ตอนที่3สวมรอย
ปฐมบท ตอนที่3 สวมรอย
จวนเสนาบดีซ่ง
แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง กลิ่นชาอุ่นลอยกรุ่น
ซ่งเหยียนเอ๋อร์นั่งพิงพนักเก้าอี้ อ่านตำราด้วยใบหน้าอารมณ์ดี มือเรียวยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างแผ่วเบา
ไม่นาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงใส ๆ ของชิงอี สาวใช้คนสนิท
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าค่ะ!”
ซ่งเหยียนเอ๋อร์ละสายตาจากตำรา วางหนังสือลงบนโต๊ะ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มีอะไรชิงอี… แล้วไหนผลไม้เชื่อมของข้า”
ชิงอีวิ่งมาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ นาง หอบหายใจเล็กน้อยแต่สีหน้ายังแฝงด้วยความร้อนรน
“เจิ้ง… เจิ้งอันอ๋องเจ้าค่ะ”
“อืม? เจิ้งอันอ๋องทำไมหรือ?”
“เขาบาดเจ็บหนัก ตอนนี้พักอยู่กับคุณหนูรอง… ที่เรือนร้างฮวาซิ่วเจ้าค่ะ”
คำพูดของชิงอีทำเอาซ่งเหยียนเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางรีบลุกขึ้นยืน ชุดผ้าแพรสีเขียวอ่อนสะบัดไหวตามแรงขยับ แววตานางเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“แล้วเขาเป็นเช่นไร ปลอดภัยหรือไม่…”
ชิงอี พยักหน้าเบา ๆ สีหน้าครุ่นคิด ก่อนเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบา
“ดูเหมือนจะปลอดภัยแล้วนะเจ้าค่ะ… แต่ชาย หญิง อยู่กัน สองต่อสองเช่นนี้… ท่านอ๋อง คงไม่เสียเปรียบคุณหนูรองหรอกหรือเจ้าคะ”
ซ่งเหยียนเอ๋อร์หันไปสบตากับสาวใช้ แววตาครุ่นคิด ริมฝีปากเม้มเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น พร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้
“แล้ว นางรู้ฐานะของ ท่านอ๋องหรือไม่?”
ชิงอีส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ย
“บ่าวไม่แน่ใจเจ้าค่ะ แต่คิดว่ายังไม่รู้นะเจ้าค่ะ”
ซ่งเหยียนเอ๋อร์พยักหน้าเบา ๆ มือเล็กรินชาใส่ถ้วยก่อนจะยกขึ้นจิบ แววตาครุ่นคิด
“หากข้าเป็นคนช่วยชีวิตเขา สิ่งที่จะทูลขอแน่นอนว่าย่อมได้อยู่แล้ว…”
ชิงอีมองคุณหนูของตนด้วยแววตาเข้าใจสิ่งที่นางกำลังจะสื่อ
“คุณหนูนี่ ท่านคิดจะ… คุณหนูรองจะยอมหรือเจ้าคะ”
ซ่งเหยียนเอ๋อร์เงยหน้าสบตาชิงอี เผยรอยยิ้มบาง แล้วจ้องมองถ้วยชาในมือ
“หากนางไม่ยอม… แล้วจะทำเช่นใดได้ เพราะข้าเองก็กำลังเก็บความลับของนางให้อยู่…
สตรีเช่นนางไม่คู่ควรกับท่านอ๋อง”
……
ณ เรือนร้างฮวาซิ่ว
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เก่าเป็นลำ ฝุ่นบางเบาลอยในอากาศ ในบรรยากาศที่เงียบสงบ
ซ่งเหยียนเอ๋อร์ผลักประตูไม้ออก ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน กลิ่นสมุนไพรลอยแตะปลายจมูก นางทอดสายตาไปยังบุรุษที่กำลังหลับไหลอยู่บนเตียง รอบดวงตาเขามีผ้าสีขาวพันรอบ
นางค่อย ๆ เดินตรงเข้าไปหาเขา แล้วย่อตัวลงนั่งบนเตียงข้างกายเขา มือเล็กเอื้อมไปยังใบหน้าของเขา ปลายนิ้วนุ่มแตะสัมผัสแก้มเขาแผ่วเบา ความอุ่นใต้ฝ่ามือทำให้หัวใจนางเต้นรัว ดวงตาอ่อนลงพร้อมรอยยิ้มที่เผลอผุดขึ้นอย่างพึงพอใจ
ทว่าก่อนที่นางจะได้ซึมซับสัมผัสนั้นนานพอ มือใหญ่กลับคว้าข้อมือของนางแน่น ความแรงที่ส่งผ่านปลายนิ้วทำให้นางสะดุ้ง รีบดึงมือกลับแต่ถูกยึดไว้แน่น
เจิ้งอันอ๋องลืมตาใต้ผ้าปิดตา เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้ม
“เจ้ามาแล้วหรือ”
มือใหญ่ค่อย ๆ คลายออก นางรีบดึงมือกลับอย่างลนลาน พลางเปล่งเสียงเบา
“อืม”
ดวงตาของนางยังคงจับจ้องใบหน้าคม
“เช่นนั้นเจ้าก็เริ่มเลย”
คำพูดนั้นทำให้นางชะงัก ขยับถอยเล็กน้อย ดวงตาเบิกขึ้น
“เริ่ม…?”
เขาขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ
“ทำไม ปกติทุกเช้า เจ้าต้องเช็ดตัวเปลี่ยนยาให้ข้า มิใช่หรือ? ถอดเสื้อสิ”
“อ่อ…”
นางพึมพำอย่างเข้าใจเคียงมองใบหน้าคมที่รอบดวงตาถูกผ้าพันไว้ มือเล็กยกขึ้นโบกมือเบา ๆ ใกล้ดวงตาเขาเพื่อทดสอบ แต่ไร้ปฏิกิริยาจากเขา นางถอนหายใจแผ่ว ก่อนจะขยับเข้าใกล้เขา มือเล็กสั่นเล็กน้อยเอื้อมไปปลดเสื้อเขาออกจากกาย
ในความเงียบเสียงนั้น เสียงหัวใจของนางดังชัดเจนยิ่งกว่าลมที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ทุกครั้งที่ฝ่ามือสัมผัสผิวอุ่นและกล้ามเนื้อแน่นของเขา
…
จวนเสนาบดีซ่ง
ณ เรือนของซ่งหว่านอี้
ประตูไม้สลักถูกผลักให้เปิดออก ซ่งหว่านอี้ย่างก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ครั้นเห็นกาน้ำชากับถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง นางเดินตรงไปสะบัดมือปัดกาน้ำชาเพื่อระบายอารมณ์ทันที
เพล้ง!
เสียงดังสนั่น เศษถ้วยกระเด็นเกลื่อนพื้น น้ำชาหอมกรุ่นไหลนองเป็นทางบนพื้นห้อง
ถิงหลันสาวใช้คนสนิทก้าวตามเข้ามา รีบปิดประตูลงอย่างแน่นหนาเพื่อกันเสียงเล็ดลอดออกไป ก่อนจะก้าวตรงเข้าไปใกล้
“คุณหนูใหญ่ทำเกินไปนัก บุรุษผู้นั้นเป็นท่านที่ช่วยไว้ เหตุใดนางจึงกล้ามาชุบมือเปิบ แถมยังข่มขู่ท่านอีก!”
ซ่งหว่านอี้ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ ดวงตาคมกริบหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงขุนเคือง
“ซ่งเหยียนเอ๋อร์…”
ถิงหลันเดินอ้อมไปหลังฉากกั้น จัดชาชุดใหม่แล้วก้าวออกมาวางลงบนโต๊ะ รินชาลงในถ้วยชาอย่างแผ่วเบา นางยกถ้วยชามาวางตรงหน้าซ่งหว่านอี้ ก่อนจะเอ่ยเสียงกดต่ำ
“ในเมื่อ คุณหนูใหญ่หลงใหลบุรุษผู้นั้นมาก เหตุใดเราไม่ช่วยให้นางได้แต่งกับเขาอย่างเปิดเผยเล่าเจ้าคะ? บ่าวว่า… เขาอาจเป็นโจรป่าหรืออย่างมากก็อาจเป็นแค่จอมยุทธ์พเนจร…
หากท่านเสนาบดีรู้เข้าคงไม่ยอมรับและอาจขับนางออกจากจวนเสียด้วยซ้ำ”
ซ่งหว่านอี้รับถ้วยมาจิบเบา ๆ พลันดวงตาคมหรี่ลงครุ่นคิด
“แล้วนางจะไม่เปิดเผยความลับของข้าหรือ?”
ถิงหลันยกยิ้มจางก่อนเอ่ย
“ถึงครานั้น ต่อให้นางเอ่ยปาก ก็จะไม่มีผู้ใดเชื่อแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงลมพัดม่านบางพลิ้วไหว ซ่งหว่านอี้ก้มหน้าลง พยักหน้าช้า ๆ พร้อมแววตาที่เริ่มมีประกายเยือกเย็น
….
