Chapter 2 ฝากดูแล
Chapter 2
ฝากดูแล
หญิงสาวไม่อาจทราบได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เธอย้ายตัวเองจากสนามหญ้าบนสวนของคฤหาสน์รันรวีที่แสนโออ่าและกว้างใหญ่ เข้ามาสู่ห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์หลังโตโดยตอนนี้เธอนั่งอยู่ที่พื้นกำลังเล่นของเล่นอยู่กับคุณหนูซาเนีย
“พี่สาว เหม่ออะไรคะ?” หนูน้อยซาเนียวัยหกขวบเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าพี่เลี้ยงสาวคนใหม่กำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง การทำงานวันแรกของขนมผิงค่อนข้างวุ่นวายเมื่อต้องอยู่กับเด็กสาวจอมซน
“อ๊ะ เอ่อ เปล่าค่ะคุณหนู...”
ขนมผิงเรียกหนูน้อยซาเนียว่าคุณหนูตามป้าแม่บ้านคนอื่นๆ แต่สิ่งที่ตราตรึงใจและทำให้นักศึกษาสาวชั้นปีที่สี่เหม่อลอยได้ถึงเพียงนี้ก็คงจะเป็นใบหน้าหล่อ ๆ ของท่านประธานแห่งบริษัทรันรวี
“หรือว่ากลัวคุณพ่อหนูจะดุ? ไม่ต้องกลัวเลยค่ะ คุณพ่อไม่ดุเลย”
ซาเนียยิ้มยิงฟันเมื่อพูดถึงพ่อของตนเอง ใจดวงน้อยของขนมผิงเต้นระส่ำเมื่อนึกถึงใบหน้าหล่อคมคร้ามนั่น เพียงแค่คิดใจก็สั่น
“พ่อของคุณหนูนี่ดูอายุน้อยกว่าที่คิดนะคะ”
เธอพูดพึมพำแผ่วเบาโดยที่ไม่รู้เลยว่าขายาว ๆ ของใครคนหนึ่งก้าวมาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของเธอ
“กำลังพูดถึงผมอยู่หรือเปล่า?”
ศรัณย์ ชายหนุ่มผิวขาว ดวงตาคมคายพร้อมกับจมูกโด่งเป็นคมสันรับกับกรอบใบหน้า ประธานบริษัทรันรวีเอ็นจีเนียริ่ง บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดทางภาคใต้ที่เขาอาศัยอยู่
“อ๊ะ เอ่อ ม ไม่...เอ่อ ขอโทษค่ะ”
ขนมผิงที่นั่งพับเพียบอยู่กับพื้นเล่นของเล่นอยู่กับคุณหนูซาเนียหันหลังไปพร้อมกับโค้งให้เขาเล็กน้อย ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าพูดถึงเขาอยู่
“เป็นยังไงบ้างซาเนีย พี่เลี้ยงคนใหม่หนูชอบไหม?”
ศรัณย์ไม่สนใจพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นเพียงนักศึกษาคนนี้อีก เขาหันไปสนใจลูกสาวเพียงคนเดียวที่กำลังนั่งเล่นของเล่นพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์
“หนูชอบค่าคุณพ่อ พี่สาวดูไม่เหมือนพี่เลี้ยงคนก่อนที่คุณพ่อหามา”
เขาคลี่ยิ้มแผ่วเบาพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวลูกสาวที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับพี่เลี้ยง
“เดี๋ยวพี่เค้าจะต้องย้ายมาอยู่ที่นี่กับซาเนีย แต่คืนนี้พี่สาวต้องกลับไปเก็บของก่อน”
“เอ๋... หมายความว่าอย่างไรคะ?” เธองุนงง จำได้ว่าไม่ได้มีข้อเสนอนี้อยู่ในข้อตกลงที่คุยกันไว้
“วิทย์มันไม่ได้บอกคุณหรือไงว่าเป็นพี่เลี้ยงซาเนียต้องย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่”
“ไม่ค่ะ...ไม่ได้บอก” ขนมผิงส่ายหน้าเบา ๆ เงยหน้าจ้องมองคนตัวสูงที่ยืนอยู่ด้านหน้าโดยที่เธอนั่งพับเพียบอยู่ เขาช่างดูสูงส่งหากเทียบกับนักศึกษาต่ำต้อยอย่างเธอที่มีฐานะยากจน ขนมผิงลอบกลืนน้ำลายลงคอ พยายามหักห้ามใจอย่าคิดฝันสูงอาจเอื้อมสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
“คุณนักศึกษา คุณต้องเก็บเสื้อผ้ามาอยู่ที่นี่เพื่อดูแลลูกสาวของผม”
ศรัณย์ว่าเสียงเข้ม รู้สึกไม่พอใจที่ลูกน้องทำงานไม่เรียบร้อยต้องให้เขาเข้ามาคอยควบคุม ปกติวิทย์มักไม่พลาดแต่อาจเป็นเพราะงานนี้มันด่วนกระทันหัน ก็พี่เลี้ยงคนก่อนเล่นลาออกไปโดยไม่บอกกล่าว อาจเพราะทนความร้ายของหนูน้อยซาเนียจอมซนไม่ไหว
“คือ...ค่ะ” ขนมผิงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ การฝึกงานตามปกติมักไม่ได้เงินเยอะนัก แต่หน้าที่นี้ที่เธอได้รับมันได้เงินมากกว่าพนักงานประจำในบางภาคส่วนเสียอีก ขนมผิงน้อมรับงานนี้เอาไว้ด้วยใจ หนูน้อยซาเนียก็ใช่ว่าจะดื้อจนเอาไม่อยู่
เวลาต่อมา
ความเกร็งครอบงำเมื่อตอนนี้เธอนั่งอยู่บนรถสองต่อสองกับคุณพ่อลูกติดที่คาดว่าฮอตที่สุดในเวลานี้ เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่อายุยังน้อย ทั้งใหม่ ไฟแรง บริหารงานอย่างดี ดีลโครงการใหญ่ ๆ ได้ เป็นที่นับหน้าถือตา ชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วในแง่ความเก่งกาจ
ต่างจากเธอ...ขนมผิง นักศึกษาชั้นปีที่สี่คณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ของจังหวัด ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นจะเชิดหน้าชูตาได้
“ซาเนียอาจจะเป็นเด็กดื้ออยู่บ้าง แต่ถ้าคุณเลี้ยงเธอด้วยใจผมรับรองว่าซาเนียจะเป็นเด็กที่น่ารักมาก”
“ค่ะ คุณหนูไม่ใช่เด็กดื้ออะไรหรอก เธอน่ารักดีค่ะ”
ศรัณย์เมื่อได้ยินแบบนั้นก็คลี่ยิ้มขึ้นบาง ๆ ขณะกำลังขับรถพาเธอไปเก็บของที่หอพักในระแวกนักศึกษา ตามจริงหน้าที่นี้ไม่ใช่ของเขา หากแต่เมื่อเห็นดวงหน้าจิ้มลิ้มกับผมสีน้ำตาลแล้วนั้น ราวกับมีบางอย่างดึงดูดทำให้เขาไม่อาจผละตัวออกไปได้ จำใจรับหน้าที่อาสาพาเธอมาเก็บของด้วยตนเอง ทั้งที่ความจริงจะใช้คนรถหรือเรียกวิทย์ผู้เป็นเลขามาก็ย่อมได้
“ซอยด้านหน้า เลี้ยวซ้ายค่ะ”
รถยุโรปคันหรูสีดำขลับเลี้ยวเข้ามาตามทางที่นักศึกษาสาวฝึกงานบอก ให้วิทย์หาคนให้กระทันหันคงยังไม่ทันได้เปิดรับสมัครแล้วเจอเด็กคนนี้มาฝึกงานพอดี จึงแจ้งกับเขาว่าได้เด็กฝึกงานมาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ก็ทำเอาศรัณย์หนักใจในตอนแรกกลัวว่านักศึกษาจะติดเล่นและยังเป็นวัยรุ่นไม่สามารถดูแลน้องซาเนียได้อย่างเต็มที่ แต่พอมาเจอหน้าเธอแล้วกลับรู้สึกว่าเด็กคนนี้คงดูแลลูกสาวเขาได้เป็นอย่างดี
เมื่อเห็นหอพักเก่า ๆ โทรม ๆ ขนาดสี่ชั้น สภาพความปลอดภัยดูท่าจะเป็นศูนย์ เขาขมวดคิ้วมุ่นจนแทบจะผูกโบว์ได้
“นี่หอนักศึกษาเหรอ? นึกว่าบ้านผีสิง”
หันไปพูดกับเธอ ริ้วแดงขึ้นบนใบหน้าของขนมผิงทันตาเห็น ไม่เคยรู้สึกอับอายขายขี้หน้าขนาดนี้มาก่อน ฐานะทางบ้านเธอยากจน ขนมผิงส่งตัวเองเรียน ทั้งบางทียังส่งเงินให้กับน้องชายอีก การจะให้อยู่หอดีหรูหราเป็นเรื่องยาก
“หอพักนี่แหละค่ะ ไม่ใช่บ้านผีสงผีสิงอะไรหรอก”
เธอตอบด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด หากไม่ติดว่าเป็นเจ้านายและอายุเยอะกว่าหญิงสาวคงออกปากด่าไปแล้ว กล้าดีอย่างไรมาว่าที่ซุกหัวนอนของเธอ
“ให้ผมเข้าไปช่วยไหมคุณนักศึกษา?”
“ไม่เป็นไรค่ะ เกรงว่าท่านประธานจากบริษัทรันรวีที่แสนใหญ่โตจะรังเกียจสถานที่หลับนอนของดิฉัน”
อากัปกิริยาบอกชัดว่าเด็กสาวกำลังเกิดอาการที่เรียกว่าประชดประชัน หากแต่เพียงไม่นานก็กลับมาสำรวมตัวเพราะรู้ตัวดีว่าตนเองนั้นอยู่ในสถานะลูกน้อง ไม่ใช่เพื่อนเล่นที่จะลูบหัวกันได้
“ขอตัวก่อนนะคะท่านประธาน ไม่เกินสามสิบนาทีจะรีบลงมาค่ะ”
เขามองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินขึ้นไปบนหอพร้อมกับคิ้วที่กระตุกเล็กน้อย บางทีชักงงว่าใครเป็นเจ้านาย ใครเป็นลูกน้อง ท่าทีเง้างอนนั้นมันคืออะไรกัน นี่เขาต้องง้อเหรอ?
นานเท่าไหร่กันแล้วนะที่ศรัณย์ไม่ได้คลุกคลีกับหญิงใด ซาเนียเป็นลูกติดที่เขาพลาดพลั้งกับแฟนสาวตอนเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ต่างประเทศ มีลูกตั้งแต่อายุราว ๆ ยี่สิบถึงยี่สิบเอ็ดปี แต่พออยู่ด้วยกันไปกลับเข้ากันไม่ได้เขาจึงเลิกกับแฟนและพาซาเนียกลับประเทศไทยมาเลี้ยงดูอยู่ที่นี่ เดชาบุญขอบคุณครอบครัวที่ไม่คิดซ้ำเติมหรือผลักไสหลานสาวหน้าฝรั่งให้กลับไปอยู่กับแม่ที่ต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้ราว ๆ หนึ่งปีเขามีโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนสมัยมัธยมและรู้สึกตกหลุมรักอยากจะดูแล เธอคนนั้นชื่อนาริน แต่ปัจจุบันเพื่อนสาวก็แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว
สถานะหัวใจของศรัณย์ว่างและโสดสนิท ไม่คิดมอบตำแหน่งเก้าอี้นายหญิงแห่งรันรวีให้สาวคนไหน ทั้งที่ผู้หญิงตามติดจอแจ แต่ก็ยังไม่คิดเริ่มต้นใหม่กับใคร
พอเห็นหน้าของขนมผิง นักศึกษาสาวฝึกงานคนนี้แล้ว...เขาอดคิดถึงช่วงที่คบกับแฟนตอนเรียนมหาลัยมหาวิทยาลัยไม่ได้จริงๆ แม่ของหนูน้อยซาเนีย...
นั่งรอได้ไม่เกินสามสิบนาที หญิงสาวก็ลงมาพร้อมกับกระเป๋าเป้สีชมพูใส่เสื้อผ้า และหมอนผ้าห่มลายเป็ดน้อยสีชมพู ศรัณย์เห็นแล้วอดแค่นขำขึ้นมาไม่ได้
“หัวเราะอะไรคะคุณศรัณย์?”
แทบจะเป็นครั้งแรกที่เธอเรียกชื่อเขา รู้ดีว่าเขานั้นชื่อเสียงเรียงนามคืออะไร แต่เพิ่งเคยเห็นใบหน้าจริง ๆ ก็วันนี้...หล่อเหลาสมคำร่ำรือ แถมอายุยังดูน้อยอีก จากประวัติคร่าว ๆ ที่อ่านมา คุณศรัณย์ รันรวี ตอนนี้อายุได้ยี่สิบเจ็ดปีแล้ว
“เปล่า ก็แค่... ไม่คิดว่าคุณจะเอาหมอนไปด้วย”
เขาจ้องพร้อมกับยิ้มเบา ๆ ขนมผิงใบหน้าขึ้นริ้วแดงด้วยความอาย เจ้าหมอนผ้าห่มเป็ดเน่าตัวนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปเข้าค่ายกับมหาวิทยาลัยหรือไปไหนเธอมักพกไปเสมอ
“ไม่เห็นแปลกนี่คะ ออกไปนอนนอกสถานที่จะพกผ้าห่มส่วนตัวไปก็ไม่เห็นผิดอะไร”
“หึ งั้นหรอกเหรอ” เขาทำท่าเลิกคิ้วเหมือนจะล้อเลียนแต่ขนมผิงนั่งนิ่งไม่ตอบโต้ กลัวว่าจะเผลอปากพล่อยว่าผู้เป็นเจ้านาย ยังไม่อยากมีปัญหาในตอนนี้ การฝึกงานของเธอจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี บางทีถ้าทำตำแหน่งพี่เลี้ยงเด็กได้ดีหลังเรียนจบเธออาจจะได้ทำงานในบริษัทนี้ก็ได้ บริษัทใหญ่ใครก็อยากเข้าทำงานทั้งนั้น
ศรัณย์เหลือบมองหญิงสาวที่นั่งหน้านิ่งขณะที่เขากำลังออกรถเพื่อขับกลับไปยังคฤหาสน์ ตอนนี้ก็เริ่มจะค่ำแล้ว แม่บ้านคงพาซาเนียเข้าไปทำการบ้านของที่เรียนพิเศษ ช่วงนี้ลูกสาวของเขากำลังอยู่ในช่วงปิดเทอมจึงต้องการพี่เลี้ยงโดยด่วนที่สุด
“เหนื่อยหน่อยนะเลี้ยงลูกสาวผม ซาเนียปิดเทอมประมาณสองเดือน”
“ค่ะ ไม่เป็นปัญหาฉันจะดูแลให้ดีที่สุด”
ขนมผิงรับปากทั้งที่ยังคงนั่งกอดหมอนผ้าห่มเป็ดเน่าสีชมพูเอาไว้แน่น เขามองแล้วลอบยิ้มมุมปาก ดวงตาคมคายแสนเสน่หาดูมีเลศนัยอยู่ตลอดเวลา
“มาทำงานที่บ้านผมแถมต้องมาค้างตั้งหกเดือน แบบนี้แฟนไม่คิดถึงแย่เหรอ?”
ศรัณย์หยอกถาม ขนมผิงเอียงคอทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย
“ฉันไม่มีแฟนหรอกค่ะ” ในหัวของขนมผิงไม่มีเรื่องนั้นอยู่เลย เธอทั้งต้องทำงานพาร์ทไทม์และเรียนไปด้วย บางทีก็ต้องส่งเงินให้ที่บ้านและน้องชาย ไม่ได้มีเวลาคิดถึงเรื่องของตัวเองนักหรอก
“โสดสนิท?”
เขาถามย้ำ
“ค่ะ ฉันไม่เคยมีแฟนและไม่คิดที่จะมีด้วย”
ขนมผิงทำสีหน้าจริงจังย้ำกลับไปเพื่อให้เจ้านายเชื่อมั่น เขาอมยิ้มกลั้วขำเล็กน้อยในขณะที่มือยังคงจับพวงมาลัยขับรถมั่น
“ก็ดี ระหว่างที่เลี้ยงซาเนียผมไม่อยากให้คุณมีแฟน กลัวจะดูแลลูกสาวผมไม่เต็มที่”
“ค่ะ ท่านประธานไว้ใจฉันได้เลย...ไม่มีปัญหาเรื่องทะเลาะกับแฟนแล้วเอามาลงกับงานแน่นอน จะดูแลคุณหนูให้ดีที่สุดค่ะ”
“อือฮึ...ฝากดูแลลูกผมทีนะคุณนักศึกษา”
