูอาการของพี่ชาย “เจ็บมากหรือไม่ ท่านรู้สึกเช่นใดบ้าง” นางมองเขาอย่างเป็นห่วง

“จะ เจ็บหลัง” ใบหน้าของจินตงชุนซีดขาวจนรั่วซีอดกังวลไม่ได้

นางรีบเปิดเสื้อดูแผ่นหลังของเขา ก็พบรอยท่อนฟืนฟาดลงมา แดงช้ำและบวมขึ้นไม่น้อยเลย รั่วซีแค้นใจจนน้ำตาไหลออกมาเอง นางรีบเช็ดทิ้งแต่ก็ยังไหลออกมาไม่หยุด สุดท้ายนางก็เลิกสนใจ ประคองให้จินตงชุนลุกขึ้นเข้าไปพักด้านในหลุม

“ประเดี๋ยว แม่นางน้อย ให้ทหารพาพี่ชายเจ้าไปให้ท่านหมอดูอาการก่อนเถิด” รองแม่ทัพเสิ่นเรียกรั่วซีเอาไว้

“ขอบคุณท่านรองแม่ทัพมากเจ้าค่ะ แต่ท่านควรจะมอบความเป็นธรรมให้กับพวกข้าน้อยสามพี่น้องด้วยเจ้าค่ะ”

“เพราะความอดยากทำให้คนดวงตามืดบอด เจ้าเองก็ได้ตีเขาคืนไปแล้วมิใช่หรือ” น้ำเสียงที่เขาใช้พูดกับรั่วซีอ่อนลงไม่น้อย

“พวกข้าน้อยเองก็พบเจอเหตุการณ์เช่นทุกคน อาจจะเลวร้ายกว่าเสียด้วยซ้ำ ที่ไม่อาจไปรับอาหารที่โรงทานได้ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง หวังดีแต่ถูกดูแคลน หยิบยื่นน้ำใจให้ก็หาว่าคิดร้าย อาหารที่กินแต่ละมื้อก็ล้วนแต่เสาะหามาด้วยสองขาและสองมือ พวกท่านเองก็มีเช่นกัน เหตุใดถึงได้กระทำกับพวกข้าราวกับเป็นนักโทษด้วยเล่า พวกข้าผิดที่ไหน ผิดอย่างไร พวกท่านช่วยบอกข้าหน่อย” นางกัดปากไม่ให้ส่งเสียงสะอื้นออกมาด้วย น้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยความอดกลั้นที่สะสมมาตลอดหลายวัน

รั่วซี ปวดใจและโกรธแค้นที่ตัวนางต้องมาประสบพบเจอเรื่องเลวร้ายถึงเพียงนี้ ได้แต่คิดย้อนไป หากนางไม่คิดค้นหุ่นยนต์ทำลายล้างเพื่อชื่อเสียงของตนเอง นางจะต้องมาใช้กรรมที่นี่หรือไม่ ยิ่งคิดน้ำตาก็ยิ่งไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ สุดท้ายนางก็ปล่อยเสียงโฮออกมา กอดพี่ชายและน้องชายของนางเอาไว้

ภาพตรงหน้าสร้างความสะเทือนใจให้ชาวบ้านที่คิดร้ายกับสามพี่น้องไม่น้อย

มู่ฉินฉานที่พารองแม่ทัพเสิ่นมาเจอรั่วซี ก็ยืนมองนางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ยามที่พูดคุยกับนางเขาไม่คิดเลยว่า จะได้เห็นด้านที่เปราะบางเช่นนี้ นางดูมากความสามารถ เข้มแข็งกว่าสตรีใดที่พบเห็น แต่อย่างว่า...นางพบเจอเรื่องเลวร้ายมาไม่น้อย สูญเสียคนในตระกูลไปจนสิ้น เหลือเพียงสามคนพี่น้อง ยังจะต้องมาถูกรังแก โดยไร้คนปกป้องอีก

รองแม่ทัพเสิ่นถอนหายใจออกมา “ข้าจะให้ความเป็นธรรมกับพวกจ้าสามพี่น้องเอง” เขากวาดตามองไปที่กลุ่มชาวบ้านและมองไปทางทหารสามนายที่อยู่ในเหตุการณ์ “ผู้ใดเป็นคนเริ่มก่อความวุ่นวายลากตัวไปโบยสิบไม้ ต่อไปหากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ต้องรายงานข้า ลงโทษโบยได้ทันที แต่หากยังก่อเรื่องซ้ำ ส่งกลับหมู่บ้านให้ไปเผชิญกับเคราะห์ร้ายเอง”

สิ้นคำสั่งของรองแม่ทัพ ชาวบ้านต่างก็ก้มหน้าหลบสายตาของนายทหารทั้งสามที่เดินเข้ามาเพื่อลากตัวคนก่อเรื่อง หนึ่งในนั้นยังมีชายที่ถูกรั่วซีตีหัวจนเลือดอาบ ถูกลากออกไปโบยไม่ไกล เพื่อให้ทุกคนตระหนักเอาไว้ ว่าครั้งหน้าอย่าได้สร้างเรื่องอีกเป็นอันขาด

“ขอบคุณท่านรองแม่ทัพเสิ่นเจ้าค่ะ/ขอรับ” สามพี่น้องคุกเขาลงขอบคุณที่เขามอบความเป็นธรรมให้

“พาพี่ชายของแม่นางจินไปหาหมอ ส่วนแม่นางจิน...เจ้าตามข้ามาทางด้านนี้ ข้ามีเรื่องจะสอบถามเจ้า”

รั่วซีพอจะเดาได้ว่าเป็นเรื่องหัวมัน นางจึงได้ยอมตามไป แต่ก่อนที่จะไปนางหันไปพูดกับจินตงเฉิง “เฉิงเออร์ช่วยไปดูพี่ใหญ่แทนพี่สาวได้หรือไม่ ประเดี๋ยวพี่สาวเสร็จเรื่องทางนี้แล้วจะรีบตามไปพบเจ้ากับพี่ใหญ่ทันที” นางเช็ดน้ำตาของน้องชายไปด้วย

“ขอรับ”

“เด็กดี” นางลูบหัวเขาอย่างแผ่วเบา

พอส่งพี่ชายและน้องชายให้ทหารพาตัวไปหาหมอแล้ว รั่วซีถึงได้ยอมเดินไปพร้อมกับรองแม่ทัพเสิ่น มู่ฉินฉานเดินเข้ามาใกล้นางแล้วแอบยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้

“เช็ดหน้าเสีย น่าเกลียดจนดูไม่ได้แล้ว” คราบน้ำตาผสมกับขี้เถ้า ทำให้ใบหน้าของนางดูแปลกพิกล

รั่วซีถลึงตามองเขา พอเขาขยับปากเบาๆ ว่าขี้เถ้านางถึงเพิ่งจะนึกออก มือก็รีบดึงผ้าเช็ดหน้าของเขามาปิดหน้าเอาไว้ “ท่านรองแม่ทัพเสิ่น รอข้าน้อยประเดี๋ยวเจ้าค่ะ” นางไม่รอให้เขาอนุญาตก็วิ่งย้อนกลับไปที่หลุมดิน

ยังดีที่กระบอกไม้ไผ่ที่ใส่ขี้เถ้ายังไม่ถูกโยนทิ้งไปด้วย นางรีบเช็ดหน้าแล้วทาขี้เถ้าใหม่ ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปพบรองแม่ทัพเสิ่น

รองแม่ทัพเสิ่นเลิกคิ้วขึ้นมอง เขาเหลือบไปทางมู่ฉินฉานอย่างขอคำตอบ “ท่านรองแม่ทัพคิดถูกแล้ว นางทาขี้เถ้าเพื่อปกปิดใบหน้าที่แท้จริง”

“หืม...เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”

“ข้าบังเอิญพบตอนที่นางไม่ได้ทาขอรับ” เขากดยิ้มที่มุมปาก

“เจ้าสนใจนาง” หลานชายเขาดูแตกต่างกว่าที่เคยเป็นมา

“มิใช่ขอรับ นางแตกต่างกว่าผู้ใดที่ข้าเคยเจอก็เท่านั้น” เขายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“ก็ดี มิเช่นนั้น ท่านแม่เจ้าคงบ่นข้าจนหูชา” พอนึกถึงพี่สาวตนเองที่ฝากหลานชายให้เขาดูแล รองแม่ทัพเสิ่นก็อดส่ายหน้าไม่ได้

เสิ่นซื่อ มารดาของมู่ฉินฉานเป็นบุตรีคนรองของตระกูลเสิ่นที่เป็นตระกูลแม่ทัพ นางแต่งเข้าตระกูลมู่ที่เป็นตระกูลขุนนางใหญ่ บุตรชายของเสิ่นซื่ออีกสองคนก็เดินตามรอยผู้เป็นบิดาสอบเข้าเป็นขุนนางในราชสำนัก ต่างจากมู่ฉินฉานที่ชื่นชมเรื่องวรยุทธ์และเลือกเส้นทางทหารเช่นบ้านท่านตาของเขา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel