ตอนที่ 5
สามวันถัดมาหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในงานเลี้ยงชมบุปผา ข่าวลือเรื่องความร้ายกาจของเนี่ยซวง ยิ่งขจรขจายไปไกลราวกับไฟลามทุ่ง ชาวเมืองต่างเล่าลือกันอย่างออกรสว่าคุณหนูใหญ่สกุลเนี่ย นอกจากจะรังแกหญิงชราแล้ว ยังจงใจชนคุณหนูตระกูลลู่จนอับอายขายหน้ากลางธารกำนัล วีรกรรมของนางกลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักในทุกโรงน้ำชาและวงสุรา
ทว่าเจ้าตัวต้นเรื่องกลับมิได้ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด
ณ วัดหงส์เหิน ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขานอกเมืองหลวง บรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวขจี เนี่ยซวงในอาภรณ์สีแดงสดปักลายมงคลที่ดูขัดกับความสงบของวัด เดินเชิดหน้าเข้ามาในโถงสักการะพร้อมด้วยสาวใช้คนสนิท
นางมิได้มาเพื่อสวดมนต์ภาวนาขอพรพระพุทธองค์ หากแต่ถูกมารดาบังคับให้มาสงบจิตสงบใจ ล้างเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เกือบถูกกิ่งไม้ทับตายเมื่อวันก่อน
"บริจาคหนึ่งร้อยตำลึง" เนี่ยซวงเอ่ยเสียงดังลั่นจนไต้ซือที่ดูแลโต๊ะบริจาคสะดุ้งโหยง นางโยนถุงเงินลงบนโต๊ะบริจาคเสียงดังตึง "ข้าขอเพียงอย่างเดียว ขอให้ผลบุญนี้ช่วยให้พวกแมลงหวี่แมลงวันเลิกมาตอแยข้าเสียที"
คำอธิษฐานที่แปลกประหลาดทำให้ผู้มาแสวงบุญคนอื่นหันมามองด้วยสายตาตำหนิ แต่เนี่ยซวงกลับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ นางสะบัดชายแขนเสื้อเดินออกจากโถงหลัก มุ่งหน้าไปยังสวนหินด้านหลังวัดซึ่งเป็นเขตอภัยทานที่เงียบสงบ
"คุณหนู ท่านจะไปที่ใดเจ้าคะ เรือนพักรับรองอยู่ทางทิศตะวันออก" ปั้นเซี่ย เอ่ยถามพลางก้าวเท้าตามให้ทัน
"ข้าจะไปหาที่เงียบๆ นอนกลางวัน" เนี่ยซวงตอบโดยไม่หันกลับมามอง "เจ้าไม่ต้องตามมา เฝ้าทางเข้าสวนไว้ หากมีผู้ใดถามก็บอกว่าข้ากำลังนั่งสมาธิเข้าฌานอย่างเคร่งครัด ห้ามผู้ใดรบกวนเด็ดขาด"
"เข้าฌานหรือนอนหลับเจ้าคะ"
"มันก็คือการพักผ่อนจิตวิญญาณเหมือนกันนั่นแหละ"
เนี่ยซวงเดินลัดเลาะผ่านป่าไผ่ เข้าสู่เขตภูเขาจำลองที่ก่อสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง หินก้อนใหญ่เรียงรายซ้อนกันเกิดเป็นโพรงถ้ำและซอกหลืบมากมาย เหมาะแก่การหลบซ่อนตัวจากสายตาผู้คน นางหมายตาก้อนหินเรียบก้อนหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน หวังจะใช้เป็นเตียงนอนชั่วคราว
ทว่าทันทีที่นางก้าวเข้าไปในซอกหิน กลิ่นคาวเลือดจางๆ ก็ลอยมาเตะจมูก
เนี่ยซวงชะงักฝีเท้า สัญชาตญาณระวังภัยตื่นตัวขึ้นทันที นางเป็นบุตรสาวแม่ทัพ แม้จะขี้เกียจฝึกยุทธ์ แต่เรื่องการเอาตัวรอดและการสังเกตสิ่งผิดปกตินั้นนางได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่จำความได้
กลิ่นเลือดนี้สดใหม่ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงลม
นางค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ชะโงกหน้าเข้าไปดูสิ่งที่อยู่ด้านหลัง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้ดวงตาของนางเบิกกว้าง
บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงโขดหินอย่างหมดแรง อาภรณ์สีดำสนิทของเขาชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีเข้มที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผลบริเวณหน้าท้อง ใบหน้าคมคายที่เคยดูเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากม่วงคล้ำ บ่งบอกว่าเขามิได้เพียงแค่บาดเจ็บ แต่กำลังถูกพิษ
มู่หรงจิ่ง
เนี่ยซวงแทบจะกรีดร้องออกมา แต่ต้องรีบยกมือปิดปากตนเองไว้แน่น สวรรค์ช่างเล่นตลกกับนางนัก เหตุใดนางหนีไปที่ใดต้องเจอยมทูตผู้นี้ทุกครั้งไป
นางค่อยๆ ก้าวถอยหลังเตรียมจะหันหลังวิ่งหนี เรื่องราชสำนัก การลอบสังหาร หรือการแย่งชิงบัลลังก์ เป็นสิ่งที่นางสาบานว่าจะไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด หากนางช่วยเขา ศัตรูของเขาย่อมต้องเพ่งเล็งมาที่นาง ชีวิตสงบสุขของนางจะจบสิ้นลงทันที
"จะไปไหน" เสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับมือใหญ่ที่เย็นเฉียบคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของนางอย่างแม่นยำ
เนี่ยซวงสะดุ้งสุดตัว ก้มลงมองมือที่เปื้อนเลือดนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาที่แม้จะดูอ่อนแรงแต่ยังคงฉายแววอำมหิตไม่เปลี่ยนแปลง
"ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ" เนี่ยซวงพยายามสะบัดขา น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "หม่อมฉันไม่เห็นอันใดทั้งนั้น หม่อมฉันตาบอด มองไม่เห็นพระองค์เพคะ"
"เนี่ย ซวง..." มู่หรงจิ่งเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงขาดห้วง แต่มือที่จับข้อเท้านางกลับบีบแน่นขึ้นจนนางรู้สึกเจ็บ "เจ้าคิดว่าเห็นเปิ่นหวางในสภาพนี้แล้ว จะเดินออกไปได้ง่ายๆ กระนั้นหรือ"
"หม่อมฉันบอกว่าไม่เห็นก็คือไม่เห็นสิเพคะ" เนี่ยซวงเถียงข้างๆ คูๆ "ปล่อยหม่อมฉันเถิดเพคะท่านอ๋อง หม่อมฉันสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดรู้ แม้แต่สุนัขที่บ้านหม่อมฉันก็จะไม่บอก"
มู่หรงจิ่งกระตุกยิ้มมุมปากอย่างยากลำบาก "หากเปิ่นหวางตายตรงนี้ เจ้าจะเป็นผู้ต้องสงสัยคนแรก ตระกูลเนี่ยจะถูกตรวจสอบ เจ้าคิดว่าบิดาเจ้าจะรอดพ้นข้อครหาหรือ"
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด เนี่ยซวงหยุดดิ้นรนทันที สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว หากชินอ๋องสิ้นพระชนม์ในที่ที่นางอยู่ นางย่อมตกเป็นแพะรับบาปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่านางจะบริสุทธิ์หรือไม่ แต่ทางการย่อมต้องการคนรับผิดชอบ
"บัดซบ" เนี่ยซวงสบถคำหยาบออกมาอย่างลืมตัว "พระองค์นี่มันตัวซวยจริงๆ"
นางทรุดตัวลงนั่งข้างกายเขาอย่างไม่เต็มใจนัก ปัดพระหัตถ์เขาออกจากข้อเท้าตนเองด้วยท่าทีรังเกียจ
"แผลอยู่ตรงไหนเพคะ" นางถามเสียงห้วน
มู่หรงจิ่งมองนางด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนมือมาเปิดเสื้อคลุมบริเวณหน้าท้อง เผยให้เห็นแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากคมดาบ เลือดสีดำคล้ำไหลซึมออกมาไม่หยุด
"พิษบุปผามรณะ..." เนี่ยซวงพึมพำเมื่อเห็นลักษณะของบาดแผลที่ไหม้เกรียมรอบปากแผลราวกับถูกไฟเผา นางเคยอ่านเจอในตำราพิษที่ซุกซ่อนอยู่ในห้องหนังสือของบิดา "พระองค์ยังไม่ตายก็นับว่าหนังเหนียวพอตัว"
"มียาหรือไม่" เขาถามสั้นๆ
"หม่อมฉันมาวัดนะเพคะ มิได้มาโรงหมอ จะพกยาติดตัวมาได้อย่างไร" เนี่ยซวงบ่นกระปอดกระแปด แต่สายตาของนางกวาดมองไปรอบๆ บริเวณโขดหินอย่างรวดเร็ว
บริเวณนี้มีความชื้นสูง และตามซอกหินมีพืชสมุนไพรขึ้นอยู่ประปราย สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งคนชั่วอย่างนางเสียทีเดียว
นางลุกขึ้นเดินไปเด็ดต้นหญ้าชนิดหนึ่งที่มีใบเรียวแหลมและมีกลิ่นฉุนรุนแรงมาสองสามกำมือ จากนั้นก็หยิบหินก้อนเล็กๆ มาทุบสมุนไพรนั้นจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
"นี่คือหญ้าลิ้นงูขาว มีฤทธิ์ถอนพิษร้อนและห้ามเลือด พอจะยื้อชีวิตพระองค์ได้สักชั่วยาม ระหว่างนั้นลูกน้องหน้าตายของพระองค์คงตามมาเจอพอดี"
เนี่ยซวงกลับมานั่งลงข้างกายเขา นางมองเสื้อผ้าไหมราคาแพงของตนเองสลับกับบาดแผลของเขา ก่อนจะตัดสินใจฉีกชายแขนเสื้อของตนเองดัง แคว่ก
"ผ้าไหมซูโจวพับละห้าสิบตำลึงของข้า..." นางคร่ำครวญเบาๆ ขณะนำผ้ามาเช็ดเลือดรอบปากแผลให้เขาอย่างลวกๆ
"เปิ่นหวางจะชดใช้ให้" มู่หรงจิ่งเอ่ยเสียงแผ่ว มองดูการกระทำของนางด้วยความสนใจ แม้นางจะปากร้ายและทำท่าทางรุนแรง แต่ลงมือทำแผลกลับเบามือและแม่นยำยิ่งนัก
"พูดแล้วนะเพคะ ห้ามคืนคำเด็ดขาด" เนี่ยซวงโปะสมุนไพรที่บดแล้วลงบนปากแผล
"อึก..." มู่หรงจิ่งกัดฟันแน่นเมื่อความแสบร้อนแล่นพล่านไปทั่วร่าง เหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก แต่เขาไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่คำเดียว
"เจ็บก็ร้องออกมาเถิดเพคะ กลั้นไว้เดี๋ยวชีพจรจะขาดสะบั้นเอาเสียก่อน" เนี่ยซวงกล่าวเหน็บแนม ขณะใช้ผ้าที่ฉีกมาพันแผลให้เขาอย่างคล่องแคล่ว "เสร็จแล้วเพคะ ฝีมือหม่อมฉันอาจจะไม่ประณีตเหมือนหมอหลวง แต่รับรองว่าพระองค์ไม่ตายแน่นอน"
