ตอนที่ 3
แสงรุ่งอรุณสาดส่องกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนแม่ทัพตระกูลเนี่ย บรรยากาศภายในเรือนพักของบุตรสาวคนโตเต็มไปด้วยความวุ่นวาย บ่าวไพร่ต่างเร่งรีบจัดเตรียมอาภรณ์และเครื่องประดับกันอย่างโกลาหล ด้วยวันนี้เป็นวันมงคลที่ฮูหยินตราตั้งแห่งจวนอัครเสนาบดีจัดงานเลี้ยงชมบุปผา เทียบเชิญประทับตราดอกโบตั๋นถูกส่งมาถึงมือเนี่ยซวงตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว
ภายในห้องแต่งตัวที่อบอวลด้วยกลิ่นกำยานไม้จันทน์หอม เนี่ยซวงนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ นางมิได้กำลังตรวจทานความงดงามเพื่อไปประชันโฉมกับเหล่าคุณหนูตระกูลอื่น หากแต่กำลังขบคิดวางแผนที่จะทำลายภาพลักษณ์ของตนเองให้ย่อยยับป่นปี้ที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ปั้นเซี่ย นำปิ่นระย้าทองคำชุดนั้นมา" เนี่ยซวงชี้ปลายนิ้วไปยังกล่องกำมะหยี่สีแดงสดที่วางอยู่มุมโต๊ะ
ปั้นเซี่ย สาวใช้คนสนิทขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะหยิบปิ่นทองคำประดับทับทิมเม็ดโตขึ้นมาพิจารณา "คุณหนู ปิ่นชุดนี้ท่านแม่ทัพสั่งทำเป็นพิเศษก็จริง แต่ลวดลายนี้ดูเทอะทะและใหญ่โตเกินงาม หากนำมาประดับบนศีรษะเกรงว่าจะดูหนักอึ้งจนเกินไป อีกทั้งเมื่อวานท่านเลือกอาภรณ์ผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายดอกเบญจมาศสีเหลืองไว้ หากนำมาใส่รวมกัน..."
ทว่ามุมปากของเนี่ยซวงกลับยกยิ้มอย่างพึงพอใจ "นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการ ข้าต้องแต่งกายให้ไร้รสนิยมที่สุด ให้ฉูดฉาดบาดตาจนผู้คนต้องเบือนหน้าหนี"
"บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ" ปั้นเซี่ยรับคำอย่างรู้ใจ นางบรรจงเสียบปิ่นระย้าลงบนมวยผมของนายสาว ทีละชิ้นจนศีรษะของเนี่ยซวงเต็มไปด้วยประกายสีทองวูบวาบ จากนั้นจึงช่วยสวมอาภรณ์สีม่วงตัดกับลวดลายสีเหลือง ซึ่งเป็นคู่สีที่ขัดแย้งและดูรกรุงรังอย่างยิ่ง
เมื่อแต่งตัวเสร็จสิ้น เนี่ยซวงลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวหน้าคันฉ่อง แสงแดดยามเช้าสะท้อนเครื่องประดับทองคำบนเรือนร่างจนเกิดประกายระยิบระยับแสบตา
นางพยักหน้าช้าๆ "สมบูรณ์แบบ วันนี้ข้าจะไปทำลายบรรยากาศงานเลี้ยงให้พินาศสิ้น"
จวนอัครเสนาบดีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง สวนบุปผาด้านหลังถูกเนรมิตไว้อย่างวิจิตรบรรจง ดอกไม้นานาพันธุ์แข่งกันผลิบานส่งกลิ่นหอมจรุงใจ เหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางน้อยใหญ่ต่างแต่งกายด้วยอาภรณ์สีอ่อนหวานนุ่มนวล ราวกับมวลหมู่ผีเสื้อที่กำลังเริงระบำ กิริยามารยาทล้วนงดงามแช่มช้อยสมกับที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี
ทว่าภาพอันงดงามเหล่านั้นพลันต้องหยุดชะงักลง เมื่อรถม้าคันใหญ่โตของจวนแม่ทัพแล่นมาจอดเทียบหน้าประตู เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของผู้มาเยือนทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง
เนี่ยซวงก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่จงใจปั้นแต่งให้ดูเย่อหยิ่งจองหอง นางเชิดหน้าขึ้นสูง ปลายคางเชิดรั้น กวาดสายตามองไปรอบบริเวณราวกับมองเห็นผู้อื่นเป็นเพียงฝุ่นผง สายลมพัดชายกระโปรงสีม่วงสดสะบัดพลิ้ว เครื่องประดับทองคำบนศีรษะส่งเสียงกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งน่ารำคาญทุกจังหวะการย่างก้าว
"นั่นคุณหนูเนี่ยใช่หรือไม่" เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นทันทีที่นางปรากฏตัว
"ตายจริง นางแต่งกายอันใดกัน ช่าง... บาดตาเหลือเกิน"
"ข้าได้ยินว่านางเพิ่งรังแกหญิงชราขอทานเมื่อวาน วันนี้ยังกล้าเสนอหน้ามาร่วมงานเลี้ยงอีกหรือ ช่างหน้าหนาเสียจริง"
ถ้อยคำนินทาเหล่านั้นลอยเข้าหูเนี่ยซวงทุกประโยค แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ กลับยิ่งรู้สึกเบิกบานใจ นางเดินตรงเข้าไปยังศาลากลางน้ำซึ่งเป็นที่รวมตัวของเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ โดยไม่รอให้เจ้าของงานออกมาต้อนรับ
"อ้าว นี่มิใช่คุณหนูหลินหรอกหรือ" เนี่ยซวงเอ่ยทักทายบุตรสาวเสนาบดีกรมพิธีการด้วยน้ำเสียงดังลั่น "ชุดของเจ้าวันนี้ช่างดูจืดชืดราวกับน้ำล้างผัก ไปตกถังแป้งที่ใดมาหรือไร"
คุณหนูหลินหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเคือง ริมฝีปากเม้มแน่น แต่มิกล้าต่อปากต่อคำด้วยเกรงกลัวอำนาจบิดาของเนี่ยซวง นางได้แต่ก้มหน้าและขยับกายถอยหนี
เนี่ยซวงเดินวางอำนาจไปทั่วงาน ทักทายผู้อื่นด้วยวาจาเชือดเฉือน วิจารณ์การจัดดอกไม้ว่าไร้รสนิยมบ้าง บ่นว่าขนมรสชาติเหมือนดินทรายบ้าง จนบรรยากาศในงานเริ่มตึงเครียด ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้นาง รัศมีความร้ายกาจที่นางแผ่ออกมาทำให้ผู้คนต่างขยาด
ในขณะที่เนี่ยซวงกำลังสนุกสนานกับการสวมบทบาทสตรีชั่วช้า สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นสตรีร่างบอบบางผู้หนึ่งนั่งดีดพิณอยู่ริมสระบัว สตรีผู้นั้นสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าเศร้าสร้อยน่าทะนุถนอม ราวกับดอกบัวแรกแย้มที่ต้องลมฝน
นางคือ ลู่เหลียน บุตรสาวอนุภรรยาของขุนนางกรมโยธา ผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นสตรีที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ แต่เนี่ยซวงรู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์นั้นซุกซ่อนสิ่งใดเอาไว้ ลู่เหลียนผู้นี้มักจะใช้มารยาทำให้ผู้อื่นดูเป็นคนร้ายเพื่อเรียกร้องความสงสาร
เนี่ยซวงหรี่ตาลง สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ลู่เหลียนกำลังรินน้ำชาลงในถ้วยเคลือบอย่างระมัดระวัง สายตาของนางลอกแลกมองไปทางกลุ่มคุณชายที่นั่งสนทนากันอยู่อีกฝั่งของสวน โดยเฉพาะคุณชายรองตระกูลหวัง ผู้เป็นหลานชายของไทเฮา
ปั้นเซี่ยที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังกระตุกชายแขนเสื้อนายสาวเบาๆ ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว "คุณหนู กลิ่นน้ำชาถ้วยนั้นแปลกประหลาดเจ้าค่ะ กลิ่นหอมฉุนคล้ายดอกราตรี แต่มิใช่กลิ่นชาหลงจิ่งอย่างแน่นอน บ่าวจำได้ว่ากลิ่นนี้คล้ายคลึงกับ... ยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรงที่พวกสตรีในหอคณิกานิยมใช้"
เนี่ยซวงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววเหี้ยมเกรียม "กล้าใช้วิธีสกปรกต่ำช้าในงานเลี้ยงอันทรงเกียรติเชียวหรือ นางคงหวังจะรวบหัวรวบหางคุณชายหวังเพื่อถีบตัวเองขึ้นเป็นฮูหยินสินะ ช่างบังอาจนัก"
"คุณหนูจะทำเช่นไรเจ้าคะ จะเปิดโปงนางเลยหรือไม่"
"เปิดโปงไปใครเล่าจะเชื่อ ไม่สู้ใช้วิธีที่ข้าถนัดเสียดีกว่า" เนี่ยซวงจัดแต่งอาภรณ์ให้เข้าที่ ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหาลู่เหลียนอย่างมาดมั่น
ลู่เหลียนเห็นเนี่ยซวงเดินเข้ามาใกล้ก็แสร้งทำเป็นตกใจ ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ "คะ... คุณหนูเนี่ย ท่านมีธุระอันใดกับข้าน้อยหรือเจ้าคะ"
"ข้าเห็นเจ้าดีดพิณได้น่ารำคาญหูยิ่งนัก เสียงดังหนวกหูราวกับแมวขูดยางไม้" เนี่ยซวงเอ่ยเสียงดัง พลางมองถ้วยชาในมือลู่เหลียนด้วยสายตาเหยียดหยาม "แล้วนั่นน้ำชาอันใด สีขุ่นเหมือนน้ำล้างเท้า เจ้าจะนำไปมอบให้ผู้ใดดื่ม"
"นี่... นี่เป็นชาดอกไม้ที่ข้าน้อยปรุงขึ้นเองเจ้าค่ะ ตั้งใจจะนำไปให้..." ลู่เหลียนยังเอ่ยไม่ทันจบประโยค เนี่ยซวงก็แสร้งทำเป็นสะดุดชายกระโปรงยาวรุ่มร่ามของตนเอง ถลันกายเข้าไปชนร่างบอบบางของลู่เหลียนอย่างแรง
"ว้าย"
เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมกับเสียงถ้วยชาแตกกระจาย น้ำชาสีอำพันหกเลอะเต็มชุดสีขาวบริสุทธิ์ของลู่เหลียนจนเปียกชุ่ม
"ตายจริง" เนี่ยซวงอุทานด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด นางยืดกายขึ้นแล้วปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า "เจ้ามาขวางทางข้าด้วยเหตุใด เดินเหินไม่ดูตาม้าตาเรือ สมน้ำหน้า ชุดสวยๆ ของเจ้ากลายเป็นผ้าขี้ริ้วเสียแล้ว"
ลู่เหลียนน้ำตาไหลพราก รีบคุกเข่าลงเก็บเศษถ้วยชาด้วยมือเปล่า เลือดสีแดงสดซึมออกมาจากปลายนิ้ว เกิดเป็นภาพที่น่าเวทนาต่อผู้พบเห็น
"คุณหนูเนี่ย ฮึก... ข้าน้อยผิดไปแล้ว ท่านโปรดอย่าโกรธเคืองข้าน้อยเลย" ลู่เหลียนร้องไห้สะอึกสะอื้น
