ตอนที่ 4 สหายที่คอยสนับสนุนความรัก
หลังจากความพยายามทำขนมให้จ้าวอวี้เฉินในวันก่อน มู่หรงเย่วก็กลับไปฝึกกระบี่ตามปกติ แม้จะถูกศิษย์พี่ใหญ่ปฏิเสธเรื่องขนมอยู่หลายครั้ง แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้แม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม นางกลับเริ่มวางแผนว่าจะทำอาหารชนิดใดให้เขาในครั้งต่อไป
“มู่หรงเย่ว!”
เสียงเรียกหวานใสดังมาจากด้านหลัง ขณะที่เด็กสาวกำลังนั่งเลือกสมุนไพรอยู่ริมสวน
มู่หรงเย่วเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเผยรอยยิ้มทันที
“เมิ่งเหยา!”
หญิงสาวในชุดสีขาวปักลายดอกเหมยเดินเข้ามาหา นางมีใบหน้างดงาม ผิวขาวละเอียด ดวงตาอ่อนโยน และท่าทางเรียบร้อยทุกย่างก้าว เส้นผมดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกสีขาว
ฉู่เมิ่งเหยา บุตรสาวของเจ้าสำนักเทียนหยวน และน้องสาวบุญธรรมของจ้าวอวี้เฉิน
นางกับมู่หรงเย่วรู้จักกันมาหลายปี ทั้งยังสนิทสนมกันจนแทบไม่มีความลับต่อกัน
“เจ้านั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้หรือ”
ฉู่เมิ่งเหยานั่งลงข้างนาง พลางมองสมุนไพรที่วางเรียงอยู่บนผ้า
“ข้ากำลังเลือกสมุนไพรไปทำขนมให้ศิษย์พี่ใหญ่”
มู่หรงเย่วตอบอย่างภาคภูมิใจ
ฉู่เมิ่งเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“เจ้ายังไม่ยอมแพ้อีกหรือ”
“แน่นอน! ครั้งก่อนเขาบอกว่าขนมของข้าหวานเกินไป คราวนี้ข้าจะทำให้หวานน้อยลงอีก”
“อวี้เฉินไม่ค่อยชอบของหวานจริง ๆ นั่นแหละ แต่หากเป็นสิ่งที่เจ้าตั้งใจทำให้ บางทีเขาอาจยอมกินมากขึ้นก็ได้”
คำพูดนั้นทำให้มู่หรงเย่วยิ้มกว้าง
“ข้าก็คิดเช่นนั้น!”
ฉู่เมิ่งเหยามองใบหน้าสดใสของสหาย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
“แล้วเจ้าคิดจะตามจีบศิษย์พี่ใหญ่ไปถึงเมื่อใดกัน”
“จนกว่าเขาจะยอมรับข้าเป็นสตรีที่เขาชอบ!”
มู่หรงเย่วตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ฉู่เมิ่งเหยาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือไปจัดปอยผมที่ตกลงมาข้างแก้มของนาง
“เจ้าช่างกล้าพูดจริง ๆ”
“ก็ข้าชอบเขานี่นา การชอบใครสักคนไม่ใช่เรื่องน่าอายเสียหน่อย”
“ถูกต้อง เจ้าควรกล้าบอกความรู้สึกของตนเองเช่นนี้”
น้ำเสียงของฉู่เมิ่งเหยาอ่อนโยนไม่เปลี่ยนแปลง
“เพียงแต่ศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนพูดน้อย เจ้าอย่าเพิ่งน้อยใจหากเขาไม่ตอบสนองอย่างที่เจ้าหวัง”
มู่หรงเย่วพยักหน้า
“ข้ารู้แล้ว เขาเป็นคนเช่นนั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร”
นางพูดพลางหยิบสมุนไพรขึ้นมาหนึ่งก้าน
“จริงสิ เมิ่งเหยา เจ้าเคยทำอาหารให้ใครหรือไม่”
“เคยบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก”
“เช่นนั้นเจ้าช่วยข้าคิดหน่อยสิว่าควรทำอะไรให้ศิษย์พี่ใหญ่ดี”
ฉู่เมิ่งเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“หากเขาไม่ชอบของหวาน เจ้าก็ลองทำขนมธัญพืชอบแห้งดูสิ ไม่ต้องเติมน้ำผึ้งมากนัก อีกทั้งยังพกติดตัวเวลาออกไปทำภารกิจได้สะดวก”
“จริงด้วย!”
มู่หรงเย่วตบมืออย่างตื่นเต้น
“เมิ่งเหยา เจ้าเก่งที่สุดเลย!”
“ข้าเพียงเสนอความคิดเท่านั้น”
“ไม่ได้หรอก เจ้าต้องช่วยข้าทำด้วย!”
ฉู่เมิ่งเหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มรับ
“ได้สิ หากเจ้าต้องการ ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
ช่วงบ่าย เด็กสาวทั้งสองเดินไปยังโรงครัวด้วยกัน
มู่หรงเย่วรับหน้าที่เตรียมธัญพืช ส่วนฉู่เมิ่งเหยาช่วยจัดส่วนผสมและควบคุมปริมาณน้ำผึ้ง
ครั้งนี้ทุกอย่างดูราบรื่นกว่าครั้งก่อนมาก
“ใส่เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว” ฉู่เมิ่งเหยาเอ่ยเตือน
“ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ”
มู่หรงเย่วตอบอย่างจริงจัง ก่อนจะวางขวดน้ำผึ้งลง
ฉู่เมิ่งเหยามองท่าทางระมัดระวังของนางแล้วหัวเราะ
“ดูท่าเจ้าจะกลัวทำพลาดมากทีเดียว”
“แน่นอนสิ! ข้าไม่อยากให้ศิษย์พี่ใหญ่ดื่มน้ำตามเพราะขนมของข้าอีกแล้ว”
“อวี้เฉินคงไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีคนตั้งใจทำอะไรให้เขามากถึงเพียงนี้”
“ถ้าเขารู้ก็ดีสิ”
มู่หรงเย่วยิ้มจนดวงตาโค้งมน
“ข้าอยากให้เขารู้ว่าข้าชอบเขามากแค่ไหน”
ฉู่เมิ่งเหยาหลุบตาลงเล็กน้อย มือที่กำลังจัดถ้วยส่วนผสมหยุดไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวตามปกติ
“เขาต้องรู้แน่นอน”
นางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
เมื่อขนมถูกอบจนสุก มู่หรงเย่วก็รีบหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมาชิม
“อร่อย!”
ฉู่เมิ่งเหยาหยิบขึ้นมาชิมตาม
“ครั้งนี้รสชาติดีทีเดียว ไม่หวานเกินไปด้วย”
“เพราะมีเจ้าเป็นผู้ช่วยอย่างไรเล่า”
มู่หรงเย่วแบ่งขนมใส่กล่องไม้เล็ก ๆ อย่างทะนุถนอม ก่อนจะเลือกชิ้นที่มีรูปร่างสวยที่สุดวางไว้ด้านบน
ฉู่เมิ่งเหยามองกล่องขนมแล้วเอ่ยถาม
“เจ้าจะนำไปให้เขาตอนนี้หรือ”
“ใช่แล้ว! หากรอจนเย็น ขนมอาจไม่กรอบเหมือนตอนนี้”
“เช่นนั้นข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า”
ณ ลานฝึกกระบี่
จ้าวอวี้เฉินกำลังฝึกกระบวนท่ากระบี่อยู่เพียงลำพัง เสียงกระบี่แหวกอากาศดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เมื่อเห็นคนสองคนเดินเข้ามา เขาก็เก็บกระบี่เข้าฝัก
“พี่ใหญ่”
ฉู่เมิ่งเหยาเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
จ้าวอวี้เฉินพยักหน้าเล็กน้อย
“มีธุระหรือ”
“ไม่มีธุระสำคัญเจ้าค่ะ ข้าเพียงมากับเย่วเอ๋อร์”
มู่หรงเย่วรีบก้าวออกมาข้างหน้า ยื่นกล่องไม้ให้เขาอย่างกระตือรือร้น
“ศิษย์พี่ใหญ่! คราวนี้ข้าทำขนมธัญพืชอบแห้งมาให้ท่าน รับรองว่าไม่หวานเหมือนครั้งก่อน!”
จ้าวอวี้เฉินมองกล่องไม้
“เจ้ายังทำขนมอีกหรือ”
“แน่นอนเจ้าค่ะ!”
ฉู่เมิ่งเหยาเห็นสีหน้าของเขาก็หัวเราะเบา ๆ
“พี่ใหญ่ ลองรับไว้เถิด เย่วเอ๋อร์ตั้งใจทำมาก ทั้งยังขอให้ข้าช่วยดูส่วนผสมด้วย ข้ารับรองว่าครั้งนี้รสชาติไม่เลว”
จ้าวอวี้เฉินหันไปมองน้องสาวบุญธรรม ก่อนจะรับกล่องจากมือมู่หรงเย่ว
เขาหยิบขนมขึ้นมาชิมหนึ่งชิ้น
มู่หรงเย่วจ้องมองเขาอย่างลุ้นระทึก
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“พอใช้ได้”
“จริงหรือ!”
“อืม”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้เด็กสาวยิ้มกว้างทันที
ฉู่เมิ่งเหยามองทั้งสองคน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสนับสนุน
“เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าพี่ใหญ่ต้องชอบ”
จ้าวอวี้เฉินไม่ได้แสดงความคิดเห็น เพียงปิดฝากล่องแล้วถือไว้ในมือ
สำหรับมู่หรงเย่ว นั่นถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่
นางหันไปจับมือฉู่เมิ่งเหยาอย่างตื่นเต้น
“เมิ่งเหยา! คราวนี้สำเร็จแล้ว!”
“ใช่แล้ว ข้าดีใจกับเจ้าด้วย”
ฉู่เมิ่งเหยาบีบมือนางเบา ๆ รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอ่อนหวานเช่นเดิม
หลังจากนั้นไม่นาน จ้าวอวี้เฉินก็กลับไปฝึกกระบี่ ส่วนเด็กสาวทั้งสองเดินออกจากลานฝึกไปด้วยกัน
“เมิ่งเหยา ขอบใจเจ้ามากนะ หากไม่มีเจ้า ข้าคงทำขนมไม่สำเร็จแน่”
“ไม่เป็นไร ข้าเต็มใจช่วยเจ้าอยู่แล้ว”
“เจ้าดีต่อข้าที่สุดเลย!”
มู่หรงเย่วพูดพลางคล้องแขนนาง
ฉู่เมิ่งเหยาหันไปยิ้มให้สหาย ก่อนจะมองกลับไปยังลานฝึกที่จ้าวอวี้เฉินยืนอยู่
บุรุษผู้นั้นยังคงสวมชุดสีขาว ท่วงท่าสง่างามและเย็นชาไม่ต่างจากเดิม
นางรู้จักเขามาตั้งแต่เด็ก เติบโตอยู่ในสำนักเดียวกัน และเป็นน้องสาวบุญธรรมที่ได้รับการดูแลจากเขามาโดยตลอด
แต่สิ่งที่นางได้รับกลับเป็นเพียงความเอ็นดูในฐานะน้องสาวเท่านั้น
ฉู่เมิ่งเหยาลดสายตาลง ก่อนจะกลับไปมองมู่หรงเย่วที่กำลังพูดถึงแผนการทำขนมครั้งต่อไปอย่างมีความสุข
“เมิ่งเหยา เจ้าว่าครั้งหน้าข้าควรทำอะไรให้ศิษย์พี่ใหญ่ดี?”
ฉู่เมิ่งเหยาค่อย ๆ ยิ้ม
“ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร ข้าก็จะช่วยเจ้าเอง”
จบตอนที่ 4
