บทที่ 4 คำอวยพรจากปลาหลีฮื้อ
“โหรวเอ๋อร์คารวะท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าค่ะ” ร่างระหงยอบกายนอบน้อม
“เด็กดีไม่ต้องมากพิธี” เฟิงหมิงหว่านเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
นางกวาดสายตามองฉือหวั่นโหรวด้วยความเอ็นดู ไม่นานคิ้วงดงามก็เคลื่อนเข้าชิดกัน “เจ้าตัวแสบหายไปที่ใด”
แม่นมจี้รีบตอบ “ฮูหยิน ท่านโหวน้อยไม่ค่อยสบายเจ้าค่ะ”
“ไม่สบาย ไม่สบายตั้งแต่เมื่อใด เมื่อวานเป็นวันสำคัญของเขา ข้าและท่านโหวเร่งกลับมาแต่ก็ไม่ทัน ดูท่าทางเขารีบร้อนจนไม่รอพวกเรา มาบัดนี้แม้แต่ยกน้ำชาก็ปล่อยให้ภรรยาโผล่มาผู้เดียว หรือว่าเมื่อคืนหักโหมไม่ดูตัวเอง”
แม่นมจี้ยิ้มเจื่อน
ฉือหวั่นโหรวหน้ากระตุก นี่ช่างเป็นคำตอบที่คาดไม่ถึง ทั้งที่เขาไม่ต้อนรับนางจนต้องส่งปลาหลีฮื้อมาแต่งงานแทน ไฉนแท้จริงแล้วเป็นเขาที่เร่งงานแต่งให้เร็วขึ้น หรือที่แท้เฟิงไป๋หลางผู้นี้จงใจบีบนางให้อับอาย
“ท่านแม่ ข้าเข้าใจว่าท่านพี่สุขภาพไม่ค่อยดีจึงไม่อยากรบกวนการพักผ่อนเจ้าค่ะ โหรวเอ๋อร์ตัดสินใจมาคนเดียวโดยพลการขอพวกท่านโปรดลงโทษ” ฉือหวั่นโหรวคุกเข่าลงทันควัน
เฟิงหมิงหว่านปรี่เข้ามาประคองร่างระหงให้ลุกยืนโดยเร็ว “เจ้าผิดที่ไหนกัน เช้านี้ต้องยกน้ำชาให้พ่อกับแม่ถูกต้องแล้ว”
เฟิงต๋าหัวถอนหายใจระอิดระอา “เจ้าลูกคนนี้เอาแต่ใจตั้งแต่เด็ก ไม่เห็นหัวพ่อกับแม่ก็แล้วไปเถิด นี่ยังจะรังแกฮูหยินที่แต่งเข้าจวนเพียงหนึ่งวัน แม่นมจี้ ว่ามาเมื่อวานเกิดเรื่องใดขึ้น”
ฉือหวั่นโหรวปั้นหน้าหมองหม่น แท้จริงตอนก้มลงก็ลอบกระหยิ่มเล็กน้อย ‘ในเมื่อเขาจงใจรังแกข้า เช่นนั้นมาดูกันว่าเขากับข้าใครจะแน่กว่ากัน ดูสิ จะหลบหลังม่านไปได้อีกนานเท่าใด’
“ท่านพ่อท่านแม่เจ้าคะ ที่จริงท่านพี่มิได้ทำสิ่งใดไม่ดีเลยเจ้าค่ะ ข้าก็แค่กราบไหว้ฟ้าดินกับเป่าเปาแทนตัวเขาเท่านั้นเอง วันนี้ข้าว่าจะพามันมาด้วยแต่ก็ดูลำบาก จึงได้มาที่นี่ลำพังเจ้าค่ะ”
เฟิงหมิงหว่านแทบล้มทั้งยืน “เจ้าว่าอะไรนะ กราบไหว้ฟ้าดินกับเป่าเปา”
ฉือหวั่นโหรวพยักหน้าทำตาละห้อย
ปัง!
“เจ้าลูกตัวดีจะให้ข้าอกแตกตายหรืออย่างไร ไปตามเขามาพบข้า” เฟิงต๋าหัวโมโหจนหายใจถี่
ฉือหวั่นโหรวเห็นอีกฝ่ายคล้ายจะหน้ามืด นางรีบคว้าถุงหอมออกมา “ท่านพ่อ อย่าโกรธท่านพี่เลยเจ้าค่ะ นี่เป็นเครื่องหอมคลายอารมณ์ที่ข้าทำเอง หากไม่รังเกียจท่านลองใช้มันดู”
เฟิงหมิงหว่านรับถุงหอมมาจากมือของหญิงสาว ครั้นได้กลิ่นสดชื่นที่ฟุ้งออกมารอยยิ้มหวานละมุนพลันปรากฏ “ถุงหอมนี่ทั้งงดงามละมีกลิ่นสดชื่นนัก ไม่คิดเลยว่าการแต่งเจ้าเข้าจวนจะเป็นวาสนาของเรา”
ฉือหวั่นโหรวยิ้มหวาน “เป็นข้าต่างหากที่ต้องพูดคำนั้น ได้เป็นสะใภ้จวนโหวคือวาสนาของข้าเจ้าค่ะ”
“ท่านพี่ดูสิ ข้าบอกท่านแล้วว่าฉือหวั่นโหรวเป็นเด็กดี เราเกือบเสียทองแท้ไปเพียงเพราะข่าวลือพวกนั้นเสียแล้ว”
เฟิงต๋าหัวพยักหน้าเห็นด้วย ถึงอย่างไรบิดาของฉือหวั่นโหรวก็เป็นสหายสนิทของเขา ทั้งสองเติบโตเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ต่อให้บุตรสาวของเขาจะเอาแต่ใจสักหน่อยก็คงไม่เป็นอะไร
เพียงแต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม ทั้งที่นางถูกบุตรชายตัวดีของเขากลั่นแกล้งตั้งแต่วันแรก นางกลับยอมสงบปากสงบคำอย่างไม่น่าเชื่อ
“นี่คือสร้อยหยกประจำตระกูลของเรา เจ้ารับเอาไว้”
“ท่านแม่ แต่นี่ล้ำค่าเกินไป”
“ผู้ใหญ่ให้ของไยต้องปฏิเสธ ในเมื่อเจ้าจะเป็นนายหญิงของจวนโหวคนต่อไปก็ต้องรับเอาไว้”
ฉือหวั่นโหรวพยักหน้า “ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านแม่”
เฟิงหมิงหว่านยิ้มอบอุ่น นางถูกชะตาลูกสะใภ้คนนี้นัก
“ไปตามเจ้าตัวแสบมาที่นี่ หากเขาไม่โผล่หัวมาข้าจะไปลากเขาลงจากเตียงเอง” เฟิงต๋าหัวออกคำสั่งซ้ำ
“ดูเหมือนท่านพ่อท่านแม่จะเชื่อใจสะใภ้มากกว่าลูกแท้ ๆ ของตัวเองเสียอีก” เสียงทุ้มสะท้อนมาจากหน้าธรณีทางเข้า
ฉือหวั่นโหรวกำมือที่ประสานแน่นตรงหน้าท้องอย่างไม่รู้ตัว เสียงล้อไม้เคลื่อนบดใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ กระทั่งหยุดลงขนาบข้างนาง ฉือหวั่นโหรวลอบมองเขา
หญิงสาวถึงกับใจเต้นระรัว ‘แค่มองด้านข้างก็หล่อเหลาปานนี้’
จากที่ลอบมองเขาก็เผลอจ้องจนเบ้าตาแทบถลน กระทั่งชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็นแหงนหน้ามองตอบ แทนที่ฉือหวั่นโหรวจะสะท้าน นางกลับหรี่ตาสังเกตเขาด้วยความโจ่งแจ้ง
‘เรียวปากรูปกระจับ โครงหน้าชัดเจน ดวงตารูปใบหลิว ผิวขาวราวกับหิมะ สะอาดอย่างกับอาบน้ำวันละสิบรอบ น่าเสียดายที่ตรงนั้นคงใช้ไม่ได้’
“เจ้ามองพอหรือยัง”
ฉือหวั่นโหรวหลุดจากภวังค์ นางแสร้งเฉไฉมองตรงไปข้างหน้า ทว่าเสียงทุ้มที่ยิ้มเยาะออกมากลับทำให้คิ้วของนางถึงกับกระตุก
“เสี่ยวหลาง เมื่อวานเจ้าไม่รอพ่อกับแม่กลับมาก็ไม่เป็นไร แต่เหตุใดจะต้องรังแกฮูหยินของเจ้าด้วย”
“รังแก” คิ้วเข้มเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง
เขาผินหน้ามองฉือหวั่นโหรว พลางกวาดสายตาสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
เดิมทีฉือหวั่นโหรวเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง ทว่าเมื่อถูกสายตาคมกริบของชายหนุ่มจ้องเข้ามา กลับรู้สึกราวกับว่าถูกใบมีดนับร้อยล้านเล่มเฉือนเลาะเนื้อหนังออกมาทีละส่วน
‘เขาคิดจะจ้องข้าให้พรุนเลยกระมัง โหวน้อยขาพิการดูเหมือนจะรับมือยากกว่าที่คิด’
“เจ้ายังจะทำกิริยาเช่นนี้กับนางอีก เรื่องอะไรกันถึงให้สัตว์เลี้ยงของเจ้าเข้าพิธีกับนาง”
“ท่านพ่อ…ท่านเองก็รู้ว่าข้าร่างกายอ่อนแอ เป่าเปาก็เปรียบเสมือนคนในครอบครัว กราบไหว้ฟ้าดินกับปลา ก็เท่ากับว่าทำพิธีเสร็จสิ้นแล้ว”
ฉือหวั่นโหรวยิ้มประหลาด ก่อนที่เฟิงต๋าหัวจะระเบิดอารมณ์ เสียงใสก็โพล่ง “ท่านพ่อ ที่ท่านพี่พูดมาล้วนถูกต้อง อย่างไรเป่าเปาก็เป็นถึงปลามงคล ดูเหมือนท่านพี่เองก็รู้ตัวว่าตนอ่อนแอไร้กำลัง ดังนั้นโหรวเอ๋อร์เข้าใจได้ว่าท่านพี่อาจจะกำลังอวยพรให้กับงานมงคลของเรา…”
เฟิงไป๋หลางคิ้วขยับ ปลายนิ้วของเขาเริ่มเคาะลงตรงที่พักแขนโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าไม่โกรธพี่เขาหรือ” เฟิงหมิงหว่านถาม
ฉือหวั่นโหรวยิ้มจนตาปิด เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสดใส “จะโกรธได้อย่างไรเจ้าคะ ในเมื่อท่านพี่ตั้งใจอวยพรให้ชีวิตคู่ของเรา”
แขนของเฟิงไป๋หลางแทบลื่นพรืดตกจากที่พักแขน ไม่รู้ว่าสตรีร้ายกาจผู้นี้จะพูดจาลื่นไหลไปถึงไหนกัน
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ท่านแม่ ท่านพี่ฉลาดหลักแหลมดังนั้นเรื่องนี้เขาต้องคิดอย่างรอบคอบมาแล้วเป็นแน่ ในเมื่อปลาออกลูกได้มหาศาล ดังนั้นหากเปรียบความรักของเราทั้งสองก็ดุจดั่งปลาหลีฮื้อคู่ นั่นมิเท่ากับการมีรักยืนยาวลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองหรือเจ้าคะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เฟิงต๋าหัวหัวเราะครืน
ทุกคนที่อยู่ด้านในล้วนแล้วแต่หลุดขำออกมาอย่างปิดไม่มิด คงมีเพียงเฟิงไป๋หลางที่รู้สึกอับอายเสียจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
‘เรื่องไร้ยางอายเช่นนี้คงมีแค่นางที่คิดออกมาได้’
โจวซานยังไม่อาจกลั้นขำได้ เขารีบก้มหน้างุดเมื่อถูกสายตาพิฆาตจากผู้เป็นนาย
“เสี่ยวหลางเป็นเช่นนี้จริงหรือ” เฟิงหมิงหว่านหันมาถามบุตรชาย
เฟิงไป๋หลางหลุกหลิก เขาเหลือบมองรอยยิ้มได้ใจของหญิงสาวก็ยิ่งกัดฟันกรอด ทว่ายิ่งเขาแสดงอาการหงุดหงิดเพียงใด รอยยิ้มของหญิงสาวกลับยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นเพื่อให้รอดพ้นจากการหูชา เฟิงไป๋หลางจำต้องยอมจำนนต่อคำพูดไร้แก่นสารของหญิงสาว “ขอรับ”
ฉือหวั่นโหรวหัวเราะคิก ยิ่งเห็นใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายของเขานางก็ยิ่งชอบใจ จะว่าไปแล้วยามที่ท่านโหวน้อยเขินหน้าแดงก็น่ารักชวนมองอยู่เหมือนกัน
ก่อนที่ความคิดนางจะเปิดเปิงไปมากกว่านี้ฉือหวั่นโหรวก็รีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้ง
‘จะเอาอะไรกับชายขาพิการนกเขาใช้งานไม่ได้ เขากับข้าอุตส่าห์ได้พานพบกันในชาตินี้ย่อมเคยมีหนี้ติดค้างในชาติก่อน แต่ก็ช่างเถอะ ดูท่าทางเขาคงรังเกียจข้ามากทีเดียว เขาจะชอบข้าหรือไม่เรื่องนี้ไม่สำคัญ ขอแค่ชาตินี้ไม่ต้องปวดใจเพราะความรักโง่งมของตัวข้าก็นับว่าสมปรารถนาแล้ว ได้นั่งกินนอนกินในจวนโหวก็ไม่เลวเช่นกัน’
