บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 แรงบันดาลใจ

หลังจากยกน้ำชาในเช้าของวันนี้ฉือหวั่นโหรวก็ไม่พบหน้าสามีของตนอีก ดูเหมือนโหวน้อยคนนี้ชอบทำตัวประหนึ่งเทพมังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง หรือไม่เขาก็คงรังเกียจนางมากแม้กระทั่งใบหน้าก็ไม่อยากมอง

เขาไม่ยอมโผล่มาก็ช่างเถิด นางจะได้ครองที่นอนให้สบายใจแต่เพียงผู้เดียว ฉือหวั่นโหรวนอนตีขาพลิกร่างไปมา จากนั้นย้ายสายตาไปยังเจ้าเป่าเปาที่กำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางอ่างขนาดใหญ่

“เป่าเปา เจ้าว่าข้าควรเรียกเจ้าว่าสามีหรือเขาเป็นสามีกันดีล่ะ”

เจ้าปลาตัวน้อยไม่ได้ตอบนาง มันเอาแต่สะบัดหางด้วยความเพลิดเพลิน

ร่างระหงหยัดกายลงจากที่นอน มือเรียวหยิบอาหารปลาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา จากนั้นค่อย ๆ โปรยลงไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“มีเจ้าอยู่ก็ดีเหมือนกันนะ ข้าจะได้ไม่เหงา บางทีอยู่กับเจ้าก็ดีกว่าตาโหวน้อยงี่เง่าหน้าน้ำแข็ง เขาทำราวกับข้าเคยไปนั่งอึอยู่บนหัวตัวเองอย่างนั้นแหละ ในเมื่อเขารังเกียจที่จะร่วมห้องกับข้า เช่นนั้นก็เชิญนอนข้างนอกให้หนาวตายไปซะ”

ฮัด…ชิ้ว…

“ท่านโหวน้อย เข้ายามซวี [1] แล้วนะขอรับ หากท่านยังนั่งตรงนี้เกรงว่าน้ำค้างลงหนักจะเป็นหวัดเข้าจริง ๆ”

โจวซานบ่นกระปอดกระแปดส่วนมือก็รีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมให้เจ้านาย

ร่างกายของเฟิงไป๋หลางอ่อนแอไม่อาจต้องไอเย็น วันก่อนเขานอนในห้องหนังสือทั้งคืนเพียงเพื่อต้องการหลบหน้าฮูหยินที่เพิ่งแต่งเข้ามา เกรงว่าที่แสร้งเจ็บป่วยจะกลายเป็นว่าป่วยเข้าจริง ๆ

“อย่างนั้นก็ไปห้องหนังสือ”

“แต่ห้องหนังสือช่วงกลางดึกจะเย็นลงมาก อีกอย่างท่านไม่เป็นห่วงเป่าเปาหรือขอรับ หากท่านไม่กลับไปทวงเกรงว่าฮูหยินน้อยคงได้คิดว่ามันเป็นสามีเข้าจริง ๆ”

แค่ก แค่ก

เฟิงไป๋หลางสำลักน้ำลายจนหน้าแดงก่ำ เพียงนึกถึงคำพูดสองแง่สองง่ามของสตรีไร้ยางอายผู้นั้นก็ทำเอาเขาแทบไม่อยากเข้าใกล้นางอีกเลย

สตรีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไร้ยางอายมีสิทธิ์อะไรมายึดครองของของเขา แม้แต่ห้องนอนก็กลายเป็นว่าเขายกให้นางโดยไม่รู้ตัว

“เช่นนั้นก็กลับห้อง”

“ขอรับ”

ไม่เจอวันนี้ก็ต้องพบวันหน้า มิสู้เขารีบไปพบนางและจัดสรรการอยู่ร่วมกันให้ชัดเจนเลยดีกว่า หากไม่เพราะเขาเห็นแก่หน้ามารดามีหรือเฟิงไป๋หลางจะตอบรับการแต่งงานในครั้งนี้

“นี่เป่าเปา นายของเจ้านอกจากขาพิการแล้วตรงนั้นเขายังใช้การได้หรือไม่”

เสียงเล็กแว่วทะลุผนังกั้นห้อง รถเข็นที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้หยุดชะงักลงทันควัน

“ท่านโหวน้อย…”

“ชู่ว…” ปลายนิ้วชี้ยกขึ้นจรดริมฝีปาก

โจวซานเงียบเสียงลงเดี๋ยวนั้น

“หน้าตาของเขาไม่เลวเลยทีเดียว น่าเสียดายที่ต้องไร้ทายาท นกเขาไม่ขันเช่นนี้เจ้าว่าเขาจะทรมานมากหรือไม่ หรือเขาไม่มีความรู้สึกพรรคนั้นเลย”

โจวซานแทบหลุดขำ เขารีบแหงนหน้าขึ้นเพื่อสงบสติ ส่วนเฟิงไป๋หลางกำหมัดแน่นจนกายสั่นสะท้าน

นางกล้าดีอย่างไรมาวิจารณ์เขาส่งเดช

“แต่ก็นะ เจ้านายของเจ้าน่าเวทนามาก รู้หรือไม่ว่าเขาน่ะเคยถูกสวมหมวกเขียวด้วย คงเพราะเขาเสื่อมสมรรถภาพผู้หญิงก็เลยเที่ยวไปหาความสำราญนอกจวนสิท่า”

ยิ่งฟังสิ่งที่ฉือหวั่นโหรวพล่ามภายในใจของเฟิงไป๋หลางก็ยิ่งเดือดพล่าน คำก็นกเขาไม่ขัน คำก็ใช้การไม่ได้

หากแต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจอย่างมากก็คือ เขาถูกสวมหมวกเขียว เรื่องนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเขากับนางเพิ่งแต่งงานกันได้เพียงหนึ่งวัน

หรือว่าคนที่กำลังคิดทำเช่นนั้นก็คือตัวนางเอง ชายหนุ่มลอบฟังสิ่งที่ฉือหวั่นโหรวระบายดั่งน้ำตกต่อไปด้วยความใคร่รู้

“หญิงโฉดชายชั่วคนนั้นอย่าคิดจะเสวยสุขได้เลย ชาติก่อนน้องสาวตัวดีของข้าวางแผนฮุบอำนาจและสมบัติจวนโหว ส่วนสามีอัปรีย์คนนั้นของข้าก็สุดจะเลว หลังจากข้าส่งมันจนขึ้นที่สูงก็ลอบตลบหลังข้า ชาตินี้อย่าหวังว่าข้าจะปล่อยพวกมันไป”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

ฉือหวั่นโหรวสะดุ้งโหยง ครั้นเหลียวมองไปยังต้นเสียงก็พบใบหน้าหล่อเหลาทว่ากลับมากไปด้วยกลิ่นอายสังหาร

‘แย่แล้ว ๆ เขาได้ยินสิ่งที่ข้าพูดหรือไม่นะ’

เสียงขยับล้อไม้เคลื่อนไปข้างหน้า ฉือหวั่นโหรวใจเต้นระส่ำ นางฉีกยิ้มกว้างทำใจดีสู้เสือ

“ท่านพี่ คืนนี้ท่านจะนอนที่นี่หรือ”

“เหตุใดข้าจะนอนไม่ได้ ในเมื่อที่นี่เป็นห้องนอนของข้า”

“อา…จริงด้วย ข้านี่สมองทึบเสียจริง” ฉือหวั่นโหรวเคาะกระหม่อมตนไม่จริงจังนัก

“ว่ามา เมื่อครู่สิ่งที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร หรือว่าเจ้าตั้งใจมาฮุบสมบัติและอำนาจจวนโหวของข้า”

ฉือหวั่นโหรวใจกระตุกวูบ นางพูดไปใครเขาจะเชื่อว่าตัวเองย้อนเวลากลับมา แต่เดิมฮูหยินของเขาต้องเป็นฉือจิ่งมิใช่นาง

ดูเหมือนตอนนี้เขาเข้าใจนางผิดไปใหญ่แล้ว นางจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดีนะ ก่อนจะถูกสายตาพิฆาตจ้องจนพรุนไปยันกระดูก ฉือหวั่นโหรวก็หมุนร่างไปนั่งแหมะลงตรงเตียงนอน

หางตาพลันเหลือบไปเห็นหนังสือปกแดงที่วางเอาไว้ นางหยิบมันขึ้นมาจากนั้นยิ้มกล่าว

“อ้อ เมื่อครู่ข้าก็แค่ฝึกแต่งบทละครเท่านั้น บังเอิญได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือเล่มนี้ หากท่านไม่เชื่อก็ลองดูได้” ฉือหวั่นโหรวยื่นหนังสือไปตรงหน้าของเขา

เฟิงไป๋หลางลดตามองสิ่งของในมืออีกฝ่าย เขาเบือนหน้าหนี “เหลวไหล”

“จะเหลวไหลได้อย่างไร ก็ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่ากำลังแต่งบทละคร ท่านดูสิ ดูเลย” ฉือหวั่นโหรวเห็นเขาเสียอาการจึงจงใจกลั่นแกล้งต่อ

นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเนื้อหาด้านในนั้นเป็นสิ่งใด แต่ดูเหมือนว่ามันสามารถทำให้ชายหนุ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง

ฉือหวั่นโหรวปรี่เข้าไปหาเขา จากนั้นก็พลิกเปิดหนังสือหนึ่งหน้า “ท่านดูสิเจ้าคะ หนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากใช่หรือไม่ เหตุใดเอาแต่หลบมันเล่า ดูสิเจ้าคะท่านพี่”

“ไร้ยางอาย ไสหัวไป”

“เอ๊ะ ท่านเป็นประเภทผีเข้าผีออกหรือ ถามหาเหตุผลกับข้า พอข้าตอบก็ผลักไสไล่ส่ง ท่านโหวน้อยช่างเอาใจยากเสียจริง”

เฟิงไป๋หลางแค่นเสียง หรือที่นางเอาแต่โอดครวญว่าเขาไร้ความสามารถนกเขาไม่ขัน นั่นเพราะเสียดายที่จะไม่ได้ปฏิบัติตามหนังสือเล่มนี้

เฟิงไป๋หลางปรายตามองหนังสือที่ถูกอ้าออกตรงหน้าของเขา ดูเหมือนหญิงสาวไม่แม้แต่จะมองมันด้วยซ้ำว่าเนื้อหาด้านในคือสิ่งใดกันแน่

“เช่นนั้นเจ้าก็บอกข้ามาที ว่าเจ้าได้เรียนรู้อะไรจากมันกันแน่”

ฉือหวั่นโหรวยิ้มกว้าง นางคิดว่าปลาติดเบ็ดแล้วจึงเผลอย่ามใจ “ก็ต้องเป็น…”

คำพูดถัดไปถูกกลืนลงคอด้วยความรวดเร็ว ฉือหวั่นโหรวรีบปิดหนังสือปกแดงเล่มนั้นไว้ในฉับพลัน

“นะ…นี่มันไม่ถูกต้อง”

คิ้วเข้มเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง เสียงทุ้มหัวเราะหยัน “ไหนว่าเจ้าเรียนรู้การเขียนบทละครจากหนังสือเล่มนี้ เช่นนั้นก็คงอธิบายได้หมดทั้งเล่มแล้วกระมัง”

ฉือหวั่นโหรวร้อนผ่าวไปทั้งร่าง ผู้ใดจะรู้ว่ามันคือตำราวังวสันต์ ขณะที่เขาพิการเดินไม่ได้ก็ยังต้องมีของสิ่งนี้อยู่ติดห้องหรือ

ฉือหวั่นโหรวเชิดหน้าตั้ง นางข่มความอับอายไว้อย่างแนบเนียน หญิงสาวโน้มใบหน้าลงแช่มช้าจนปลายจมูกของคนทั้งสองแทบแตะเข้าด้วยกัน

เฟิงไป๋หลางผงะ ฉือหวั่นโหรวพบจุดอ่อนของเขาแล้ว คนที่พิการนกเขาไม่ขันก็ต้องระบายอารมณ์ด้วยวิธีนี้สินะ

“มิใช่ว่าท่านสนใจจนเก็บไว้ดูก่อนนอนทุกคืนหรือ”

“พูดจาเหลวไหล”

“เหลวไหลอย่างไรเจ้าคะ ก็ในเมื่อนี่มันห้องของท่าน ตำราเล่มนี้จะเป็นของเป่าเปาหรือ”

“เจ้า!”

“อ๊ะ ๆ ในเมื่อไม่ใช่ เช่นนั้นก็ต้องเป็น…” เปลือกตาบางหรี่ลงจนแคบ

หญิงสาวนางนี้พยายามยั่วโมโหเขาอย่างเห็นได้ชัด ทว่ากลิ่นกายหอมกรุ่นที่มักแช่น้ำมันหอมระเหยเป็นประจำทำให้เลือดในกายของเขากำลังสูบฉีดอย่างรุนแรง

ยี่สิบสามปีแล้วที่เขาไม่เคยมีความรู้สึกกับสตรีคนไหนเลย เหตุใดแค่เพียงได้กลิ่นกายของหญิงตรงหน้า กลับทำให้เขาตื่นตัวอย่างน่าทึ่ง นางกำลังวางยาเขาหรือไม่

“นี่ท่าน! ท่านหน้าแดงคอแดงไปหมดแล้ว ไม่เคยก็บอกไม่เคยสิ เหตุใดต้องปั้นหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก”

“ไสหัวไปให้ห่างจากข้า” ฝ่ามือกว้างผลักร่างระหงออกห่างตน

ฉือหวั่นโหรวไม่ทันตั้งตัวจึงเซไปด้านหลัง ม่านตากลมโตขยายกว้าง ทว่าเพราะชายกระโปรงที่ติดอยู่มุมล้อรถเข็น ทำให้ตัวของนางหมุนคว้างถูกกระโปรงพันท่อนล่างประหนึ่งบ๊ะจ่าง จากนั้นก็นั่งแหมะลงบนตักชายหนุ่มด้วยความบังเอิญ

“นี่เจ้า กล้าดีอย่างไรมานั่งบนตัวข้า”

ฉือหวั่นโหรวตกใจหน้าเปลี่ยนสี ครั้นจะลุกขึ้นยืนก็ทำไม่ได้ นั่นเพราะว่าสร้อยหยกของนางได้พันเข้ากับปลายเส้นผมของเขา

“โอ๊ย อย่าขยับ”

ฉือหวั่นโหรวตกตะลึง มิใช่เพราะว่าสร้อยหยกที่พันยุ่งเหยิงอยู่ในตอนนี้ แต่กลับเป็นของแข็งขนาดเท่าแขนกำลังทิ่มแทงบั้นท้ายนางอยู่ต่างหาก

‘สวรรค์ นี่เขาไม่ได้นกเขาไม่ขันหรอกหรือ’

เชิงอรรถ

1. ^ยามซวี (戌时): 19:00 - 21:00 น. (ยามค่ำ)

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel