4 กำแพงแห่งพี่น้อง
หลายวันมานี้ทั้งสองเปลี่ยนสรรพนามเรียกกันเสียใหม่ โดยพิมมาดาแทนตัวว่าพี่อย่างเป็นธรรมชาติตั้งแต่ได้ข้อสรุปว่าจะอยู่กันแบบพี่น้อง ซึ่งฉลามเองก็ยอมทำตาม แต่เขาไม่เลิกคิดที่จะจีบเธอเพียงแต่ต้องเก็บงำเอาไว้ก่อน
“ผมก็เดาว่าพี่น่าจะทำเสร็จแล้ว เมื่อสักครู่กลิ่นต้มข่าไก่ลอยไปถึงห้องนอนผมพอดีเลย...” เขาเว้นจังหวะพลางสูดกลิ่นหอมชวนฝัน
“หิวหรือเปล่าล่ะ” พิมมาดาถามโดยไม่หันมามอง
“นิดหน่อยครับ” คำตอบนั้นสั้นทว่าหนักแน่น สายตาคมกริบจ้องมองแผ่นหลังและลำคอระหงของเธออย่างเอาจริงเอาจัง จนหญิงสาวรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังและรีบขยับเสื้อเชิ้ตให้มิดชิดขึ้น
“วันนี้มีต้มข่าไก่ ปลากะพงทอดน้ำปลา แล้วก็นึ่งซีอิ๊วใส่ผักกาดขาวกับแครอทพอได้ไหมคะ” เธอเอ่ยเมนูยาวเหยียดเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า
“หน้าตาดูน่ากินมากครับ...” เขาขยับเข้ามาใกล้เพื่อช่วยยกจานอาหาร กลิ่นกายชายหนุ่มผสมกลิ่นแป้งอ่อนๆ ทำเอาหัวใจคนมองเต้นผิดจังหวะ
“คุณแม่ขา!!! พี่ฉลาม!!” เสียงใสของเจ้าเอยดังขัดจังหวะ พร้อมร่างเล็กที่วิ่งเข้ามากอดขาพี่ชายคนโปรด
“ว่าไงครับเจ้าเอย” เขาอุ้มเด็กน้อยขึ้นแนบอกด้วยท่าทางอ่อนโยน ก่อนจะส่งแกไปนั่งรอที่โต๊ะเพื่อหาโอกาสอยู่กับคุณแม่คนสวยสองต่อสองในครัว
“พี่ไม่รู้เลยว่า....เดี๋ยวนี้ลูกพี่ไปเชื่อฟังฉลามตั้งแต่ตอนไหน” ฉลามชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจหนุ่มกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำนั้น
ระหว่างที่ช่วยกันยกสำรับอาหารตามกันออกมา พิมพ์มาดาก็เอ่ยถามอย่างกวนๆ
“พี่ถามหน่อยสิ ทำไมเธอถึงชื่อฉลามล่ะ ตอนตั้งท้องคุณแม่ฝันถึงฉลามบ่อยเหรอ”
“ไม่ใช่หรอกครับ” เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอ ท่าทางดูอันตรายแต่ก็น่าหลงใหล
“พอดีผมมีพี่สาวคนโตชื่อปลาวาฬ ส่วนผมคนเล็กชื่อฉลาม... คงเพราะตอนเด็กๆ ผมมันแสบมั้งครับ”
เช้าวันหยุดที่ควรจะเงียบสงบ กลับถูกปลุกให้ตื่นฟื้นด้วยมวลความรู้สึกที่ร้อนแรงและเย้ายวนยิ่งกว่าวันไหน ๆ พิมมาดา อยู่ในชุดลำลองสีหวาน เนื้อผ้าคอตตอนบางเบาแนบสนิทไปกับเรือนร่าง อวดผิวพรรณเนียนละเอียดและส่วนโค้งเว้าภายใต้ร่มผ้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ
กลิ่นหอมกรุ่นของเนยและไข่ดาวที่กำลังสุกบนกระทะดูจะจืดจางลงไปในทันที เมื่อเสียงออดที่รั้วหน้าบ้านดังรัวกังวานลัดเลาะเข้าไปถึงภายในครัว พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ของเด็กหนุ่มข้างบ้านที่ยืนรออยู่ด้วยท่าทีมาดมั่น ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าที่ขับเน้นเสน่ห์ของเขาให้โดดเด่นจนเธอไม่อาจละสายตา
“ตื่นเช้าจังวันนี้” เธอเอ่ยทัก พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว ขณะที่หัวใจกลับเต้นรัวแรง
“ผมออกไปวิ่งมาครับ” ฉลามตอบพลางใช้ชายเสื้อยืดที่สวมอยู่เลิกขึ้นปาดเหงื่อจาง ๆ บนไรผม ท่วงท่านั้นเผยให้เห็นลอนหน้าท้องแกร่งที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ ผิวเข้มจัดของเขาดูขึ้นเงาเพราะหยาดเหงื่อสะท้อนแสงแดดยามเช้า ชุดกีฬาที่เขาสวมใส่นั้นเน้นย้ำความแข็งแรงของท่อนขาและแขนที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดนูน ดูดิบเถื่อนและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ทางเพศอย่างจงใจ
“วันหลังพี่ไปวิ่งด้วยกันนะครับ”
“เห็นทีจะไม่ได้ กลัวเจ้าเอยตื่นมาแล้วไม่เห็นแม่จะร้องไห้เอาน่ะสิ” พิมมาดาเปิดประตูรั้วให้ก็รีบเดินเข้าไปในครัวต่อ ระหว่างนั้นเธอต้องแสร้งก้มหน้าก้มตาจัดจานออมเล็ตอย่างเกรง ๆ เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรง ๆ เพราะกลัวว่าเขาจะเห็นความเผลอไผลในดวงตาของเธอ สายตาที่แอบชื่นชมความหนุ่มแน่นนั้นมันช่างทรยศต่อมาดผู้จัดการธนาคารผู้เย็นชาเหลือเกิน
“แล้วนี่เจ้าเอยยังไม่ตื่นเหรอครับ?”
“จ้ะ วันหยุดก็ตื่นสายเป็นปกติแหละ” มารดาคนสวยตอบ ก่อนจะตักอาหารใส่จานแล้วนั่งลงทานมื้อเช้าไปพร้อมกับเขา ความใกล้ชิดที่เริ่มคุ้นเคยทำให้หัวใจของเธอเต้นในจังหวะที่ผ่อนคลายลง
“วันนี้ผมว่างพอดีเลย... เลยอยากชวนพี่พิมกับเจ้าเอยไปเที่ยวด้วยกัน” ฉลามเอ่ยขึ้นพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ในห้องครัว สายตาคมกริบของเขาจ้องมองตามแผ่นหลังบางที่กำลังวุ่นวายอยู่กับหน้าเตา
“เที่ยวไหนเหรอ?” พิมมาดาเลิกคิ้วถามพลางหันกลับมา แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้ชุดนอนผ้าเนื้อบางของเธอเผยให้เห็นรอยหยักโค้งของเอวคอดรำไร
“วันนี้ผมว่างพอดีเลย... เลยอยากชวนพี่พิมกับเจ้าเอยไปเที่ยวด้วยกัน” ฉลามเอ่ยขึ้นพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ในห้องครัว สายตาคมกริบของเขาจ้องมองตามแผ่นหลังบางที่กำลังวุ่นวายอยู่กับหน้าเตา
“เที่ยวไหนเหรอ?” พิมมาดาเลิกคิ้วถามพลางหันกลับมา แสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้ชุดนอนเนื้อบางของเธอเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าชัดเจนจนชายหนุ่มต้องลอบกลืนน้ำลาย
“ถ้าบอกไปก็ไม่เซอร์ไพรส์สิครับ...” ฉลามส่งสายตาอ้อนวอนกึ่งท้าทาย
“แต่ถ้าไม่บอกก่อน พี่ก็ไม่ไปนะคะ” พิมมาดายืนกรานเสียงแข็งแต่แววตากลับสั่นไหวเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่คม
ฉลามหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้ามายืนซ้อนหลังเธอจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายแกร่ง เขาโน้มตัวลงกระซิบชิดใบหูจนพิมมาดาขนลุกซู่
“ผมอยากพาพี่พิมกับเจ้าเอยไปทะเลครับ...”
“ก็ต้องแล้วแต่เจ้าเอยนะ รายนั้นไปอยู่ที่ไหนนาน ๆ ไม่ได้หรอก” เธอแบ่งรับแบ่งสู้ พยายามซ่อนความปั่นป่วนด้วยการหยิบจับจานชาม
“งั้นสรุปว่าถ้าเจ้าเอยไป พี่พิมก็ไปใช่มั้ยครับ?” เขาหยั่งเชิงพร้อมรอยยิ้มผู้ชนะ
“อืม...” คำตอบสั้น ๆ ในลำคอเรียกยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบนหน้าคม
“งั้นผมขอตัวไปอาบน้ำสักครู่ แล้วจะรีบมาหานะครับ”