ตอนที่ 5 บ่วงอารมณ์
"เป็นเช่นไรฮูหยิน เสี่ยวฟาง" เมื่อทั้งสองนางก้าวออกมาจากห้องพร้อมกันหลิวตงฟางก็รีบเข้าไปถามเอาคำตอบอย่างร้อนรน ฮ่าวอี้เองก็เช่นกัน
"เอ่อ "
"เอ่อ อะไรกันเล่า รีบพูดมาฮูหยิน"
"เสี่ยวฟางของเรานางยังบริสุทธิ์เจ้าค่ะ"
"โธ่! หึ จริงรึ เสี่ยวฟางน้อยของพ่อ"
หลิวตงฟางดีใจจนเผลอกอดบุตรสาวไว้ ด้านเสี่ยวฟางนั้นตัวกลับแข็งทื่อใช่ว่าโตมาจนอายุได้ 18 ปี ท่านพ่อเคยกอดนางบ่อยเช่นตอนเป็นเด็กไม่ ครั้นโดนสวมกอดแบบไม่ตั้งตัวจึงได้แต่ยื่นตัวแข็งทื่อ ตาโตอย่างตกใจ
ฮ่าวอี้พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดีแล้ว ดีจริง ๆ ที่เสี่ยวฟางนางยังมิได้ถูกคุณชายฟู่ล่วงเกิน ดีจริง ๆ ความดีใจเก็บงำไว้ในใจไม่มิดจนต้องเผยยิ้มออกมา ทำให้เจิ้งซินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับละเมอเพ้อพกกับรอยยิ้มหวานของ คุณชายฮ่าวอี้
"เช่นนั้นเสี่ยวฟางออกไปเที่ยวเล่นตลาดให้เบิกบานเสียหน่อยดีรึไม่" ฮ่าวอี้เอ่ยชวนได้ยินว่าโดนสั่งกักบริเวณคงจะอุดอู้อยู่ไม่น้อย จึงอยากพานางออกไปเที่ยวชมเมืองเรียกความสำราญใจเสียหน่อย
"แต่ท่านพ่อยังสั่งกักบริเวณข้าอยู่เลยเจ้าค่ะ"
"ไม่ ไม่ ไม่กัก ๆ พาเสี่ยวฟางไปเที่ยวเสียหน่อยเถอะนะฮ่าวอี้ พานางออกไปสูดอากาศเสียหน่อยนะ ไป ๆ ประเดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน"
หลิวตงหยางเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี เสี่ยวฟางน้อยของเขายังงดงามไม่ บุบสลาย ฮึ! แล้วใครมันก่อเรื่องนี้ขึ้นมากันแน่ ผู้ใดจงใจให้บุตรสาวตนเสียชื่อกัน
"เย้ เช่นนั้นข้าไปเปลี่ยนอาภรณ์เสียหน่อย พี่ฮ่าวอี้รอข้าสักประเดี๋ยวนะเจ้าคะ"
ไม่นานเสี่ยวฟางก็ก้าวออกจากห้องด้วยอาภรณ์สีชมพูสวยงาม ร่างอวบยามเมื่อแต่งแต้มใบหน้าและสวมอาภรณ์สีสดช่างดูน่ามองยิ่งนักราวดอกท้อบานประหนึ่งอย่างนั้น รอยยิ้มหวานถูกส่งให้พี่ชายคนสนิท ก่อนจะก้าวเท้าออกไปด้วยกันโดยฮ่าวอี้ไม่ลืมที่จะเอื้อมมือให้หญิงสาวได้จับยามขึ้นนั่งบนรถม้าคันงาม
"พี่ฮ่าวอี้ วันนี้เราไปเที่ยวที่ไหนดีรึเจ้าคะ"
เสี่ยวฟางมองใบหน้าพี่ชายที่นางเคารพรักเอ่ยถามเสียงใสอย่าง เบิกบาน ก็มีแต่พี่ฮ่าวอี้ที่ดีต่อนาง
"นายท่าน น่าเสียดายนะเจ้าคะ เด็กทั้งสองคนดูไปดูมาช่างเหมาะสมกันจริง ๆ" ว่านเจียอีเอ่ยขึ้นกับสามีอย่างนึกเสียดายคุณชายตระกูลบัณฑิตอย่างคุณชายมู่
"ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ฮ่าวอี้มีคู่หมั้นแล้วเจ้าอย่าได้คิดไปอีกเลย หากคู่กันแล้วก็คงไม่แคล้วกันหรอกน่า"
ไม่นานรถม้าคันหรูก็จอดลงที่หน้าตลาด ที่บัดนี้เริ่มประดับประดาตกแต่งร้านอย่างงดงามเตรียมต้อนรับฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง
เป็นที่เลี่ยงลือกันไปถึงต่างแคว้นว่ายามเมื่อฤดูร้อนมาเยือนเจียงซี สตรีงดงามผลิบานราวดอกไม้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อถึงคราหน้าร้อนบรรดาสาว ๆ ก็จะพากันสวมอาภรณ์บางเบา อวดรูปโฉมแข่งกันด้วยชุดสีสันฉูดฉาดเพื่อดึงดูดใจเหล่าชายหนุ่ม ทำให้หน้าร้อนของทุกปีมีบรรดาเหล่าบุรุษต่างแคว้นเดินทางมาพำนักที่เจียงซีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี
"ปีนี้การค้าคงคักคักน่าดูเลยสิพี่ฮ่าวอี้ โรงเตี๊ยมน้อยใหญ่ต่างทยอยปิดป้ายประกาศว่าเต็มแล้วกันทั้งนั้นเลย ท่านดูสิ"
เสี่ยวฟางเลิกผ้าชี้ชวนฮ่าวอี้ให้มองสองข้างทางที่รถม้าวิ่งผ่าน เป็นเช่นนี้อาภรณ์ฤดูร้อนปีนี้เห็นทีคงต้องให้ท่านพ่อเร่งวางขายเสียแล้ว ประเดี๋ยวช้าไปเห็นจะต้องเเข่งกับร้านตะกูลฟู่เป็นแน่ ตระกูลฟู่เป็นตระกูลใหญ่แถมฮูหยินใหญ่ของตระกูลยังเป็นถึงหลานของไทเฮา ทำให้เชื้อพระวงศ์นิยมชมชอบซื้ออาภรณ์จากตระกูลฟู่ ทำให้เหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่เลือกนิยมซื้อตามไปด้วย แม้แต่หญิงสาวชาวบ้านยังทำงานเก็บเงินทั้งปีเพื่อซื้อชุดเพียงชุดเดียวจากร้านตระกูลฟู่ แต่เป้าหมายสูงสุดของบรรดาสาวงามเกรงว่าคงไม่พ้นคุณชายรูปงามของตระกูลเสียกระมัง
คิดมาถึงตรงนี้พลางใบหน้าร้ายกาจของบุรุษรูปงามที่ล่วงเกินนางพลันกระจ่างขึ้นในความคิด เสี่ยวฟางนึกรังเกียจเขายิ่งนัก หลังจากได้พูดคุยแนบชิดในเช้าวันนั้นที่เตียงของเขา ก็เปลี่ยนจากชื่นชมในความหล่อเหลาเป็นเกลียดขี้หน้าในทันที 'ฟู่หลางเทียน' คนถ่อย นึกแล้วก็อยากตบใบหน้าหล่อ ๆ สักครั้งให้หายเจ็บใจยิ่งนัก ฮึ!
"เสี่ยวฟาง เสี่ยวฟาง! "
"ฮ่ะ ฮ่ะ เจ้าคะ"
"ถึงแล้วล่ะ มาสิ"
เสี่ยวฟางที่จมอยู่กับความคิดพลันได้สติเมื่อเสียงฮ่าวอี้ร้องบอกเมื่อถึงโรงเตี๊ยมชื่อดังที่ฮ่าวอี้ตั้งใจพามากินของอร่อย
คุณชายรูปงามที่เป็นที่รู้จักของคนทั้งเมือง ก้าวเดินเคียงข้างมากับสาวเจ้าเนื้อซึ่งมิใช่คู่หมายตน จึงเรียกความสนใจจากบรรดาลูกค้าในโรงเตี๊ยมให้หันมามองอย่างสนอกสนใจจนเกิดเสียงกระซิบกระซาบให้ได้ยินแว่วมาตลอดการก้าวเดินของทั้งสอง ไม่เว้นแม้แต่ห้องรับรองพิเศษที่หลางเทียนได้จองไว้เพื่อนัดสตรีที่ตนคบหาอยู่ด้วยมาพลอดรักกัน ถึงกับเลือดขึ้นหน้าเมื่อเห็นทั้งสองมาด้วยกัน
"หึ ช่างเป็นสตรีที่ทำตัวน่ารังเกียจยิ่งนัก"
"พี่หลางเทียน ว่าเช่นไรนะเจ้าคะ"
"อะเอ่อ เปล่า ๆ พอดีข้าเจอสหายที่ไม่ได้พบกันเสียนาน ประเดี๋ยวข้าขอตัวไปทักทายซักหน่อยดีกว่า เจ้าอยู่คนเดียวได้รึไม่ ไม่นานเดี๋ยวข้ากลับมา"
ฟ่านหลี่หลินแม้จะขัดใจอยู่ไม่น้อยที่ถูกขัดจังหวะพลอดรักของตน แต่ก็มิอาจจะแสดงอาการเผยออกมาให้ชายหนุ่มได้รู้ได้ จึงได้แต่ยิ้มรับและแสร้งเอ่ยอย่างใจกว้าง
"พี่หลางเทียนไปทักทายเขาเสียหน่อยเถิดเจ้าคะ ข้าอยู่ได้"
"เจ้าช่างเข้าใจข้าเสียจริง ไว้ข้าจะรีบกลับมานะเด็กดี" ปากบางก้มลงจุมพิตที่ผมสลวยก่อนจะก้าวอาด ๆ หันหลังเดินออกไปนอกห้อง สอดสายตาส่องหาบุรุษและสตรีที่ตนหมายจะเข้าไปเล่นงานด้วยใบหน้าแดงก่ำ ตามแรงอารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้นในอกแกร่ง
