ตอนที่ 2 ความใส่ใจที่ไม่เคยเอ่ยปาก
ยามเช้าของสำนักเทียนหยวนยังคงเงียบสงบ หมอกบางลอยคลออยู่เหนือยอดสน เสียงระฆังจากหอประชุมดังขึ้นสามครั้ง เป็นสัญญาณเริ่มต้นการฝึกฝนของเหล่าศิษย์
จ้าวอวี้เฉินยืนอยู่กลางลานฝึก กระบี่ในมือเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ เสื้อคลุมสีขาวสะบัดตามแรงลม ทุกกระบวนท่าล้วนไร้ความลังเล แม้จะมีศิษย์หลายคนยืนมองอยู่รอบด้าน เขาก็ไม่เคยเสียสมาธิ
“ศิษย์พี่ใหญ่!”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังมาจากทางเข้า
ศิษย์หลายคนหันไปมองพร้อมกัน ก่อนจะเห็นมู่หรงเย่วถือห่อกระดาษใบหนึ่งวิ่งเข้ามา
“ศิษย์พี่ใหญ่ วันนี้ข้ามาเร็วกว่าเมื่อวานเสียอีก!”
จ้าวอวี้เฉินเก็บกระบี่เข้าฝัก
“เจ้ามาที่นี่เพื่อฝึก ไม่ใช่เพื่อแข่งขันว่ามาเร็วหรือช้า”
“ข้าก็จะฝึกเจ้าค่ะ แต่ข้ามีของมาให้ท่านด้วย”
นางยื่นห่อกระดาษให้เขา
จ้าวอวี้เฉินเหลือบมองเพียงครู่เดียว “อะไร”
“ขนมดอกกุ้ยฮวาเจ้าค่ะ ข้าให้แม่ครัวทำมาให้โดยเฉพาะ”
“ข้าไม่ชอบขนมหวาน”
“ขนมนี้หวานน้อยเจ้าค่ะ”
“ไม่กิน”
มู่หรงเย่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เช่นนั้นข้าวางไว้ตรงนี้นะเจ้าคะ หากท่านเปลี่ยนใจก็ค่อยกิน”
นางวางห่อขนมไว้บนโต๊ะหินข้างลานฝึก แล้วเดินไปหยิบกระบี่ไม้ของตนเอง
ศิษย์คนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ อดหัวเราะไม่ได้
“มู่หรงเย่ว เจ้าไม่เหนื่อยบ้างหรือ ตามศิษย์พี่ใหญ่ทุกวัน แต่เขาแทบไม่เคยพูดดีกับเจ้าเลย”
มู่หรงเย่วหันไปมองคนพูด
“ไม่เหนื่อยสักหน่อย”
“หากเป็นข้า คงเลิกตามไปนานแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เพราะหากเจ้าตามไป ข้าคงต้องแบ่งที่ยืนให้เจ้าอีกคน”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบลานฝึก
จ้าวอวี้เฉินไม่ได้แสดงความคิดเห็น เขาเพียงหันกลับไปฝึกกระบี่ต่อ ราวกับบทสนทนาทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับตน
มู่หรงเย่วไม่ได้สนใจ นางยืนฝึกกระบวนท่าพื้นฐานอยู่ห่างออกไป แม้ท่าทางยังไม่คล่องแคล่ว แต่ก็พยายามทำซ้ำอย่างตั้งใจ
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม นางเริ่มมีเหงื่อซึมตามหน้าผาก ข้อมือที่จับกระบี่เริ่มล้า ทว่าก็ยังฝืนฝึกต่อ
“พอได้แล้ว”
เสียงของจ้าวอวี้เฉินดังขึ้น
มู่หรงเย่วหันไปทันที “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเรียกข้าหรือเจ้าคะ”
“เจ้าฝึกกระบวนท่าเดิมผิดมาสิบสองครั้งแล้ว”
นางกะพริบตา “ท่านนับด้วยหรือเจ้าคะ”
“หากยังฝึกผิดเช่นนี้ ต่อให้ทำอีกหนึ่งร้อยครั้งก็ไม่มีประโยชน์”
จ้าวอวี้เฉินเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง ก่อนจะยื่นมือมาจัดตำแหน่งข้อมือให้กระบี่เอียงลงเล็กน้อย
“จับให้มั่น อย่าเกร็งหัวไหล่”
มู่หรงเย่วก้มมองมือของตนเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตื่นเต้น
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านกำลังสอนข้าหรือเจ้าคะ”
“ข้ากำลังแก้ท่าที่ผิด”
“ก็เหมือนสอนนั่นแหละเจ้าค่ะ”
จ้าวอวี้เฉินปล่อยมือทันที
“ทำตามที่บอก”
“เจ้าค่ะ!”
นางรีบตั้งท่าฝึกใหม่อย่างกระตือรือร้น
หลังจากแก้ไขท่าทางแล้ว กระบวนท่าของมู่หรงเย่วก็เริ่มเป็นระเบียบมากขึ้น จ้าวอวี้เฉินยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับไปฝึกของตนเอง
ไม่มีคำชม ไม่มีรอยยิ้ม และไม่มีคำพูดปลอบใจ
แต่สำหรับมู่หรงเย่ว การที่เขายอมเสียเวลามาสอนนางด้วยตนเองก็เพียงพอแล้ว
เมื่อถึงเวลาเที่ยง ศิษย์ทั้งหลายต่างแยกย้ายไปพักผ่อน มู่หรงเย่วเก็บกระบี่ไม้แล้วเดินไปยังโต๊ะหิน นางเปิดห่อขนมที่เตรียมมา หยิบชิ้นหนึ่งเข้าปาก ก่อนจะมองห่ออีกใบที่ยังไม่ได้เปิด
จ้าวอวี้เฉินเดินผ่านมาพอดี
“เหตุใดเจ้ายังไม่กลับเรือนพัก”
“ข้ารอท่านอยู่เจ้าค่ะ”
“ข้าไม่ได้บอกให้รอ”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ”
เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบห่อขนมที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา
มู่หรงเย่วเบิกตากว้าง “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านจะกินหรือเจ้าคะ”
“เจ้าบอกว่าหวานน้อย”
“ใช่เจ้าค่ะ!”
เขาเปิดห่อกระดาษ หยิบขนมขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วกัดเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็วางห่อขนมกลับลงบนโต๊ะ
“พอใช้ได้”
มู่หรงเย่วยิ้มกว้างจนแทบปิดไม่มิด
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะนำมาให้อีก!”
“ไม่จำเป็น”
“ข้าจะนำขนมชนิดอื่นมาให้แทนก็ได้เจ้าค่ะ”
“ข้าบอกว่าไม่จำเป็น”
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ”
คำตอบของนางไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย
จ้าวอวี้เฉินส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินออกจากลานฝึก
มู่หรงเย่วรีบเก็บของตามหลัง แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหน้า
“วันนี้เจ้ายังไม่ได้กินยา”
นางหยุดเดินทันที
จ้าวอวี้เฉินไม่ได้หันกลับมา เพียงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เมื่อวานเจ้าบอกว่าปวดท้องหลังรับประทานอาหารเช้า อย่าลืมกินยาหลังอาหาร”
มู่หรงเย่วยืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะยกมือแตะหน้าท้องตนเอง
นางนึกไม่ถึงว่าเขาจะจำได้
เมื่อวานนางเพียงบ่นกับเขาระหว่างเดินผ่านสวนสมุนไพรว่าอาหารเช้าของโรงครัวมีรสเผ็ดเกินไป จนทำให้ปวดท้องเล็กน้อย นางพูดเพียงครั้งเดียวและไม่ได้คิดว่าเขาจะใส่ใจ
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านยังจำได้ด้วยหรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้ความจำเสื่อม”
“เช่นนั้นท่านจำได้หรือไม่ว่าข้าไม่ชอบกินผักขม”
“จำได้”
“แล้วข้าชอบขนมอะไร”
“ขนมเกาลัด”
“แล้วข้าไม่ชอบอะไรอีก”
“เสียงระฆังยามเช้า”
มู่หรงเย่วหัวเราะออกมา
“ถูกต้องเจ้าค่ะ! ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงระฆัง ข้าอยากเอาหมอนปิดหูเสียจริง”
จ้าวอวี้เฉินปรายตามองนาง
“แต่เจ้าก็ยังตื่นก่อนระฆังดังทุกวัน”
“เพราะข้าต้องมาหาท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
เขาไม่ได้ตอบ เพียงเดินต่อไปตามทางเดิม
มู่หรงเย่วรีบก้าวตามไป ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ในสายตาของคนอื่น จ้าวอวี้เฉินเป็นบุรุษเย็นชา ไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด ไม่สนใจเรื่องเล็กน้อย และแทบไม่เคยแสดงความรู้สึกออกมา
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาจำได้ว่านางชอบขนมเกาลัด ไม่ชอบผักขม กลัวเสียงฟ้าร้อง มักปวดท้องเมื่อกินอาหารรสจัด และชอบผูกริบบิ้นสีแดงในวันที่อารมณ์ดี
เขาจำได้แม้กระทั่งว่านางมักใช้มือข้างซ้ายจับกระบี่ แต่กลับเผลอใช้มือขวาหยิบขนมเสมอ
รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านั้นไม่มีความหมายสำหรับผู้อื่น ทว่าสำหรับจ้าวอวี้เฉินกลับจำได้
เพียงแต่เขาไม่ใช่คนที่จะนำความใส่ใจเหล่านั้นมาพูดพร่ำเพรื่อ
เมื่อเดินมาถึงทางแยก จ้าวอวี้เฉินหยุดฝีเท้า
“กลับเรือนพักได้แล้ว”
มู่หรงเย่วชะงัก “ท่านไม่กลับหรือเจ้าคะ”
“ข้าต้องไปพบอาจารย์”
“เช่นนั้นข้าจะไปส่งท่าน”
“ไม่ต้อง”
“แต่ข้ายังไม่ได้บอกลาเลย”
จ้าวอวี้เฉินมองเด็กสาวตรงหน้า ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“พรุ่งนี้อย่าลืมกินอาหารเช้าก่อนออกจากเรือนพัก และอย่าวิ่งจนลืมพกกระบี่อีก”
มู่หรงเย่วยิ้มกว้าง นางพยักหน้าหลายครั้งราวกับรับคำสั่งสำคัญ
“ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ!”
จ้าวอวี้เฉินหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้เด็กสาวยืนมองแผ่นหลังของเขาอยู่ตรงทางแยก
มู่หรงเย่วก้มมองกระบี่ไม้ในมือ ก่อนจะยิ้มกับตัวเอง
แม้ศิษย์พี่ใหญ่จะไม่เคยพูดว่าชอบนาง ไม่เคยเอ่ยคำหวาน และไม่เคยแสดงท่าทีอ่อนโยนเหมือนบุรุษอื่น แต่เขากลับจำเรื่องของนางได้มากมาย
สำหรับเด็กสาวในวัยนั้น นางจึงเชื่ออย่างหมดหัวใจว่า ตนเองเป็นคนพิเศษในสายตาของเขา
และความเชื่อนั้นทำให้นางยิ่งมั่นใจว่า สักวันหนึ่งจ้าวอวี้เฉินจะต้องหันมามองนางในฐานะสตรีที่เขารัก
มู่หรงเย่วยิ้มให้แผ่นหลังสีขาวที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ก่อนจะเอ่ยเสียงดังอย่างร่าเริงว่า
“ศิษย์พี่ใหญ่! ต่อให้ท่านไม่พูดว่าชอบข้า ข้าก็จะทำให้ท่านชอบข้าให้ได้!”
จบตอนที่ 2
