บทที่ 1.9
เสิ่นเหยียนสบตากับผู้เป็นอาจารย์ แววประหลาดใจของอีกฝ่ายทำให้เขาจนใจ ด้วยเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพิ่งเก็บตัวอะไรกลับมาด้วย คิดผิดหรือคิดถูกที่พานางร่วมทาง
“แม่นางท่านนี้...” เยียนหลันเฟิงมองหญิงสาว “ข้าแซ่เยียน นามหลันเฟิง ไม่ทราบว่าท่านเป็นคนที่นี่ หรือผ่านทางมา”
“ข้าแซ่เซี่ย นามตัวเดียวว่าฉิง บิดาข้าเคยเป็นคหบดีเมืองต้าเฉิง”
“เคยเป็น?”
“ตอนนี้ไม่มีคหบดีเซี่ยแล้ว แม้ยังมีคนตระกูลเซี่ยแต่คหบดีอะไรนั่นไม่มีแล้ว” นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าจะกลับค่ายทหาร หากพวกท่านไม่กลับตอนนี้ก็รบกวนบอกทาง ท่านยายกับน้องสาวของข้ารออยู่”
เยียนหลันเฟิงพยักหน้า “พวกเรากำลังจะกลับเดี๋ยวนี้แล้ว”
เสิ่นเหยียนจงใจชะลอฝีเท้าม้าให้ช้าลง เมื่อเข้าใกล้ผู้เป็นอาจารย์ก็กล่าวขึ้นเสียงเบา “ก่อนหน้านี้นางสังหารโจรป่าสิบสามชีวิต” เขามองเชลยที่เพิ่งจับเป็นกลับมาได้ “ทุกจุดที่นางยิงล้วนเป็นจุดตาย มีเพียงคนนี้ที่นางยิงหัวไหล่ ฝีมือการยิงธนูของนางนับว่าหายาก กระบอกธนูของทางการใส่ได้ทั้งหมดสิบสี่ดอก ตอนศิษย์ไปถึงนางเหลือธนูในมือเพียงดอกเดียว” นั่นหมายความว่านางยิงไม่พลาดเป้าสักดอก!!
“ไม่พลาดเลย?” แม้แต่อวี้จือที่เป็นคนคุ้มกันของเยียนหลันเฟิงยังมีท่าทีประหลาดใจ
“ให้คนไปสืบมา” เยียนหลันเฟิงกล่าวสั้นๆ จากนั้นพวกเขาก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องของเซี่ยฉิงอีก
ที่ทางเข้าค่ายทหารมีท่านยายกับเด็กสาวยืนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นหญิงสาวขี่ม้าเข้าประตูป้อม ทั้งสองก็ส่งเสียงเรียกนางด้วยความดีใจ
“พี่สะใภ้/ฉิงเอ๋อร์!”
เยียนหลันเฟิงมองสบตากับเสิ่นเหยียน กระทั่งคืนนั้นคนของเขาก็กลับเข้ามารายงาน ฐานะของเซี่ยฉิงดูเหมือนไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
“นางเพิ่งแต่งให้บัณฑิตแซ่เสียนขอรับ ชาวบ้านล้วนเห็นตรงกันว่านางแต่งกับเขาเพื่อรักษาสินเดิมของมารดาเท่านั้น เดิมทีคุณหนูเซี่ยก็มีชื่อเสียงที่ไม่ดีนัก ว่ากันว่านางเห็นแก่ตัวและอารมณ์ร้าย สาวใช้ที่เคยอยู่ข้างกายนางออกมาซุบซิบนอกจวนเสมอ บอกว่าที่นางแต่งงานตอนอายุยี่สิบ ก็เพราะไม่มีบุรุษใดกล้าแต่งนางเข้าจวน แม้ว่าตระกูลเซี่ยจะร่ำรวยมั่งคั่งก็ตาม คู่หมั้นของนางก่อนหน้านี้รับอนุสองคน จากนั้นก็รอให้นางพบเข้าและเป็นฝ่ายขอถอนหมั้นไปเอง หลังแต่งงานไม่นานสามีของนางก็เดินทางไปเข้าสอบที่เมืองหลวง ที่บ้านจึงเหลือเพียงนางกับน้องสาวสามีและท่านยายเสียน มีคนบอกว่าอยู่ที่บ้านนางกดขี่ข่มเหงน้องสามีกับท่านยาย แม้ให้ข้าวกิน มีที่ให้นอน ทว่ากลับต้องทำงานแลกและต้องทนถูกนางโขกสับต่างๆ นานาไม่ต่างจากบ่าวในเรือน”
รายงานไปแล้วก็มีท่าทีลังเล
“มีอะไรหรือ” เยียนหลันเฟิงสังเกตเห็น
“ข้าน้อย...ได้ยินคนในขบวนคัดค้านไม่เห็นด้วย คนผู้นั้นบอกว่าเขาเห็นกับตาว่าแม่นางเซี่ยช่วยชีวิตท่านยายกับน้องสามีเอาไว้ ทั้งตอนถูกน้ำพัดกับตอนที่นางเสี่ยงชีวิตไปช่วยน้องสามีบนเขา หากเป็นจริงอย่างที่ว่าและนางกดขี่ข่มเหงน้องสามี นางจะเสี่ยงชีวิตขึ้นเขาไปทำไม แถมยังเสี่ยงชีวิตไปถ่วงเวลาโจรที่ไล่ตามนั่นอีก”
“แล้วเรื่องที่นางมีวรยุทธ์เล่า มีใครรู้เรื่องหรือไม่”
“ทุกคนล้วนประหลาดใจเช่นกันขอรับ เมื่อรู้ว่าแม่นางเซี่ยช่วยคนกลับมาได้ แถมยังกลับค่ายทหารอย่างปลอดภัยหลังออกไปถ่วงเวลากลุ่มโจร พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางสังหารโจรพวกนั้น ไม่มีใครคาดคิดอย่างแน่นอน” เขาหยุดพูดไปเล็กน้อย
“มีอะไรหรือ”
“เมื่อครู่ข้าน้อยเห็นคุณชายท่านหนึ่งกับคนคุ้มกัน ทั้งสองเข้าไปหาเสียนฮูหยิน คราแรกไม่มั่นใจกระทั่งเห็นป้านหยกที่เขามอบให้เสียนฮูหยิน เขาก็คือคุณชายลู่กับผู้คุ้มกันหยวนขอรับ”
“ลู่เสวี่ย?”
