เจ้ามีความรู้เรื่องการแพทย์หรือ
รั่วซีกลับมาถึงใต้ต้นไม้ที่รองแม่ทัพเสิ่นรออยู่ เขาก็เพิ่งจะได้สังเกตใบหน้าของนางดีๆ ตอนนี้แตกต่างจากตอนที่น้ำตาล้างขี้เถ้าออกจากใบหน้าของนางราวกับเป็นคนละคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังขี้เถ้าซ่อนความงามเช่นใดเอาไว้กันแน่ นางถึงต้องปกปิดเสียจนไม่น่ามองเช่นนี้
“ข้าน้อยขออภัย ที่ปล่อยให้รองแม่ทัพเสิ่นรอแล้วเจ้าค่ะ” รั่วซีย่อกายขออภัยรองแม่ทัพเสิ่น
“ไม่เป็นอันใด ที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อขอบใจเจ้า โรคที่ชาวบ้านเป็นมิใช่โรคระบาด แต่เป็นโรคท้องร่วงเช่นที่เจ้าว่า สิ่งที่ต้องระวังข้าล้วนสั่งการลงไปแล้ว นอกจากหัวมันหัวเผือกที่เจ้าพบแล้ว มีสิ่งใดที่นำมาเป็นเสบียงอีกได้หรือไม่”
“ข้าน้อยไม่เคยเดินออกไปไกลเกินกว่าเขตต้นมันสำปะหลังเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น หากให้เจ้าเข้าป่าไปสำรวจพร้อมทหารของข้า เจ้าจะยินดีหรือไม่”
“เออ...ข้าน้อยผู้เดียวกับนายทหารของท่านรองแม่ทัพหรือเจ้าคะ” นางมองพวกเขาอย่างหวาดระแวง ภาพทหารแคว้นต้าเยี่ยฉุดกระชากลากหญิงสาวเข้าพงไม้ ยังติดอยู่ในใจของนาง จนตัวของนางอดจะสะท้านขึ้นมาไม่ได้
รองแม่ทัพเสิ่นเหมือนจะรู้ว่านางคิดเช่นใด “หึหึ เจ้าไม่ไว้ใจคนของข้าหรือ เช่นนั้น...ข้าให้หัวหน้ากองมู่เข้าไปด้วยดีหรือไม่” ด้วยเห็นว่ามู่ฉินฉานเคยเข้าป่ากับพวกนางสามพี่น้องมาแล้ว
“ยิ่งไม่ดีใหญ่เลยเจ้าค่ะ รอพี่ชายข้าน้อยหายดีก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ”
“หืม...” รองแม่ทัพเสิ่นเหลือบมองไปทางหลานชาย ที่ถูกแม่นางน้อยรังเกียจ จนนางส่ายหน้าปฏิเสธระรัว
“เหอะ” มู่ฉินฉานโมโหนางจนต้องแค้นเสียงออกมา
“ได้ เช่นนั้นก็รอฟังอาการของพี่ชายเจ้าก่อน หากเขามิเป็นอันใดมากก็ควรจะเข้าป่าสำรวจได้แล้ว หากช้าเกินไปจะไม่ดี วันนี้ข้าจะพาทหารเข้าไปขุดหัวมันที่เหลือ” เขาเห็นสีหน้าที่กังวลของรั่วซี ด้วยนางคงคิดว่าหากเขาขุดไปจนหมด พวกนางสามพี่น้องจะไม่มีสิ่งใดกิน “ไม่ต้องห่วง ข้าจะเก็บส่วนของเจ้าและพี่น้องของเจ้าเอาไว้ให้”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” นางยิ้มอย่างโล่งใจ
มู่ฉินฉานก่อนที่จะเดินกลับออกไปพร้อมกับรองแม่ทัพเสิ่น เขาหันมาถลึงตามองรั่วซีอย่างไม่พอใจครู่หนึ่ง นางยังไม่รู้เลยว่านางทำสิ่งใดผิด “หรือว่าจะลืมคืนผ้าเช็ดหน้าให้” นางส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจ “ใจแคบชะมัด” นางคิดว่าเขาหวงผ้าเช็ดหน้า ไว้ซักคืนให้ครั้งหน้าก็ได้
มู่ฉินฉานนำทหารกับรองแม่ทัพเสิ่นไปขุดหัวมัน ตรงที่รั่วซีนางเคยพาเขาไป ก่อนพวกทหารจะลงมือขุด มู่ฉินฉานเตือนพวกเขาแล้ว หากหัวมันเริ่มงอกต้นอ่อนขึ้นมา ไม่ให้นำกลับไปแล้ว ให้พวกเขาสับทิ้งแล้วฝั่งลงดิน ป้องกันชาวบ้านมาเก็บไปกิน
“เหตุใดถึงกินไม่ได้” รองแม่ทัพเสิ่นมองหัวมันที่เริ่มมีต้นอ่อนงอกในมืออย่างแลกใจ หากตัดส่วนที่งอกออก ก็ยังเหลือส่วนที่กินได้อีกไม่น้อยเลย
“แม่นางจินบอกว่ามันมีพิษ ส่วนที่งอกออกมาต่อให้ตัดทิ้งไปแล้วก็ยังมีพิษมากอยู่ดีขอรับ”
“อืม...นางช่าง มีความรู้มากเสียจริง”
จำนวนทหารที่พามาด้วยมีไม่น้อย ลงแรงกันเพียงไม่นานก็เก็บมาจนหมด มันสำปะหลังที่ได้มีมากถึงสิบคันเกวียน เพียงพอเป็นเสบียงให้ชาวบ้านไปได้อีกระยะหนึ่ง และยังมีหัวเผือกที่ขึ้นอยู่มากมาย สามารถนำมาหุงรวมกับข้าวต้มแจกจ่ายชาวบ้านไปได้อีกหลายมื้อ
แม้แต่พวกทหารในค่ายก็มีเสบียงกิน ไม่ต้องรอเสบียงจากเมืองหลวง ที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อใดนับว่าการพบเจออาหารของรั่วซีในครั้งนี้ ช่วยให้ผู้คนผ่านพ้นความอดยากไปได้หลายมื้อ
รั่วซี เมื่อแยกตัวมาแล้ว นางรีบไปดูพี่ชายของนางที่กระโจมหมอ เข้าไปถึงก็เห็นจินตงชุนลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว
“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะ”
เขายิ้มอย่างเขินอาย “ท่านหมอบอกว่าข้ามิได้เป็นอันใด เมื่อครู่เพียงแค่เจ็บที่แผ่นหลังรู้สึกจุกจนขยับตัวไม่ได้เท่านั้น กินยาแก้ช้ำในไปแล้ว ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
รั่วซีถอนใจออกมาอย่างโล่งอก “ดีแล้วเจ้าค่ะ” นางเดินไปหาหมอวัยกลางคนที่เพิ่งพบหน้าเป็นครั้งแรก และกำลังมองประเมินนางอยู่เช่นกัน “ขอบคุณท่านหมอมากเจ้าค่ะ
“เจ้าคือ แม่นางน้อยที่บอกว่าโรคของชาวบ้าน มิใช่โรคระบาดใช่หรือไม่”
“เจ้าคะ? อ้อ...ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้ามีความรู้เรื่องการแพทย์หรือ”
“จะเรียกว่ามีความรู้ก็คงไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าน้อยเพียงรู้เล็กน้อยเท่านั้น”
“อืม...เช่นเรื่องใดบ้าง” เขาลูบเครามองนางอย่างสนใจ
จากที่เขาฟังรองแม่ทัพเสิ่นและหัวหน้ากองมู่ พูดสิ่งที่นางบอกว่า ความรู้ของนางเรียกได้ว่ามีประโยชน์ไม่น้อย เป็นเรื่องที่หมอหลายคนก็รู้ดี เพียงแต่มองข้ามกันไปหมด
“ข้าน้อยทำได้เพียงดูแลอาการบาดเจ็บเล็กน้อยได้เจ้าค่ะ ล้างแผล ทำความสะอาด อาการตัวร้อนที่ไม่มีไข้สูงมากนัก ช่วยชีวิตคนโดยการต่อลมหายใจเจ้าค่ะ” มันคือการปฐมพยาบาลเบื้องต้น นางย่อมต้องผ่านการเรียนรู้มาบ้าง
“หืม...ต่อลมหายใจ ทำเช่นใด” ดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างสนใจ
“จะช่วยได้กับคนที่จมน้ำ หรือไม่ก็หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะหนึ่งเจ้าค่ะ อ้อ...ข้ายังช่วยคนสำลักอาหารได้ด้วยเจ้าค่ะ”
“สวรรค์!!! เจ้าทำให้ข้าดูเร็วเข้า”
“เออ...วิธีของข้าอาจจะไม่น่ามองเท่าใดนัก” นางเกาแก้มแก้เก้อ ด้วยรู้ดีว่า การที่ใช้ปากประกบเพื่อต่อลมหายใจช่วยคน ในยุคนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับ
“น่ามอง น่ามองแน่นอน ข้าอยากจะเห็นด้วยตาตนเอง”
รั่วซีเม้มปากแน่น นางมองไปรอบตัวที่ยังมีผู้ป่วยคนอื่นอยู่ด้วยไม่น้อย พอเหลือบไปเห็นน้องชายตัวน้อยของนางที่ยืนอยู่ข้างจินตงชุน นางก็ดึงตัวเขามาทันที
“เฉิงเออร์ เจ้าขึ้นไปนอนบนเตียง พี่สาวจะให้เจ้าเล่นเป็นคนป่วย”
“ได้ ขอรับ” เขารับคำอย่างว่าง่าย แล้วขึ้นไปนอนบนเตียงคนป่วย
รั่วซีจัดท่านั่งของตนเองให้สบายที่สุด “ท่านหมอดูให้ดีนะเจ้าคะ” นางชี้ให้เขาดูมือของนางที่บีบจมูกจินตงเฉิงเพื่อให้เขาอ้าปากออก “พอคนจมน้ำอ้าปากออกแล้ว หากไม่พบสิ่งใดในปาก ก็ประกบปากเป่าลมเข้าไปได้เลยเจ้าค่ะ” นางโน้มตัวลงไปจะสาธิตให้ดู
แต่หลายคนที่อยู่ภายในกระโจมหมอ ร้องห้ามนางเสียงหลงเสียก่อน “อย่า!!!/ประเดี๋ยวก่อน!!!” รั่วซีปล่อยมือออกแล้วเด้งตัวขึ้นด้วยความตกใจ
จินตงชุนเบิกตากว้างมองน้องสาวที่ใจกล้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ส่วนท่านหมอเองก็ตกใจจนต้องตบหน้าอกของตนเอง
“มีอันใดเจ้าคะ”
“ขะ ข้า ข้าว่าข้ามไปช่วยผู้ป่วยสำลักอาหารก่อนเลย” หมอรีบโบกมือให้รั่วซี
“ได้เจ้าค่ะ” นางอมยิ้มแล้วให้จินตงเฉิงลุกขึ้นมายืนตรงหน้านาง “หากมีคนกินอาหารแล้วอาหารติดคอ ไม่ว่าร่างกายจะใหญ่โตเพียงใด วิธีของข้าใช้ได้เจ้าค่ะ”
รั่วซีไปยืนอยู่ด้านหลังของจินตงเฉิง แล้วกำมือให้ท่านหมอดู วางเอาไว้อยู่เหนือสะดือเล็กน้อยแล้วทำการผลักเข้าออก โดยไม่ใช้แรงกับจินตงเฉิง “แต่หากมีคนป่วยจริง ท่านต้องออกแรงกดตรงนี้ให้มาก ดันเข้าออกหลายๆ หน จนกว่าอาหารที่ติดอยู่ในคอจะหลุดออกมาเจ้าค่ะ”
“ง่ายเพียงนี้เลยหรือ” เขายังไม่อยากเชื่อว่าจะใช้ได้จริง
“แล้วมันต้องยากไปเพื่ออันใดเล่าเจ้าคะ เป็นเพียงเส้นผมบังตาที่ทุกคนมองข้ามไปเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“อืม” ท่านหมอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เจ้ามาเป็นลูกศิษย์ของข้าดีหรือไม่”
“ห๊ะ!!! ท่านหมอ ข้าน้อยรู้ทุกอย่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิอาจเป็นหมอได้เจ้าค่ะ” นางส่ายหน้าระรัว
“สิ่งที่เจ้าพูด มิใช่เพียงรู้เล็กน้อยแล้ว ความสามารถของเจ้านำไปช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากนัก”
