ตอนที่ 1 เด็กสาวผู้ตามติดศิษย์พี่ใหญ่
เสียงกระดิ่งลมใต้ชายคาเรือนพักศิษย์ดังแผ่วเบาไปตามสายลมยามเช้า แสงอาทิตย์สีทองสาดผ่านยอดสนสูงใหญ่ ทาบลงบนทางเดินหินภายในสำนักเทียนหยวนที่ทอดยาวไปจนถึงลานฝึกกระบี่
ท่ามกลางศิษย์สำนักนับร้อยที่กำลังเร่งรีบไปทำหน้าที่ของตน มีเด็กสาวผู้หนึ่งกำลังวิ่งกระหืดกระหอบอยู่บนทางเดิน
“ศิษย์พี่ใหญ่! รอข้าด้วย!”
เสียงใสกังวานดังขึ้นเป็นครั้งที่สามในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป
บุรุษในชุดศิษย์สีขาวด้านหน้าไม่ได้หยุดฝีเท้า แม้จะได้ยินเสียงเรียกอย่างชัดเจน เขายังคงเดินตรงไปตามทางด้วยท่วงท่าสง่างาม กระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวสะท้อนแสงแดดเป็นประกายเย็นเยียบ
จ้าวอวี้เฉิน ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเทียนหยวน
บุรุษผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุดในหมู่ศิษย์รุ่นเยาว์ ฝึกกระบี่ได้รวดเร็วเกินกว่าคนทั่วไปหลายเท่า อีกทั้งยังเป็นผู้เคร่งครัดต่อกฎสำนักจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ในเวลาฝึกฝน
ทว่าในสายตาของมู่หรงเย่ว เขาเป็นเพียงศิษย์พี่ใหญ่ที่ชอบเดินเร็วเกินไปเท่านั้น
“ศิษย์พี่ใหญ่!”
เด็กสาวเร่งฝีเท้าจนกระโปรงสีชมพูอ่อนสะบัดไปมา ในที่สุดก็วิ่งตามทัน นางยื่นมือไปคว้าชายแขนเสื้อของเขาไว้ ก่อนจะหอบหายใจอย่างหนัก
จ้าวอวี้เฉินหยุดเดินและเหลือบมองมือเล็ก ๆ ที่จับแขนเสื้อของตน
“มีธุระอะไร”
“ไม่มีเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ปล่อยมือ”
“ไม่มีธุระก็มาไม่ได้หรือเจ้าคะ”
เขามองนางนิ่ง ๆ ไม่ตอบคำถาม
มู่หรงเย่วเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตเป็นประกาย นางเป็นเด็กสาววัยสิบสี่ปีที่มีใบหน้างดงามน่ารัก แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อจากการวิ่ง ผมยาวถูกรวบด้วยริบบิ้นสีแดงอย่างลวก ๆ มีปอยผมหลุดลงมาข้างแก้มหลายเส้น
“ข้าเพียงอยากเดินไปกับศิษย์พี่ใหญ่เท่านั้น”
“ข้าต้องไปลานฝึก”
“บังเอิญจริง ๆ ข้าก็ต้องไปลานฝึกเหมือนกัน!”
“เมื่อครู่เจ้าเพิ่งบอกว่าไม่มีธุระ”
“การเดินไปลานฝึกกับศิษย์พี่ใหญ่ถือเป็นธุระได้หรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวอวี้เฉินถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะแกะมือของนางออกจากแขนเสื้อ
“อย่ารบกวนการฝึกของผู้อื่น”
กล่าวจบก็เดินต่อไป
มู่หรงเย่วไม่ได้รู้สึกผิดหวังแม้แต่น้อย นางรีบตามไปอยู่ข้างหลังทันที ริมฝีปากเล็กยกยิ้มราวกับเพิ่งได้รับคำชมเสียอย่างนั้น
สำหรับนาง การที่ศิษย์พี่ใหญ่ยอมพูดกับตนสักสองสามประโยคก็นับว่าเป็นความสำเร็จแล้ว
เรื่องนี้บรรดาศิษย์ในสำนักต่างรู้กันดี
มู่หรงเย่วชอบจ้าวอวี้เฉิน
ชอบมากเสียจนสามารถปรากฏตัวได้ทุกที่ที่เขาไป ไม่ว่าจะเป็นลานฝึกกระบี่ หอคัมภีร์ โรงครัว หรือแม้แต่สวนสมุนไพรที่อยู่ห่างจากเรือนพักหลายลี้
บางวันนางถือขนมมาให้ บางวันนำผลไม้มาให้ บางวันก็เพียงนั่งมองเขาฝึกกระบี่อยู่ห่าง ๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ
หากถามว่าทำไมต้องเป็นจ้าวอวี้เฉิน คำตอบของมู่หรงเย่วเรียบง่ายอย่างยิ่ง
เพราะเขาเคยช่วยนางไว้ครั้งหนึ่ง
เมื่อสามปีก่อน ตอนที่มู่หรงเย่วเพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์สำนักเทียนหยวน นางยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ วันหนึ่งนางหลงเข้าไปในป่าด้านหลังสำนักและถูกสัตว์อสูรระดับต่ำไล่ตาม จนเกือบได้รับบาดเจ็บ
จ้าวอวี้เฉินในวัยเยาว์เป็นผู้ผ่านมาพบเข้า เขาใช้กระบี่ขับไล่สัตว์อสูร ก่อนจะพานางกลับมาส่งยังเขตสำนัก
วันนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษ เพียงกำชับให้นางอย่าออกไปไหนตามลำพังอีก
แต่สำหรับมู่หรงเย่ว นั่นเป็นครั้งแรกที่มีใครยืนอยู่ตรงหน้านางอย่างมั่นคงราวกับกำแพงที่ไม่อาจพังทลาย
นับจากวันนั้น เด็กสาวก็เริ่มตามติดเขาอย่างไม่ลดละ
“ศิษย์พี่ใหญ่ วันนี้ท่านจะฝึกกระบวนท่าที่เท่าไรหรือเจ้าคะ”
“กระบวนท่าที่เจ็ด”
“เช่นนั้นข้าจะนั่งดู”
“เจ้าไม่ต้องฝึกของตนเองหรือ”
“ฝึกแล้วเจ้าค่ะ”
“ทบทวนตำราแล้วหรือ”
“ทบทวนแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นจงไปตรวจสอบกระบี่ของเจ้า”
มู่หรงเย่วก้มมองกระบี่ไม้ที่เหน็บอยู่ข้างเอว ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ
“ข้าตรวจสอบแล้ว”
จ้าวอวี้เฉินหยุดเดิน หันมามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“กระบี่ไม้ของเจ้าหายไปไหน”
มู่หรงเย่วชะงัก
นางก้มลงมองเอวอีกครั้ง พบว่าฝักกระบี่ว่างเปล่าอย่างที่เขาว่า
“อ๊ะ!”
เด็กสาวรีบหมุนตัวกลับไปมองทางเดินที่เพิ่งผ่านมา นึกได้ว่าตนวางกระบี่ไว้บนม้านั่งข้างโรงครัวตอนแวะซื้อขนม
จ้าวอวี้เฉินมองท่าทางของนางแล้วกล่าวเสียงเรียบ
“ฝึกฝนโดยไม่ใส่ใจอาวุธ ต่อให้มีพรสวรรค์เพียงใดก็ไร้ประโยชน์”
“ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ!”
“ไปเอากระบี่คืนมา”
“แล้วศิษย์พี่ใหญ่จะรอข้าหรือไม่”
“ไม่”
คำตอบนั้นรวดเร็วจนมู่หรงเย่วทำแก้มพอง แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมายิ้มได้อีกครั้ง
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปรีบกลับ!”
นางวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้จ้าวอวี้เฉินยืนมองแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่หายไปตรงหัวมุมทางเดิน
เขาส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปยังลานฝึก
แต่เมื่อมาถึงลานฝึก เขาหันกลับไปยังจุดที่พึ่งเดินจากมา พบว่าเด็กสาวคนเดิมกำลังวิ่งโบกไม้โบกมือมาทางเขา
“ศิษย์พี่ใหญ่! ข้ากลับมาแล้ว!”
จ้าวอวี้เฉินมองกระบี่ในมือของนาง ก่อนเลื่อนสายตาไปยังห่อขนม
“เจ้าซื้อขนมอีกแล้วหรือ”
“ห่อหนึ่งสำหรับข้า อีกห่อหนึ่งสำหรับท่าน”
“ข้าไม่กินของหวาน”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ”
นางยื่นห่อขนมไปตรงหน้าเขาอย่างไม่ยอมแพ้
“นี่เป็นขนมถั่วแดงจากโรงครัว ท่านอาจารย์บอกว่าท่านชอบกินตอนยังเป็นศิษย์ใหม่ ข้าจึงให้แม่ครัวทำมาให้เป็นพิเศษ”
จ้าวอวี้เฉินนิ่งไปเล็กน้อย
เขาไม่แน่ใจว่าเรื่องที่ตนเคยชอบขนมถั่วแดงนั้นหลุดไปถึงหูนางได้อย่างไร แต่ก็ไม่ได้รับห่อขนมมา
“วางไว้ตรงนั้น”
มู่หรงเย่วยิ้มกว้างทันที
“เจ้าค่ะ!”
นางวางห่อขนมไว้บนม้านั่งอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังวางสมบัติล้ำค่า จากนั้นจึงถอยไปยืนด้านข้าง เปิดพื้นที่ให้เขาฝึกกระบี่
จ้าวอวี้เฉินชักกระบี่ออกจากฝัก แสงคมกระบี่วาบผ่านอากาศ กระบวนท่าของเขาแม่นยำ รวดเร็ว และต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ปลายกระบี่เคลื่อนผ่าน ลมรอบกายก็แยกออกเป็นริ้วบาง ๆ
มู่หรงเย่วยืนมองอย่างตั้งใจ
นางไม่เข้าใจวิชากระบี่ทั้งหมดที่เขาฝึก แต่กลับจดจำรายละเอียดเล็กน้อยได้อย่างแม่นยำ รู้ว่าเขามักเริ่มฝึกจากกระบวนท่าพื้นฐานก่อนเสมอ รู้ว่าเขาจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมีผู้ใดส่งเสียงดัง และรู้ว่าเขามักพักดื่มน้ำหลังฝึกครบหนึ่งชั่วยาม
เมื่อเห็นเขาวางกระบี่ลง นางก็รีบยื่นกระบอกน้ำที่เตรียมมาให้
“น้ำเจ้าค่ะ”
จ้าวอวี้เฉินรับไปดื่ม ก่อนส่งคืนให้นาง
“ขอบใจ”
เพียงสองคำสั้น ๆ ก็ทำให้เด็กสาวยิ้มจนดวงตาหยี
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่จำเป็นต้องเกรงใจข้าหรอกเจ้าค่ะ”
“ข้าเพียงกล่าวขอบใจ”
“เช่นนั้นข้าก็จะรับคำขอบใจของท่านไว้”
เขาไม่ตอบอีก
ช่วงบ่าย มู่หรงเย่วยังคงตามจ้าวอวี้เฉินไปยังหอคัมภีร์ นางนั่งอ่านตำราอยู่โต๊ะข้าง ๆ แต่ไม่นานก็เริ่มชะเง้อมองว่าเขากำลังอ่านอะไร
“ศิษย์พี่ใหญ่ ตำราเล่มนั้นยากหรือไม่เจ้าคะ”
“ยาก”
“ข้าอ่านได้หรือไม่”
“ได้ แต่เจ้าต้องอ่านให้จบก่อนค่อยถาม”
มู่หรงเย่วรีบก้มหน้าลงอ่านตำราของตนทันที
เวลาผ่านไปไม่นาน นางก็เริ่มหาว เปลือกตาหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนศีรษะค่อย ๆ โน้มลงบนโต๊ะ
จ้าวอวี้เฉินเงยหน้าจากตำรา มองเด็กสาวที่กำลังจะหลับ ก่อนจะเลื่อนถ้วยชาซึ่งวางอยู่ใกล้มือออกห่างจากขอบโต๊ะเล็กน้อย
“หากง่วงก็กลับไปพัก”
มู่หรงเย่วสะดุ้งตื่นทันที
“ข้าไม่ง่วงเจ้าค่ะ!”
“เมื่อครู่เจ้าหลับตา”
“ข้ากำลังใช้สมาธิอ่านตำรา”
“เช่นนั้นก็อ่านต่อ”
นางก้มหน้าลงอีกครั้ง ทว่าไม่ถึงครึ่งเค่อก็แอบเหลือบมองเขาใหม่
จ้าวอวี้เฉินเห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้กล่าวตำหนิอีก
เมื่อถึงเวลาเย็น ศิษย์ในสำนักต่างทยอยกลับเรือนพัก มู่หรงเย่วเก็บตำราใส่กระเป๋า ก่อนจะเดินตามจ้าวอวี้เฉินออกจากหอคัมภีร์ไปด้วยกัน
“พรุ่งนี้ศิษย์พี่ใหญ่จะไปที่ใดหรือเจ้าคะ”
“ลานฝึก”
“หลังจากนั้นเล่า”
“หอคัมภีร์”
“แล้วหลังจากนั้นอีก”
“กลับเรือนพัก”
มู่หรงเย่วพยักหน้ารับอย่างจริงจัง ราวกับกำลังจดจำกำหนดการสำคัญของสำนัก
“ข้าทราบแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปหาท่านที่ลานฝึกก่อน”
“ไม่จำเป็น”
“จำเป็นสิเจ้าคะ”
จ้าวอวี้เฉินหันมามองนาง
“เหตุใด”
มู่หรงเย่วยิ้มจนแก้มกลมทั้งสองข้างยกขึ้น นางยกมือไพล่หลังแล้วเดินถอยไปสองก้าว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
“เพราะข้าชอบอยู่ใกล้ศิษย์พี่ใหญ่อย่างไรเล่าเจ้าคะ!”
จบตอนที่ 1
