ตอนที่12 หอเมิงฮวา
ตอนที่ 12หอเมิงฮวา
วังหลวง
เจิ้งอันอ๋องก้าวเดินตรงมาตามลานหินหน้าวังหลวง สายแดดยามอัสดงตกกระทบชุดคลุมสีดำสนิทที่พลิ้วไหวตามจังหวะก้าว ดวงตาคมเรียบนิ่งใต้คิ้วเข้มไม่เผยอารมณ์
องค์รักษ์เฉิงอันที่ยืนรออยู่ข้างรถม้า เมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มเดินตรงมา ก็รีบก้าวลงจากรถม้า ก้าวถอยออกมายืนด้านข้าง ก่อนจะประสานมือโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
เจิ้งอันอ๋องหยุดยืนตรงหน้า ดวงตาเรียบเฉยปรายมอง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ไปวัดไห่ถัง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เขายกชายอาภรณ์ขึ้นช้า ๆ เตรียมจะก้าวขึ้นรถม้า แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาตามลานหิน
“ท่านอ๋อง!”
องค์รักษ์หวังอู่วิ่งเข้ามา หยุดยืนประสานมืออย่างเร่งรีบ ลมหายใจติดขัดเล็กน้อย แต่ยังคงยืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้าเจิ้งอันอ๋อง
“ท่านอ๋อง… เอ่อ… พระชายาตอนนี้… อยู่ที่ หอเมิงฮวา พ่ะย่ะค่ะ”
เพียงได้ยินคำรายงานขององค์รักษ์ เจิ้งอันอ๋องชะงักชั่วขณะ ดวงตาคมกริบสะท้อนแววสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเรียบนิ่งเช่นเดิม
เขาถอนหายใจเบา ๆ พลางยกมือสะบัดชายแขนเสื้อ เสียงผ้าพลิ้วสะบัดกลางอากาศดังขึ้น
เพียงอึดใจ เขาก็หันหลังลงจากบันไดรถม้าเดินตรงไปยังม้าศึกสีดำขององค์รักษ์หลวง ท่ามกลางสายตาขององค์รักษ์ที่มองตามอย่างงุนงง
เจิ้งอันอ๋องกระโดดขึ้นหลังม้า ท่วงท่ามั่นคง มือใหญ่กระตุกบังเหียนเพียงครั้งเดียว เสียงกีบม้ากระทบพื้นหินดังขึ้น ก่อนร่างสูงสง่าจะควบม้าพุ่งออกไปจากหน้าวังอย่างรวดเร็ว
…
หอเมิงฮวา
เจิ้งอันอ๋องควบม้าสีดำสนิทตรงมาหยุดอยู่ หน้าประตูหอเมิงฮวา เสียงกีบม้าดังกังวานสะท้อนก้องกับพื้นหิน ทำให้ผู้คนหน้าหอต่างหยุดมองด้วยความเกรงขาม
เขาก้าวลงจากหลังม้าด้วยท่วงท่ามั่นคง อาภรณ์สีเข้มสะบัดตามแรงลมเย็น ดวงตาคมกริบกวาดมองรอบบริเวณทันทีที่ก้าวเข้ามาด้านในหอเมิงฮวา
ทันใดนั้น จางหยุนชี เจ้าของหอเมิงฮวา เมื่อเห็นเจิ้งอันอ๋องก็รีบก้าวเข้ามาเบื้องหน้า ค้อมกายโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ใบหน้ายิ้มแย้ม แต่แววตาลอบสั่น
“ท่านอ๋อง…”
“ชายาข้า อยู่ที่ใด”
น้ำเสียงทุ้มเรียบของเจิ้งอันอ๋องทำให้จางหยุนชีรู้ทันทีถึงจุดประสงค์ มือที่ประสานอยู่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงหนัก
“เชิญทางนี้ พ่ะย่ะค่ะ”
ผ้าแพรสีอ่อนบนประตูพลิ้วตามแรงลมเย็น เสียงพิณบรรเลงแว่วคลอเคล้ากับกลิ่นสุรา
เจิ้งอันอ๋องเดินตาม ตามหลังขึ้นบันไดไปยังชั้นบน มุมขวาสุดของหอเมิงฮวา จางหยุนชีหยุดยืนเบื้องหน้าประตูไม้สีเข้ม ก่อนจะเลื่อนประตูเปิดออกอย่างเงียบเชียบ
“พระชายาทรงนั่งฟังเสียงพิณอยู่ด้านใน พ่ะย่ะค่ะ”
เจิ้งอันอ๋องไม่ได้กล่าวตอบ เพียงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วก้าวเข้าไปทันที
ม่านแพรบางสีขาวพลิ้วไหวเบา ๆ เมื่อเขาก้าวผ่านสายตาคมของเขากวาดมองภายในห้องด้วยความสงบนิ่ง
ด้านใน หลังฉากกั้น ซ่งเหยียนเอ๋อร์นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ มือเล็กยกแก้วสุราขึ้นดื่มรวดเดียว ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์สุรา ข้างกายมีชิงอีสาวใช้คนสนิทยืนอยู่ ทั้งสองกำลังชมการร่ายรำของนางรำกลางห้อง อย่างอารมณ์ดีสีหน้าผ่อนคลาย
เจิ้งอันอ๋องก้าวตรงเข้าไปโดยไม่ลังเล
ชิงอีเมื่อเห็นร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีเข้มก็เบิกตากว้าง รีบสะกิดคุณหนูของตนแล้วเอ่ยเสียงตื่น
“คุณหนู… ท่านอ๋องเสด็จมาเจ้าค่ะ”
ซ่งเหยียนเอ๋อร์เหลือบตามองชิงอี ก่อนสะบัดมือบางออกช้า ๆ ยกถ้วยสุราขึ้นดื่มอีกคำ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก
“เขาจะมาได้อย่างไร…”
นางพึมพำ ก่อนจะยกสุราขึ้นดื่มอีกคำ สายตาเหม่อมองนางรำที่ยังคงร่ายรำกลางเสียงพิณอย่างอารมณ์ดี
เสียงพิณค่อย ๆ เงียบลงเมื่อเหล่านางรำเห็นเจิ้งอันอ๋อง แต่เพียงเขาส่ายหน้าเล็กน้อย เหล่านางรำก็รีบก้มหน้าร่ายรำต่อท่ามกลางความตึงเครียดที่ค่อย ๆ แผ่คลุม
“ท่านอ๋อง…”
ชิงอีย่อกายคำนับด้วยความลนลาน
เจิ้งอันอ๋องปรายตามองเพียงครู่ ก่อนจะส่งสัญญาณให้นางออกไป ชิงอีพยักหน้าอย่างรวดเร็วแล้วรีบก้าวถอยออกไปจากห้อง
เจิ้งอันอ๋องเดินเข้าไปยืนเคียงข้างนาง แสงโคมไฟสะท้อนเงาใบหน้าเย็นชาใต้คิ้วเข้ม ดวงตาคมดุทอดมองนางนิ่ง
ริมฝีปากหยักขยับเอื้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เหตุใดจึงคิดว่า เขาจะไม่มาที่นี่…”
ซ่งเหยียนเอ๋อร์หัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นแผ่วแต่แฝงไปด้วยอารมณ์เศร้า รอยยิ้มเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้านวล ก่อนจะยกถ้วยสุราขึ้นจิบอีกครั้ง
“ป่านนี้เขาคงไปที่วัดไห่ถังและพบกับ ซ่งหว่านอวี้แล้ว…”
นางเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตากดต่ำ เพราะจำได้ดี ในอดีตวันนี้ เจิ้งอันอ๋องจะต้องไปที่วัดไห่ถังเพื่อจุดธูปไหว้พระ เพื่อระลึกถึงพระมารดาของตนเอง กุ้ยเฟยหยางเฉียน ครั้งในอดีตนางรอเขากลับมาอยู่หน้าจวนตั้งแต่บ่ายยันแสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าไป ไม่นานหวังอู่ก็เข้ามารายงานว่าเจิ้งอันอ๋องนั้นได้ไปที่วัดไห่ถังแล้ว…
“ทั้งที่ข้าส่งคนไปแจ้งเขาแล้วว่าข้าจะรออยู่ที่จวนแล้วเราจะไปที่วัดด้วยกัน”
หยาดน้ำตาใสเอ่อคลอเบ้าตางาม
แต่ไม่เป็นไร…
ริมฝีปากบางยิ้มบางพลันคิด เขาอาจไม่ได้เจอกับสาวใช้ที่นางฝากไปแจ้ง บางทีเขาอาจยังไม่รู้ว่านางรออยู่ มือเรียวรีบปาดหยาดน้ำตาออกจากแก้มแล้วลุกขึ้น ก่อนเอ่ยเสียงสั่น
“หวังอู่เตรียมรถม้า ข้าจะไปที่วัดไห่ถัง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หวังอู่รับคำ ก่อนจะก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานองค์รักษ์หวังอู่ก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับรถม้าของจวนเจิ้งอันอ๋อง
“ชิงอีเตรียมของให้พร้อม”
ซ่งเหยียนเอ๋อร์หันไปสั่งสาวใช้คนสนิท ก่อนจะก้าวตรงไปยังรถม้า ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งด้านใน พร้อมกับสาวใช้คนสนิทชิงอี
รถม้าคันหรูเคลื่อนที่มาหยุดอยู่หน้าวัดไห่ถัง ชิงอีก้าวลงมาจากรถม้า ก่อนจะยื่นมือไปประคองร่างบางของคุณหนูของตนเองลงมาจากรถม้า
ทั้งสองก้าวเข้าไปด้านในวัด ซ่งเหยียนเอ๋อร์กวาดสายตาผ่านผู้คนมากมายเพื่อมองหาร่างสามีของตนเอง
แต่ภาพเบื้องหน้าที่เห็นทำเอา แววตาเรียบนิ่งอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยวขึ้นมาแทน นางก้าวฉับ ๆ ตรงไปหาร่างบางของ ซ่งหว่านอวี้ที่อยู่ในอ้อมแขนของเจิ้งอันอ๋อง
“ไร้ยางอาย!!”
มือเล็กดึงร่างบางนั้นลงมา แล้วฟาดฝ่ามือบางใส่ไม่ยั้งจนร่างบางทรุดลงกับพื้น
เจิ้งอันอ๋องรีบคว้าข้อมือบางไว้พลันเอ่ยเสียงเข้ม
“หยุดนะ ซ่งเหยียนเอ๋อร์”
ซ่งเหยียนเอ๋อร์เงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“นี่ท่านปกป้องนางหรือ นางกำลังยั่วยวนท่านนะ!!”
“มีเหตุผลหน่อยสิ นางแค่..”
เสียงทุ้มยังไม่ทันเอ่ยจบร่างบางก็สะบัดมือใหญ่ออกแล้ว สะบัดชายแขนเสื้อก้าวเดินออกไปด้วยความโมโห
ชิงอีที่ยืนอยู่รีบย่อตัวคำนับเจิ้งอันอ๋อง ก่อนจะรีบก้าวตามคุณหนูของตนไปอย่างรวดเร็ว
ภาพนั้นยังตรึงอยู่ในใจนาง ชาตินี้นางจะไม่ไปกวนเขาทั้งสองอีก….
ซ่งเหยียนเอ๋อร์ ยกจอกสุราขึ้นจิบอีกคำแล้วทอดมอง นางรำที่ร่ายรำอย่างไม่รับรู้สิ่งใด
“ดีแล้ว… ชาตินี้ข้าจะช่วยให้ท่านได้สมหวังกับนางเอง…”
มุมปากของนางยกยิ้มบาง ก่อนจะยกถ้วยสุราขึ้นอีก
….
จวนเจิ้งอันอ๋อง
ยามโหย่ว ภายในจวนเจิ้งอันอ๋อง
แสงโคมไฟน้ำมันส่องแสงไหวเคล้าลมราตรี แสงสีส้มอุนทาบเงาร่างสูงสง่าที่กำลังก้าวเดินอย่างมั่นคงไปตามทางเดินหิน
เจิ้งอันอ๋องอุ้มร่างบางของซ่งเหยียนเอ๋อร์ไว้ในอ้อมแขน เสื้อคลุมของนางเลื่อนเผยต้นคอขาวราวหิมะ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อจากฤทธิ์สุรา ดวงตาที่ปรือขึ้นสบกับใบหน้าคมเข้มของเขา
มือเล็ก ๆ ของนางยกขึ้นแตะใบหน้าของเขา ลูบเบา ๆ ริมฝีปากสีอ่อนเผยรอยยิ้มบาง
“ท่าน… ช่างงามนัก…”
นางพึมพำเสียงแผ่ว ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ
“แต่เหตุใด… ถึงได้เย็นชากับข้านัก…”
เจิ้งอันอ๋องก้มหน้ามองนาง สายตาคมเรียบนิ่ง แต่ริมฝีปากหยักกลับยกยิ้มบางเพียงเสี้ยวอึดใจเมื่อได้ยินประโยคนั้น
“นี่… ข้าเมาจนเห็นทุกคนเป็นท่านหมดแล้ว…”
นางหัวเราะเบา ๆ มือเล็กทุบอกกว้างของเขาเบา ๆ สองสามที
เสียงทุบไม่เจ็บ แต่กลับทำให้หัวใจเขาสะท้านเมื่อได้ฟังสิ่งที่นางพึมพำออกมา
“คนใจร้าย… เพื่อนาง ถึงกับไม่ใยดีข้า…”
น้ำเสียงน้อยใจนั้นสั่นพร่า ริมฝีปากน้อยขยับเอื้อยเอ่ยต่อ
“ท่านช่วยนาง… แต่ไม่ช่วยข้าที่เป็นภรรยา… ท่านใจร้ายเกินไปแล้ว…”
ดวงตาของนางปรือขึ้นอย่างอับแสง น้ำตาเอ่อคลอระยิบในดวงตากลม
“ข้าจะทิ้งท่าน… ไม่รักท่านอีก…”
เพียงคำพูดนั้น… ฝีเท้าของเจิ้งอันอ๋องชะงักลงทันที สายตาคมกริบมองนางเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง
มือเล็กนั้นยังค้างอยู่บนอกเขา ใบหน้างามที่บัดนี้แดงระเรื่อเพราะฤทธิ์สุรา
เพียงอึดใจ เจิ้งอันอ๋องกลับก้าวเดินต่อไปช้า ๆ อ้อมแขนยังคงโอบรัดร่างนางแน่นหนา
แสงโคมไฟสาดเงาของทั้งสองทอดยาวไปบนทางเดินหินในจวน แสงและเงาพลิ้วไหวพร้อมเสียงสายลมยามราตรี
….
