สตรีชั่วช้าอันดับหนึ่งคือฉายาที่ข้าปั้นแต่ง

74.0K · จบแล้ว
Tauriel
44
บท
4.0K
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เนี่ยซวง บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ คือการได้นอนกลิ้งเกลือกบนกองเงินกองทองโดยไร้สามีมากวนใจ นางจึงลงทุนสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองกลายเป็นสตรีชั่วช้าอันดับหนึ่ง ทั้งหยาบคาย ไร้ยางอาย และจิตใจคับแคบ หวังให้บุรุษทั่วเมืองหลวงขยาด ทว่าแผนการอันสมบูรณ์แบบกลับพังทลาย เมื่อนางไปเตะตา มู่หรงจิ่ง ชินอ๋องผู้สำเร็จราชการที่มีฉายาว่ายมทูตหน้าหยก คนอื่นมองว่านางบ้า... แต่เขากลับมองเห็นความฉลาดที่ซ่อนอยู่ คนอื่นวิ่งหนีนาง... แต่เขากลับเดินหน้าไล่ต้อน "ในเมื่อเจ้าอยากเป็นสตรีชั่วช้า เปิ่นหวางก็จะส่งเสริม... เริ่มจากแต่งเข้ามาเป็นชายาจอมโหดของเปิ่นหวางเป็นอย่างไร?"

นิยายจีนโบราณท่านอ๋องนางเอกเก่งจีนโบราณโรแมนติกรักหวานๆ

ตอนที่ 1

ยามอู่ แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวเข้มของโรงน้ำชาจุ้ยเซียน ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางถนนสายหลักของเมืองหลวง กลิ่นหอมกรุ่นของชาหลงจิ่งชั้นดีลอยอบอวลผสมปนเปไปกับเสียงอื้ออึงของผู้คน บรรยากาศภายในโรงน้ำชาคึกคักจอแจยิ่งกว่าตลาดสด ยามนี้ทุกโต๊ะที่นั่งล้วนถูกจับจองจนแน่นขนัด มิใช่เพราะรสชาติของชาหรือขนมกุ้ยฮวาอันเลื่องชื่อ หากแต่เป็นเพราะหัวข้อสนทนาที่นักเล่านิทานประจำโรงน้ำชากำลังป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงอันดังก้องกังวาน

"หากจะกล่าวถึงสตรีที่งดงามที่สุดในเมืองหลวง ย่อมต้องยกให้บุตรสาวอัครเสนาบดี แต่หากจะเอ่ยถึงสตรีที่จิตใจคับแคบ หยาบกระด้าง และไร้ยางอายที่สุดในใต้หล้า... จะเป็นผู้ใดไปมิได้นอกจาก คุณหนูใหญ่เนี่ยซวง บุตรสาวคนโตของแม่ทัพใหญ่ตระกูลเนี่ย!"

สิ้นเสียงตบไม้ปลุกใจของนักเล่านิทาน ผู้คนในโรงน้ำชาต่างพากันส่งเสียงฮือฮา บ้างส่ายหน้าด้วยความระอา บ้างถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรังเกียจเมื่อได้ยินชื่อนั้น

"ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานนางสั่งลงโทษสาวใช้ในเรือนเพียงเพราะสาวใช้ผู้นั้นทำน้ำแกงหกใส่ชุดใหม่ของนาง ถึงขั้นสั่งให้คุกเข่าตากแดดสามชั่วยามจนเป็นลมล้มพับไป" ชายร่างท้วมผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างออกรส

"แค่นั้นยังน้อยไป" หญิงวัยกลางคนอีกโต๊ะหนึ่งเสริมขึ้นทันควัน "ข้าได้ยินมาจากบ่าวในจวนแม่ทัพว่า คุณหนูเนี่ยผู้นี้มีนิสัยริษยายิ่งนัก แม้แต่สุนัขที่เลี้ยงไว้ หากมันกระดิกหางให้ผู้อื่นมากกว่านาง นางยังสั่งงดอาหารมันถึงสองวัน จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์มนา สตรีเช่นนี้ต่อให้งดงามปานเทพธิดา ก็คงไม่มีบุรุษบ้านไหนกล้าแต่งเข้าเรือนเป็นแน่"

"จริงของเจ้า ผู้ใดได้นางไปเป็นภรรยา คงเหมือนเชิญดาวหายนะเข้าบ้าน ตระกูลแม่ทัพช่างโชคร้ายนักที่มีบุตรสาวเช่นนี้"

ท่ามกลางเสียงก่นด่าสาปแช่งที่ดังระงมไปทั่วโรงน้ำชา บริเวณมุมอับสายตาบนชั้นสอง กลับมีสตรีร่างบอบบางในชุดผ้าไหมสีแดงสดนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ นางสวมหมวกที่มีผ้าโปร่งบดบังใบหน้า แต่ทว่าท่าทางการยกถ้วยชาขึ้นจิบนั้นกลับดูสง่างามและเยือกเย็น ขัดกับบรรยากาศโดยรอบอย่างสิ้นเชิง

นิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ ริมฝีปากอิ่มสีชาดภายใต้ผ้าคลุมยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ

"ปั้นเซี่ย" สตรีชุดแดงเอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิทที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกาย น้ำเสียงของนางหวานใสราวกับระฆังแก้ว ทว่าแฝงไว้ด้วยความเกียจคร้านอันเป็นเอกลักษณ์

"เจ้าค่ะ คุณหนู" สาวใช้ร่างเล็กนามว่า ปั้นเซี่ย ขยับตัวเข้ามาใกล้ ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นเรียบเฉยไร้อารมณ์ราวกับรูปสลัก

"นักเล่านิทานผู้นี้เล่าได้ไม่เลวเลย เก็บรายละเอียดเรื่องที่ข้าสั่งลงโทษสาวใช้เมื่อวานได้ครบถ้วน แต่น้ำเสียงยังขาดความเคียดแค้นไปสักหน่อย เจ้าว่าหรือไม่" เนี่ยซวงเอียงคอเล็กน้อย พลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ

ปั้นเซี่ยพยักหน้าเล็กน้อย "บ่าวเห็นด้วยเจ้าค่ะ เรื่องที่ท่านสั่งให้สาวใช้คุกเข่า แท้จริงแล้วท่านให้พวกนางไปนั่งคัดอักษรในศาลาริมน้ำพร้อมขนมและน้ำชา แต่นักเล่านิทานกลับเล่าว่าตากแดดจนเป็นลม นับว่าใส่สีตีไข่ได้น่าประทับใจ แต่ยังขาดความสมจริงในเรื่องความโหดเหี้ยมไปบ้าง"

"เช่นนั้นก็เพิ่มเงินให้เขาอีกสักสองตำลึง บอกให้เขาเน้นย้ำเรื่องที่ข้าจิตใจคับแคบให้มากกว่านี้ เอาให้บุรุษและเหล่าฮูหยินทุกคนในเมืองหลวงได้ยินชื่อข้าแล้วต้องขวัญหนีดีฝ่อ เก็บลูกเก็บหลานหนีแทบไม่ทัน"

"รับทราบเจ้าค่ะ" ปั้นเซี่ยล้วงก้อนเงินออกจากอกเสื้ออย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเดินลงไปชั้นล่างเพื่อจัดการตามคำสั่งของผู้เป็นนายอย่างเงียบเชียบ

เนี่ยซวงมองตามหลังสาวใช้ไปพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าที่หากผู้เป็นมารดามาเห็นคงถูกดุว่าไม่งามสมเป็นกุลสตรี แต่ใครจะสนกันเล่า ในเมื่อเป้าหมายของนางคือการเป็นสตรีที่ไม่มีใครต้องการ

นางคือเนี่ยซวง บุตรสาวแม่ทัพผู้เกรียงไกร บิดาของนางกุมกำลังทหารนับแสน เป็นที่น่าเกรงขามไปทั่วแว่นแคว้น ด้วยอำนาจและบารมีของตระกูลเนี่ย ทำให้นางกลายเป็นที่หมายปองของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางที่หวังจะใช้นางเป็นบันไดสู่อำนาจ การแต่งงานทางการเมืองเป็นสิ่งที่นางรังเกียจที่สุด ชีวิตที่ต้องแก่งแย่งชิงดีในวังหลังหรือเรือนหลังของขุนนาง เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวและสิ้นเปลืองแรงกายและแรงใจโดยใช่เหตุ

นางเพียงต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบสุข นอนตื่นสาย จิบชาดีๆ อ่านหนังสือประโลมโลก และใช้เงินทองที่บิดาหามาให้อย่างสบายใจไปจนแก่เฒ่า ดังนั้นหนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงสมรสพระราชทานหรือการสู่ขอจากตระกูลใหญ่ได้ คือการทำตัวเองให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจนถึงที่สุด

ให้คนทั่วหล้าตราหน้าว่านางเป็นสตรีชั่วช้า ยังดีกว่าต้องไปตบตีแย่งชิงความโปรดปรานกับสตรีอื่นเป็นไหนๆ

ไม่นานนัก ปั้นเซี่ยก็เดินกลับขึ้นมาพร้อมกับเสียงไม้ตบโต๊ะของนักเล่านิทานที่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เรื่องราวทวีความรุนแรงและเผ็ดร้อนยิ่งกว่าเดิม เนี่ยซวงฟังแล้วก็กลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น

ทว่านางหารู้ไม่ว่า การกระทำทั้งหมดของนาง ตกอยู่ในสายตาของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของชั้นสองมาตั้งแต่ต้น

มู่หรงจิ่ง หรือ ชินอ๋อง ผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้น้อย นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ในมือถือถ้วยชาหมุนวนเล่นไปมา สายตาคมดุจพญาอินทรีจับจ้องไปยังสตรีชุดแดงที่นั่งอยู่ไม่ไกล แม้จะมีฉากกั้นไม้ฉลุบังอยู่บางส่วน แต่เขาก็เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ได้อย่างชัดเจน

เขาเห็นสาวใช้ของนางเดินลงไปมอบเงินถุงใหญ่ให้นักเล่านิทาน

เขาเห็นรอยยิ้มพึงพอใจภายใต้ผ้าคลุมหน้าของนางเมื่อได้ยินคำด่าทอ…