บทที่ 6 เล่ห์เหลี่ยมของสตรีร้ายกาจ
“มิใช่ว่าเราตกลงกันไว้แล้วหรือ ว่าเจ้าจะแต่งเข้าจวนโหว ส่วนข้าแต่งกับนาง เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”
“ท่านพี่ ข้าเองก็จนปัญญา นางเป็นคนหัวรั้นเอาแต่ใจ ข้าก็แค่ลูกอนุต่ำต้อยจะค้านนางได้อย่างไร”
ซ่งหลินเดินวนไปมาพลางใช้ความคิด แต่เดิมเขาคิดว่าตนสามารถเอาชนะใจของฉือหวั่นโหรวได้แล้ว คาดไม่ถึงเพียงหนึ่งถ้วยชาที่นางเคยลั่นวาจาอย่างดื้อดึงจะแต่งกับเขากลับตาลปัตรจนวุ่นชั่วพริบตา
“ท่านพี่ อย่าร้อนใจไปเลย ท่านพ่อของข้ามีตำแหน่งเป็นถึงหู่ปู้ [1] เชียวนะเจ้าคะ ต่อให้ข้ามีสินเดิมติดตัวมาไม่มาก แต่ข้าก็เป็นบุตรสาวอีกคนที่ท่านพ่อรักถนอม”
ซ่งหลินถอนหายใจ เขาวางแผนเอาไว้มากมายหวังหลอกใช้ฉือหวั่นโหรวเป็นบันไดปีนขึ้นที่สูง นึกไม่ถึงว่ายามนี้ก็ไม่ต่างจากเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
“เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไร”
ฉือจิ่งยิ้มพราย หญิงสาวโน้มกระซิบ “อย่างนี้เจ้าค่ะ...”
ครั้นได้ยินสิ่งที่ฉือจิ่งอธิบาย ซ่งหลินก็ราวกับมองเห็นแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์ “จริงหรือ เช่นนั้นเจ้ารู้ที่ซ่อนของสิ่งนั้นหรือ”
“แน่นอนว่าข้ารู้”
ซ่งหลินยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เขาคว้าหญิงสาวเข้ามาสวมกอด ไม่นานก็พลิกร่างเล็กลงบนที่นอนเพื่อระบายอารมณ์ที่อัดอั้นด้วยความกระหายหิว
สองวันหลังจากแต่งงานเข้าจวนโหว
“ฮูหยินน้อย ทำเช่นนั้นไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ฮูหยินน้อย ไม่ใช่เจ้าค่ะ อย่าใส่อันนี้”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ ผิดแล้ว ๆ เจ้าค่ะ”
เสียงวุ่นวายดังสะท้านมาจากด้านในห้องครัว สองวันมานี้ฉือหวั่นโหรวรู้สึกว่าตนเองว่างยิ่งนัก หากไม่ขยับเลยก็เกรงจะอ้วนฉุเป็นหมู อีกอย่างนางเห็นว่าสามีไม่เจริญอาหารจึงคิดอยากเอาใจเขาบ้าง
ในยามที่นางกับเขาเผชิญหน้ากันบนโต๊ะอาหาร เฟิงไป๋หลางก็มักจะคีบเพียงเนื้อคำผักคำแล้วก็รีบจากไป ดังนั้นฉือหวั่นโหรวจึงไปขอเรียนทำอาหารกับแม่นมจี้ ทว่าสิ่งที่ตั้งใจกลับไม่ง่ายเอาเสียเลย
เพราะฉือหวั่นโหรวถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี อย่าว่าแต่เข้าครัวทำอาหาร แม้แต่ข้าวก็แทบมีคนป้อนถึงปาก ดังนั้นตอนนี้นางจึงเกือบจะเผาครัวของจวนโหวทิ้งแล้ว
บึ้ม!
แค่ก แค่ก
ฟู่ลี่ประคองฉือหวั่นโหรวออกมาด้านนอก กลุ่มควันโขมงกำลังลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ส่วนแม่นมจี้รีบเกณฑ์บรรดาบ่าวไพร่มาช่วยดับไฟกันจ้าละหวั่น
“เร็วเข้า อย่าให้ลามไปถึงเรือนใหญ่”
เสียงฝีเท้านับสิบวิ่งสาละวนกันที่หน้าห้องครัว ทั้งสาดน้ำทั้งสำลักจนหูตาแดงก่ำ
เฟิงไป๋หลางขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกแว่วเข้ามา เขาวางพู่กันในมือลง “เกิดอะไรขึ้น”
โจวซานปรี่เข้ามาหน้าตาตื่นตูม “ท่านโหวน้อย ห้องครัวไฟไหม้ขอรับ”
“ไหม้ได้อย่างไร?”
เขาเกิดและเติบโตที่นี่มายี่สิบกว่าปีไม่เคยมีเรื่องไฟไหม้หรือวุ่นวายสักครั้ง นับตั้งแต่ฉือหวั่นโหรวก้าวเข้ามา ดูเหมือนจวนโหวจะไม่สงบสุขเอาเสียเลย
“เอ่อ…เพราะฮูหยินน้อย นาง…”
“นางทำอะไร”
“แม่นมจี้บอกว่านางจะเรียนทำอาหาร แต่เพราะฮูหยินน้อยไม่เคยทำมาก่อน ตอนนี้เลยเกิดผิดพลาดขอรับ”
“ผิดพลาด นางขยันสร้างเรื่องเก่งเสียจริง วันก่อนก็ทำต้นไม้เฉาไปเกือบทั้งสวน มาวันนี้ยังเกือบเผาจวนข้าอีก เจ้าไปบอกนางว่าห้ามจับต้องอะไรในจวนโหวถ้าไม่จำเป็น”
“ขอรับ”
“ช้าก่อน”
ขาที่กำลังจะหันหลังกลับชะงักทันควัน “ท่านโหวน้อยมีเรื่องใดจะสั่งอีกหรือไม่”
“แล้วนาง…นางเป็นอย่างไรบ้าง” เรียวนิ้วทั้งห้าเคาะลงบนโต๊ะไม้แผ่วเบา
โจวซานมองท่าทางหลุกหลิกของเจ้านายด้วยความฉงน “ท่านโหวน้อยเป็นห่วงฮูหยินน้อยหรือขอรับ”
“ใครห่วงนาง”
“อ้อ…นางไม่เป็นอะไรมากขอรับ ดูเหมือนจะสำลักควันนิดหน่อย”
“อืม เจ้าไปเถอะ”
“ขอรับ”
โจวซานรับคำแล้วเดินจากไป ครั้นมาถึงหน้าห้องครัวก็รีบมุ่งหน้าไปหาจี้จินผิง
“แม่นมจี้ทางนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่เป็นไรแล้ว ห่วงก็แต่ฮูหยินน้อย นางตั้งใจมากเลยนะ เห็นว่าอยากทำอาหารให้ท่านโหวน้อยก็เลยมาขอเรียนกับข้า”
โจวซานหันไปยังทิศที่ฉือหวั่นโหรวนั่งหน้าดำเป็นปื้นอยู่ ส่วนฟู่ลี่ก็ช่วยพัดวีและเช็ดหน้าให้นายหญิงด้วยความห่วงใย
“ฮูหยินน้อย หากท่านไม่ไหวอย่าฝืนเลยเจ้าค่ะ เมื่อก่อนท่านโหวน้อยก็กินไม่มากเช่นนี้อยู่แล้ว”
“ในเมื่อข้าแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินเขาแล้ว จะให้ข้านิ่งดูดายได้อย่างไร อีกอย่างนะ หากร่างกายเขาไม่แข็งแรงแล้วจะมีทายาทได้อย่างไร”
ฟู่ลี่หน้าแดงระเรื่อ “ฮูหยินน้อย แต่ท่านเองก็ต้องรักษาสุขภาพนะเจ้าคะ จะมีทายาทได้ท่านเองก็ต้องแข็งแรงเช่นกัน”
“ข้ารู้แล้วน่า”
โจวซานที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่เข้าพอดี เขากระแอม
หญิงสาวทั้งสองเหลียวมองไปยังต้นเสียง
ฟู่ลี่ “ท่านองครักษ์โจว”
โจวซานกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ เมื่อเห็นใบหน้าที่เคยขาวเนียนของสตรีทั้งสองนางดำเป็นปื้น หนำซ้ำเสื้อผ้ายังเปื้อนไปด้วยเขม่าควันดำ
“องครักษ์โจวมีธุระกับข้าหรือ”
“ฮูหยินน้อย ท่านโหวน้อยบอกว่าต่อจากนี้ท่านอย่าแตะต้องของของจวนโหวอีกขอรับ”
ฟู่ลี่ที่ปรนนิบัตินายหญิงคนใหม่ของตนมาแล้วสองวัน แต่ก็ผูกพันราวกับสองปี นางได้ยินเช่นนี้กลับรู้สึกขุ่นเคืองแทนอีกฝ่ายนัก
“เหตุใดท่านโหวน้อยต้องกล่าวเช่นนี้เจ้าคะ ที่ฮูหยินน้อยทำไปทั้งหมดก็เพื่อเอาใจท่านโหวน้อยทั้งนั้น วันก่อนใช้น้ำอุ่นรดต้นไม้ก็เพราะฮูหยินน้อยไม่รู้ นางแค่ต้องการให้ต้นไม้ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย วันนี้ฮูหยินน้อยก็ตั้งใจเรียนรู้การทำอาหารเพื่อเอาใจท่านโหวน้อยเพราะเห็นว่าท่านกินไม่ค่อยได้”
“อาลี่ ไม่เป็นไร” เสียงใสตัดบทพร้อมรอยยิ้ม
ฉือหวั่นโหรวรู้ดีว่านางเป็นคนไม่เอาไหน ที่เติบโตมาได้เพราะมีบิดาถือหาง หากเฟิงไป๋หลางอยากตัดปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายเช่นนี้ก็คงไม่แปลก
“เช่นนั้นข้าก็ต้องขอบคุณท่านพี่แล้ว คงเพราะท่านพี่กลัวว่าข้าจะเหนื่อยเกินไป เช่นนั้นฝากองครักษ์โจวช่วยกลับไปบอกเขาด้วยว่า ข้าจะไม่แตะต้องของที่จวนโหวโดยพลการอีก”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร” เสียงปริศนาโพล่งขึ้น
ครั้นฟู่ลี่เห็นว่าผู้ใดมารอยยิ้มบนใบหน้าพลันปรากฏ “ฮูหยิน”
“เจ้าตัวแสบกล้าพูดเช่นนี้กับฮูหยินตนได้อย่างไร” เฟิงหมิงหว่านไม่สบอารมณ์ นางเดินเข้ามาคว้ามือฉือหวั่นโหรวเพื่อปลอบ
โจวซานค้อมศีรษะเล็กน้อย “ฮูหยิน”
“กลับไปบอกนายของเจ้า ข้าอนุญาตให้โหรวเอ๋อร์ทำทุกอย่างเอง หากเขาจะเอาความก็ให้มาเอาที่ข้า”
“เอ่อ…”
“ไปสิ”
“ขอรับ”
โจวซานเดินคอตกจากไป ดูเหมือนว่าฮูหยินน้อยจะแย่งความโปรดปรานจากบิดามารดาแท้ ๆ ของเจ้านายตนไปจนสิ้น
“ท่านแม่” ฉือหวั่นโหรวตาแดงก่ำ เรียวปากรูปกระจับเริ่มเบะออก
“ไม่ต้องร้อง หากพี่เขารังแกเจ้า เจ้าก็มาบอกข้า ลูกคนนี้ถูกตามใจจนเสียคน อย่าถือสาเลยนะ”
ฉือหวั่นโหรวพยักหน้า ภายนอกแสร้งเผยความอ่อนแอกระนั้นในใจของนางกลับยิ้มกว้างยิ่งกว่าบุปผาแย้มกลีบบานเสียอีก ไม่ถูกสามีรักแล้วอย่างไร ตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏกายนางก็ซื้อใจแม่สามีมาจนหมดแล้ว
“มาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปหาหมอ ดูสิเนื้อตัวสกปรกหมดแล้ว”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านแม่”
โจวซานเดินดุ่ม ๆ กลับมาจนถึงหอตำราด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “ท่านโหวน้อย”
“ว่าอย่างไร” เฟิงไป๋หลางไม่ได้ละสายตาจากม้วนไม้ไผ่ตรงหน้า ทว่าหูของเขากลับรอฟังอย่างจดจ่อ
“เมื่อครู่ข้าบอกนางไปแล้ว แต่ว่าฮูหยินมาถึงเสียก่อน”
เฟิงไป๋หลางแหงนหน้ามอง คิ้วของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย “ท่านแม่อยู่จวนด้วยหรือ”
ยามปกติมารดาของเขาเป็นสตรีที่มีงานสังคมมากมาย ยากนักที่นางจะอยู่ติดจวนได้เช่นตอนนี้
“ขอรับ ฮูหยินยังบอกอีกว่า…” โจวซานเอ่ยอ้อมแอ้ม เขาอธิบายและเลียนแบบท่าทางของเฟิงหมิงหว่านแทบทุกกระเบียดนิ้ว
เฟิงไป๋หลางยิ้มเยาะ “ดีนี่ฉือหวั่นโหรว ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่านางซื้อใจคนเก่งยิ่งนัก”
“ท่านโหวน้อยจะปล่อยไปเช่นนี้หรือขอรับ หากท่านไม่ทำอะไรเกรงว่านายท่านกับฮูหยินคงเห็นนางเป็นลูกในไส้แทนท่านแล้ว เพียงแต่…”
“อะไร?”
“ฟู่ลี่กับแม่นมจี้บอกว่าที่นางเข้าครัววันนี้ก็เพื่อท่านโหวน้อยขอรับ ข้ายังแอบได้ยินด้วยว่าฮูหยินน้อยกลัวท่านจะไร้ทายาท”
เฟิงไป๋หลางตะลึง เขาแสร้งถอนหายใจหนึ่งคำรบ จากนั้นคว้าพู่กันขึ้นมาบรรจงเขียนต่อ ทว่าใบหน้าที่ก้มลงกลับเผลอยิ้มมุมปาก
“ข้ารู้แล้ว นางก็แค่สตรีร้ายกาจผู้หนึ่งคงหวังจะใช้เล่ห์เหลี่ยมมัดใจข้าอีกคน เจ้าออกไปเถอะ ขอบใจมาก”
เชิงอรรถ
1. ^หู่ปู้ (户部 - Hùbù) ในบริบทของจีนโบราณหมายถึง กระทรวงการคลัง หรือ กรมคลัง มีหน้าที่ดูแลด้านการเงิน การจัดเก็บภาษี รายได้แผ่นดิน
