ตอนที่ 3 เป็นผู้ใดเล่นแง่กับข้า
[จวนตระกูลหลิว]
"คุณหนู คุณหนู เฮ้อ ขอบคุณสวรรค์ เมื่อคืนคนที่จวนตระกูลฟู่บอกว่า รถม้ามาส่งคุณหนูที่เรือนแล้ว เจิ้งซิน ๆ เลยกลับมาที่เรือนก่อนมิได้ตามหาคุณหนูให้ดี เจิ้งซินหูเบาคุณหนูโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ"
"สาวใช้เช่นเจ้า ฮึย ช่างดูแลนายไม่ได้เรื่องเสียจริง เจ้ารู้รึไม่หึ ว่าเกิดเรื่องอัปยศอันใดขึ้นกับคุณหนูของเจ้า ฮึ! รู้รึไม่ ต่อไปข้าจะไว้ใจเจ้าให้ดูแลลูกข้าได้เยี่ยงไรกัน หึ"
นายท่านหลิวชี้นิ้วสั่น ๆ ไปยังสาวใช้ข้างกายบุตรสาว พลันแข้งขาอ่อนแรงทรุดลงบนเก้าอี้กลางเรือน เมื่อบุตรสาวเริ่มส่งเสียงร้องไห้ออกมา เกิดมาไม่เคยโกรธผู้ใดได้ถึงเพียงนี้มาก่อน บัดนี้ยอดดวงใจบุตรสาวหนึ่งเดียวของตนโดนลูกหลานตระกูลฟู่ซึ่งเป็นสหายที่คบค้ากันมานานรังแกตนไม่รู้จะทำเช่นไร คิดอะไรยังไม่ออกจึงได้กลับมาตั้งหลักที่จวนก่อน รอถามไถ่บุตรสาวให้ได้ความค่อยว่ากันอีกที
"นายท่าน ฮูหยิน ฮึก ฮึก คุณหนู บ่าวผิดไปแล้ว"
เจิ้งซินเมื่อเห็นคุณหนูตนทรุดตัวคุกเข่าลงที่พื้นก็เดาได้ไม่ยากว่าเกิดอันใด
ขึ้นกับนาง ไม่รอช้าคลานเข้าไปกอดผู้เป็นนายทันที บัดนี้ทั้งนายทั้งบ่าวกอดกันร้องไห้ปานจะขาดใจ
"ฮึก คุณหนู"
ยามนี้ดวงตามองไปยังบุตรสาวที่มาถึงก็ทรุดตัวคุกเข่าร่ำไห้สะอึกสะอื้น เขาผู้เป็นบิดาเสียใจยิ่งนักบางทีการปล่อยให้นางอิสระเกินไปจึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นกระมัง พลันน้ำรื้นดวงตาแดงก่ำสะท้อนในอกยามเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้เจียนจะขาดใจของบุตรสาว
"ฮึก ฮึก ฮือ ฮึก ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกผิดไปแล้ว ลูก ฮึก ประพฤติตนไม่ดี จริยวัตรที่ควรมีบัดนี้แปดเปื้อนทำตระกูลขายหน้าเป็นที่อับอาย ละ ลูก ฮึก ฮึก "
ร่างอวบคุกเข่าก้มหน้าอยู่ที่พื้นเย็น ๆ ของจวนหลังใหญ่ ร่างสะท้อนขึ้นลงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นจวนจะขาดใจ ลุขอโทษบิดามารดาอย่างสำนึกผิด หลิวฟางอี้แม้นจะร่างการไม่ได้อรชรอ้อนแอ่นเยี่ยงนิยามความงามสตรีเจียงซี แต่เช่นไรเล่านางหาสนใจไม่ คนจะดี คนจะงามล้วนงดงามมาจากภายใน ตามที่บิดามารดาเฝ้าสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก บิดาตนเฝ้าชมว่างดงามที่สุดแล้วยามที่นางไปสำนักศึกษาแล้วโดนเหล่าคุณชายและคุณหนูทั้งวัยเดียวกันและพวกศิษย์พี่แกล้งกลับมา ถึงกับครานั้นที่ตนคิดอดข้าวทานเพียงผักเพื่อลดความอ้วนเพื่อให้ทันงานเลี้ยงดอกท้อที่จะมาถึงด้วยอยากให้ชายที่ตนมีใจให้ตั้งแต่เด็กหันมาสนใจ เมื่อบิดาได้รู้ก็เอ็ดนางเสียยกใหญ่ ถึงกับเอ่ยว่าไม่ได้แต่งงานแล้วเช่นไร ไร้สามีแล้วเช่นไร บิดาที่ทำงานมาตลอดชีวิตใยจะไม่มีปัญญาเลี้ยงบุตรเพียงคนเดียวของท่านกัน ครานั้นนางต้อง้อบิดาอยู่เสียหลายวันเชียว ฮูหยินว่านทรุดตัวลงกอดบุตรร่ำร้องสะอึกสะอื้นแทบขาดใจ นางเฝ้าฟูมฟักของนางมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แม้นเติบใหญ่ขึ้นยามเมื่อบุตรสาวร้องไห้กลับมาที่จวนยามโดนล้อเลียนจากเหล่าบรรดาสหายร่วมสำนักศึกษา หาว่าหญิงอ้วน หญิงอัปลักษณ์บ้างล่ะ ความทุกข์ใจของนาง หัวอกมารดาอย่างนางล้วนรับรู้และเจ็บปวดไปด้วย แต่เรื่องคราวนี้ล้วนรับไม่ไหวยามเมื่อได้ยินเสียงร่ำร้องไห้แทบขาดใจของบุตรสาว จนลมโหวงในอกในที่สุดก็ค่อย ๆ อ่อนแรงทรุดตัวลง
"ฮูหยิน นายท่าน ฮูหยินเป็นลมเจ้าค่ะ"
"ท่านแม่ ฮึก ฮึก"
"เร็ว มาพยุงฮูหยินเร็วเข้า"
"ฮูหยิน ฮูหยิน"
"เจิ้งซิน เจ้าพาคุณหนูของเจ้าไปพักก่อน ให้นาง ได้ทบทวนตนเอง ไว้ข้าดู ฮูหยินเสร็จจะเข้าไปหานางอีกที"
"ท่านพ่อ แต่ข้าเป็นห่วงท่านแม่ ข้าจะไปดูท่านแม่ ฮึก เจ้าค่ะ"
"เจิ้งซิน พาเสี่ยวฟางไปพักผ่อนเถิด"
"เจ้าค่ะนายท่าน"
"เจิ้งซิน ฮึก ฮือ" ฟางอี้เอ่ยเรียกสาวใช้สะอึกสะอื้น เป็นห่วงมารดาเลี้ยงที่เป็นลมล้มพับไป อีกทั้งยังเสียใจที่ทำให้บิดาและตระกูลต้องอับอายขายหน้า
"คุณหนูเจ้าขา ล้างหน้าล้างตาเสียหน่อยนะเจ้าคะ" เจิ้งซินหลังพาคุณหนูของนางเข้ามาพักในห้อง นางก็เอาแต่เหม่อ ไม่พูดไม่จา มีเพียงแรงสะอื้นน้อย ๆ ให้ได้เห็น
"เจิ้งซิน เจ้าว่าเรื่องเมื่อคืนเป็นข้าที่เมามายจนไร้สติจนยั่วยวนท่านชายฟู่จริงรึ" หลิวฟางอี้ พูดเอ่ยถามอย่างเหม่อลอย
"หาได้เมามายขนาดนั้นไม่คุณหนู หากคุณหนูเมามายจริง บุรุษเช่นคุณชายฟู่ที่ขึ้นชื่อเรื่องสตรีมีรึจะปล่อยให้คุณหนูล่อลวงได้ เว้นแต่.. เอ่อ" เจิ้งซินก้มหน้าอึกอักไม่กล้าเอ่ย
"เอ่อ เว้นแต่ถูกคุณหนูวางยาเจ้าค่ะ" เจิ้งซินหลับตาตอบออกไป ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองนายสาวที่บัดนี้หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
"ฮึ ฮึ ฮึ ฮึก ข้าเนี่ยนะจะวางยาคุณชายฟู่ ต่อให้รักมากเพียงใดก็คงไม่อาจหาญถึงขนาดวางยาบุรุษได้หรอก"
"รึว่า!!" ทั้งสองอุทานออกมาพร้อมกัน
"ไม่ถูกต้องสิ เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล คุณหนูเจ็บอะเอ่อส่วนใดรึไม่เจ้าคะ"
เจิ้งซินเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามอย่างเขินอาย ส่วนผู้ถูกถามบัดนี้ใบหน้าแดงก่ำ ตะกุกตะกักตอบสาวใช้ข้างกายอย่างเขินอายเช่นกัน
"เอ่อ ไม่ ข้าว่าไม่นะ ก็ปกติดี เพียงแต่ยังมีมึนหัวอยู่เล็กน้อย"
"แต่เอ่อ.." เจิ้งซินชี้ไปที่ลำคอและเนินอกของผู้เป็นนาย ที่บัดนี้มีรอยแรงปรากฏบนเนื้อเนียนให้ได้เห็น
เสี่ยวฟางมองตามที่สาวใช้ตัวน้อยชี้บอกก็รีบพุ่งตรงไปที่กระจก ก่อนจะส่องซ้าย ขวา ก็เห็นรอยแรงที่ข้างลำคอ เลยลงมามีอีกรอยที่เนินอก
"อึก!" เสียงกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงคอ พยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่งานเลี้ยงเมื่อคืน แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ภาพสุดท้ายที่จำได้คือตนชนจอกสุราอยู่กับฟู่ฮวาซินก่อนภาพจะดับมืดไป เหตุการณ์นับจากนั้นก็จำไม่ได้แล้ว แต่หากว่านางไม่ได้โดนคุณชายฟู่เด็ดบุปผา แล้วรอยพวกนี้ นิ้วแตะลงที่รอยแดงอย่างเผลอคิด
"ไม่ใช่ ๆ ไม่จริงๆ" เสี่ยวฟางส่ายหัวไปมากับความคิดยามเมื่อนึกไปถึงใบหน้าที่หล่อร้ายของคุณชายผู้หยิ่งทระนงตนแต่กับตนโน้มลงมาที่คอระหง
"ข้าเคยอ่านเจอในตำราชุนกงว่าหากถูกเด็ดบุปผา คราแรกตรงนั้นจะช้ำ เจ็บแทบปริแตก ยามย่างเดินล้วนลำบาก ตะแต่ นี่ ข้า เจ้าดูสิ เจิ้งซิน ข้าเดินเหินสบายมากไปเช่นไร กลับก็เดินเช่นนั้น"
เจิ้งชินมองนายสาวที่เดินกอดอกบ้าง เปลี่ยนเป็นเอาเล็บมากัดบ้างอย่างใช้ความคิด จนบัดนี้รู้สึกเริ่มเวียนหัวน้อยๆเสียแล้ว
"คุณหนูท่านหยุดเดินเถอะ เจิ้งชิน เวียนหัวไปหมดแล้วเจ้าค่ะ"
"ไม่ถูกต้อง เรื่องนี้ต้องมีคนเล่นแง่กับข้าเป็นแน่ จิ๊! แล้วจะทำเพื่อสิ่งใดกัน"
"นั่นสิเจ้าคะ"
คิ้วยังคงขมวด เดินวนไปมาอย่างใช้ความคิดที่คิดเช่นไรก็คิดไม่ออก ศัตรูหรอก็เยอะเชียว บุรุษและสตรีวัยเดียวกันต่างก็ไม่ชอบนางกันซักเท่าไหร่นัก เป็นผู้ใดกัน
"ช่างเถอะ ไม่คิดแล้ว ปวดหัวชะมัด" หลิวฟางอี้ได้แต่จิ๊ปาก ขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย เมื่อคิดได้แล้วดวงตาที่บอบช้ำเสียใจเมื่อครู่พลันหายไป หลงเหลือไว้เพียงแววตาสงสัยใคร่รู้ ใยข้าคิดไม่ได้แต่แรก โธ่เอ๊ย!
"เจิ้งชิน เตรียมน้ำเถิด ข้าจัดแช่ตัวซักหน่อย"
เจิ้งชินเมื่อเห็นคุณหนูตนสีหน้าดีขึ้น ไร้ความโศกเศร้าเสียใจก็โล่งใจรีบกุลีกุจอไปเตรียมน้ำใส่ถังไม้ให้นางแช่ด้วยความดีใจ
