ตอนที่ 5 วันที่ศิษย์พี่ใหญ่เปิดใจ
หลังจากวันนั้น มู่หรงเย่วก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ
ทุกครั้งที่นึกถึงขนมธัญพืชอบแห้งที่จ้าวอวี้เฉินยอมรับไว้ นางก็อดยิ้มไม่ได้ แม้คำชมของเขาจะมีเพียงสองคำว่า ‘พอใช้ได้’ แต่สำหรับนางแล้ว นั่นนับเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่
เช้าวันนี้ มู่หรงเย่วจึงตั้งใจนำขนมส่วนที่เหลือไปแบ่งให้ศิษย์คนอื่น ๆ ระหว่างทางผ่านสวนสมุนไพร นางเห็นจ้าวอวี้เฉินกำลังตรวจดูแปลงสมุนไพรที่ใช้สำหรับปรุงยาให้สำนัก
บุรุษในชุดขาวยืนอยู่ใต้ต้นไผ่ มือหนึ่งถือสมุดบันทึก อีกมือกำลังตรวจสอบใบสมุนไพรอย่างละเอียด ท่าทางสงบนิ่งเช่นเดิม
มู่หรงเย่วยิ้มกว้าง รีบเดินเข้าไปหา
“ศิษย์พี่ใหญ่!”
จ้าวอวี้เฉินเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นนางก็พยักหน้าเล็กน้อย
“เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่?”
“ข้าเดินผ่านมาเจ้าค่ะ เห็นท่านอยู่พอดี”
นางเหลือบมองสมุดในมือเขา ก่อนจะยื่นถุงผ้าขนาดเล็กให้
“ข้านำขนมมาให้ท่านด้วย”
จ้าวอวี้เฉินมองถุงผ้าแล้วถามว่า
“คราวนี้เป็นขนมอะไร?”
“ขนมธัญพืชเจ้าค่ะ แต่ไม่ใช่สูตรเดิม ข้าลองปรับส่วนผสมใหม่แล้ว หวานน้อยกว่าเดิมอีกนิด”
“เจ้ายังไม่เบื่อที่จะทำอีกหรือ?”
“ไม่เบื่อเจ้าค่ะ ข้าทำแล้วมีความสุข”
มู่หรงเย่วตอบอย่างไม่ลังเล
จ้าวอวี้เฉินรับถุงผ้าไป แต่ยังไม่ได้เปิดดู
“ขอบใจ”
เพียงเท่านั้นก็ทำให้นางยิ้มจนตาหยี
“ท่านไม่ลองชิมสักชิ้นหรือเจ้าคะ?”
“ไว้ก่อน”
“ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไม่รบกวนท่านแล้ว”
นางพูดจบก็ถอยออกไปสองก้าว ทว่าก่อนจะเดินจากไป จ้าวอวี้เฉินกลับเอ่ยเรียก
“มู่หรงเย่ว”
“เจ้าคะ?”
“ระวังทางด้วย เมื่อวานฝนตก พื้นแถวนี้ยังลื่นอยู่”
นางก้มมองพื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้ม
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ!”
จ้าวอวี้เฉินมองจนแน่ใจว่านางเดินพ้นบริเวณที่เปียกชื้น จึงหันกลับไปทำงานของตนต่อ
เขาไม่ได้สังเกตว่าถุงขนมในมือถูกกำไว้แน่นกว่าปกติเล็กน้อย
ยามบ่าย มู่หรงเย่วเดินทางไปยังหอคัมภีร์เพื่อค้นหาตำราวิชากระบี่ขั้นพื้นฐาน นางตั้งใจจะพัฒนาฝีมือให้มากขึ้น เพราะไม่อยากเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามจ้าวอวี้เฉินไปวัน ๆ
ภายในหอคัมภีร์เงียบสงบ มีชั้นตำราสูงเรียงรายอยู่หลายแถว นางเขย่งปลายเท้าพยายามหยิบตำราบนชั้นสูง แต่ปลายนิ้วกลับแตะไม่ถึง
“อีกนิดเดียว…”
นางพึมพำพลางยืดแขนจนสุด
ทันใดนั้น มือข้างหนึ่งก็ยื่นผ่านไหล่ของนางไปหยิบตำราเล่มนั้นลงมา
“เล่มนี้หรือ?”
มู่หรงเย่วหันกลับไปทันที
“ศิษย์พี่ใหญ่!”
จ้าวอวี้เฉินยื่นตำราให้นาง
“เจ้าจะอ่านวิชากระบี่ขั้นพื้นฐานหรือ?”
“เจ้าค่ะ ข้าอยากทบทวนกระบวนท่าที่เรียนมา เผื่อจะพบจุดที่ยังทำได้ไม่ดี”
เขามองชื่อตำราแล้วพยักหน้า
“เลือกได้เหมาะสม อย่าเพิ่งรีบร้อนฝึกวิชาที่ยากเกินกำลัง”
“ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ”
มู่หรงเย่วรับตำรามากอดไว้กับอก ก่อนจะมองเขาด้วยแววตาเป็นประกาย
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านมาหาตำราเช่นกันหรือ?”
“ข้ามาส่งตำราที่อาจารย์มอบหมาย”
“เช่นนั้นข้าขอเดินไปกับท่านได้หรือไม่?”
จ้าวอวี้เฉินไม่ได้ปฏิเสธ
ระหว่างทางออกจากหอคัมภีร์ ทั้งสองเดินเคียงกันอย่างเงียบ ๆ มู่หรงเย่วพยายามหาเรื่องพูดคุยอยู่หลายครั้ง ส่วนจ้าวอวี้เฉินก็ตอบกลับสั้น ๆ ตามนิสัย
แต่คราวนี้เขาไม่ได้เร่งฝีเท้าหนีเหมือนเมื่อก่อน
เมื่อเดินมาถึงระเบียงไม้ที่มองเห็นทะเลสาบ มู่หรงเย่วก็หยุดมองฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ
“ที่นี่สวยจริง ๆ นะเจ้าคะ”
“อืม”
“หากมีเวลาว่าง ข้าอยากมานั่งอ่านตำราที่นี่บ้าง”
จ้าวอวี้เฉินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
“หากต้องการอ่านตำรา ก็เลือกที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ อย่านั่งนานจนเสียสายตา”
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านชอบเป็นห่วงข้าอยู่เรื่อยเลย”
เขาไม่ได้ตอบ
มู่หรงเย่วหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินต่อไป
ทว่าในใจของจ้าวอวี้เฉินกลับมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
เมื่อก่อนเขามักคิดว่านางเป็นฝ่ายเข้าหาเขาอยู่เสมอ แต่ระยะหลังเขากลับเริ่มมองหานางด้วยตนเองโดยไม่รู้ตัว
หากผ่านสวนสมุนไพร เขาจะนึกถึงเสียงเรียกของนาง
หากเห็นร้านขนม เขาจะนึกถึงเด็กสาวที่ชอบขนมเกาลัด
และหากวันใดไม่ได้พบหน้า เขาก็มักสงสัยว่านางกำลังทำอะไรอยู่
บางทีความรู้สึกที่เขามีต่อนางอาจชัดเจนกว่าที่คิด
หลายวันต่อมา สำนักเทียนหยวนจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ เพื่อฉลองการปรุงโอสถสำเร็จของผู้อาวุโส เหล่าศิษย์ต่างมารวมตัวกันที่ศาลาริมทะเลสาบ บรรยากาศคึกคักกว่าทุกวัน
มู่หรงเย่วนั่งอยู่กับฉู่เมิ่งเหยา ทั้งสองกำลังแบ่งขนมและพูดคุยกัน
“เย่วเอ๋อร์ ช่วงนี้ข้าเห็นเจ้าดูอารมณ์ดีอยู่ตลอด”
ฉู่เมิ่งเหยาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“แน่นอนสิ! ช่วงนี้ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ค่อยไล่ข้าแล้ว”
มู่หรงเย่วตอบอย่างภาคภูมิใจ
ฉู่เมิ่งเหยาหัวเราะเบา ๆ
“ดูเหมือนความพยายามของเจ้าจะเริ่มได้ผลแล้ว”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น แต่บางครั้งข้าก็ไม่แน่ใจว่าเขาคิดกับข้าอย่างไร”
“พี่ใหญ่เป็นคนเก็บความรู้สึก เจ้าอาจต้องให้เวลาเขาอีกหน่อย”
“ข้ารอได้เจ้าค่ะ”
มู่หรงเย่วตอบอย่างมั่นใจ
อีกด้านหนึ่ง จ้าวอวี้เฉินกำลังสนทนากับศิษย์พี่ร่วมสำนัก แต่สายตากลับเหลือบมองมายังศาลาเป็นระยะ
เมื่อเห็นมู่หรงเย่วหัวเราะกับฉู่เมิ่งเหยา เขาก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด
กระทั่งมีศิษย์ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายนาง พร้อมยื่นขนมในจานให้
มู่หรงเย่วรับมาอย่างเป็นมิตร ก่อนจะกล่าวขอบคุณ
จ้าวอวี้เฉินมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเบือนสายตากลับมา
เขาไม่เคยคิดว่าการที่นางพูดคุยกับผู้อื่นจะเป็นเรื่องผิด แต่เมื่อเห็นนางยิ้มให้คนอื่น เขากลับนึกอยากเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างนางในเวลานั้นเสียเอง
หลังงานเลี้ยงเลิกรา มู่หรงเย่วเดินออกมาจากศาลาเพียงลำพังเพื่อกลับเรือนพัก
เมื่อผ่านสะพานหิน จู่ ๆ ก็มีเสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง
“มู่หรงเย่ว”
นางหันกลับไป เห็นจ้าวอวี้เฉินยืนอยู่ใต้แสงโคม
“ศิษย์พี่ใหญ่? ท่านยังไม่กลับอีกหรือเจ้าคะ?”
“ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า”
น้ำเสียงของเขาจริงจังกว่าปกติ มู่หรงเย่วจึงหยุดเดิน
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
จ้าวอวี้เฉินเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง
“ช่วงที่ผ่านมา ข้าคิดทบทวนเรื่องของเรามากพอแล้ว”
หัวใจของมู่หรงเย่วเต้นแรงขึ้น
“เรื่องของเราหรือเจ้าคะ?”
จ้าวอวี้เฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังเรียบเรียงถ้อยคำที่ไม่คุ้นเคยสำหรับตนเอง
“ข้าไม่ถนัดพูดเรื่องความรู้สึก แต่มีบางอย่างที่ข้าอยากให้เจ้ารู้”
เขามองนางตรง ๆ
“ช่วงนี้ หากไม่ได้พบเจ้า ข้าก็มักรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป ข้าเริ่มคุ้นชินกับการมีเจ้าอยู่ใกล้ ๆ มากกว่าที่เคยคิด”
มู่หรงเย่วฟังแล้วหัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“แล้ว…นั่นหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
จ้าวอวี้เฉินเงียบไปเล็กน้อย ก่อนตอบตามตรง
“ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกนี้อย่างไร แต่ข้ารู้ว่าข้าไม่อยากผลักเจ้าออกไป”
เพียงเท่านั้นมู่หรงเย่วก็เข้าใจ
ศิษย์พี่ใหญ่ของนางกำลังพยายามบอกความรู้สึก เพียงแต่บุรุษผู้นี้ไม่ถนัดถ้อยคำหวานหูแม้แต่น้อย
นางจึงสูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนรวบรวมความกล้า
“เช่นนั้น…ข้าขอถามท่านสักเรื่องได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ถามมาเถิด”
“ท่านรู้สึกดีกับข้าหรือไม่?”
จ้าวอวี้เฉินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
“รู้สึกดี”
“แล้วท่านชอบข้าหรือไม่?”
คราวนี้เขาไม่ได้ตอบทันที ทว่าก็ไม่ได้หลบสายตา
“ชอบ”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้ใบหน้าของมู่หรงเย่วแดงระเรื่อขึ้นทันที
นางเม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นรอยยิ้ม แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ
“ถ้าเช่นนั้น…ท่านยินดีคบหากับข้าอย่างเป็นทางการหรือไม่เจ้าคะ?”
จ้าวอวี้เฉินชะงักเล็กน้อย
มู่หรงเย่วรีบพูดต่อ ราวกับกลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจสิ่งที่นางต้องการ
“ข้าไม่ได้หมายถึงแค่ให้ข้าตามท่านไปไหนมาไหนเหมือนที่ผ่านมา แต่ข้าอยากเป็นคนรักของท่าน อยากให้ท่านรู้ว่าข้าเป็นคนสำคัญของท่าน และข้าก็อยากให้ท่านเป็นคนสำคัญของข้าเช่นกัน”
นางหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามอีกครั้ง
“ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
จ้าวอวี้เฉินมองเด็กสาวตรงหน้า
นางยังคงเป็นมู่หรงเย่วคนเดิม คนที่กล้าพูดในสิ่งที่คิด กล้าแสดงความรู้สึก และไม่เคยปิดบังว่าตนเองต้องการอะไร
เขาอาจไม่ใช่คนที่เอ่ยคำหวานได้คล่องแคล่ว แต่ความรู้สึกที่มีต่อนางนั้นเป็นเรื่องจริง
“ได้”
มู่หรงเย่วกะพริบตา
“ได้…หมายความว่าท่านตกลงหรือเจ้าคะ?”
“อืม ข้าตกลง”
“เช่นนั้นตั้งแต่วันนี้ ข้าก็เป็นคนรักของท่านแล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่”
มู่หรงเย่วยกมือปิดปาก รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า ดวงตาเป็นประกายจนแทบเก็บความดีใจไว้ไม่อยู่
“ข้าดีใจเหลือเกินเจ้าค่ะ!”
นางก้าวเข้าไปใกล้เขา ก่อนจะยื่นมือออกไปอย่างลังเลเล็กน้อย
จ้าวอวี้เฉินมองมือนาง แล้วเป็นฝ่ายยื่นมือมาจับไว้
สัมผัสนั้นแผ่วเบา แต่มั่นคง
“ต่อไปนี้ข้าจะเรียกท่านว่าอวี้เฉินได้หรือไม่?”
“ได้”
“แล้วข้าจะมาหาท่านทุกวันได้หรือไม่?”
“ได้ แต่ต้องไม่ละเลยการฝึกตน”
“ตกลงเจ้าค่ะ!”
นางตอบรับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยิ้มจนแก้มป่อง
จ้าวอวี้เฉินมองท่าทางของนางแล้วกล่าวเสียงเรียบ
“กลับเรือนเถิด ดึกแล้ว”
“เจ้าค่ะ คนรักของข้า!”
เขาชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำเรียกนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ไข เพียงเดินเคียงข้างนางไปตามทางที่มีแสงโคมทอดยาว
คืนนั้น มู่หรงเย่วกลับถึงเรือนพักด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข นางแทบอดใจรอให้ถึงรุ่งเช้าไม่ไหว เพราะนับจากวันนี้ ความรู้สึกที่เคยมีเพียงฝ่ายเดียวได้กลายเป็นความสัมพันธ์ของคนสองคนแล้ว
ส่วนจ้าวอวี้เฉิน เมื่อกลับถึงเรือนพัก เขาหยิบกล่องขนมธัญพืชที่นางเคยทำให้ขึ้นมาวางบนโต๊ะอีกครั้ง
เขามองกล่องใบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดฝาและหยิบขนมขึ้นมาชิม
รสชาติยังคงเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่ามันอร่อยกว่าทุกครั้ง
จบตอนที่ 5
