หินก้อนที่ 9 : เคลวดิอัสและเซเฟอร์เลน
“แหมอากาศสดชื่น ต้นไม้ร่มเย็น ท้องฟ้าแจ่มใส ช่างเป็นสถานที่เหมาะแก่การเปิดอุโมงค์ย้ายมิติจริงๆ” เสียงของพี่เลเชียที่ยืนอยู่ใกล้ๆน้องสุดรักเอ่ยขณะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แน่นอนว่าที่นี้คือป่าเล็กๆท้ายเมืองหลวงแห่งริเคสและเป็นที่แน่นอนเช่นกันว่าพวกเขาจะเปิดช่องว่างย้ายมิติกันที่นี้แทนในเมือง เนื่องจากไม่อยากให้คนในเมืองแตกตื่น
“ที่พูดมาเนี่ยมันเกี่ยวกับกับการเปิดอุโมงค์ตรงไหน” เลเคียหันไปถามน้องชายอย่างจิกกัด เขาละระอากับนิสัยของน้องชายที่เกิดหลังเขาไม่กี่นาทีคนนี้จริงๆ
“แหมเลเคียไม่มีอารมณ์เลย เขาเรียกว่าบรรยากาศเป็นใจให้พวกเราต่างหาก จริงมะลาฟ” พี่ตัวดีหันมาถามทำให้ลาฟพยักหน้าส่งๆให้อย่างไม่อยากขัดใจ ไหนๆพี่เลเชียก็อยากจะเป็นลมกับไอ้การเลือกภูตมาแล้วตามใจสักหน่อยจะเป็นไรไป เลเชียที่น้องเข้าข้างยิ้มแก้มแทบปริขณะยักคิ้วให้พี่ชายคนโตที่เริ่มทำหน้าบึ้ง
บรรยากาศเป็นใจหรือมันปัญญาอ่อนกันแน่ถึงพูดออกมาได้ (ไม่ได้หมายถึงลาฟนะ) พี่คนโตได้แต่คิดเพราะไม่อยากจะเถียงให้มากความอันเนื่องมาจากน้องคนเล็กดันไปเข้าข้างฝ่ายนู้นและบ้านเขาก็มีคติอยู่เสียด้วยว่าหากน้องคนเล็กเข้าข้างฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นถูกและหัวข้อนั้นต้องยุติทันที แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้เลเคียและเลเชียก็ยังเคารพกติกานั้นเสมอ (พวกรักน้องเข้ากระดูกดำ)
“เราคงไม่ได้เดินไปตามอุโมงค์ย้ายมิติเพื่อให้ถึงอีกฝั่งของอุโมงค์หรอกนะ” ลาฟเปรยขึ้นพลางมองคนเป็นเจ้าชายที่ยืนกอดอกอยู่
“เราจะใช้ภูต” เสียงเย็นตอบพร้อมท่าทางเบื่อหน่ายราวกับว่าคำถามนั้นมันช่างไร้สาระเป็นที่สุด แต่องครักษ์ทั้งสามกลับชินชาเสียแล้วกับท่าทางยั่วโมโหกวนอารมณ์ของคนเป็นเจ้านายที่เห็นกี่ครั้งกี่ครั้งก็ชวนให้หมั่นไส้ ทว่าถ้าจะไปหาเรื่องเพราะท่าทางแบบนั้นไม่เท่ากับว่าพวกเขากำลังทำเรื่องไร้ประโยชน์หรอกหรือ เพราะฉะนั้นทางที่ดีก็มองเมินท่าทางของเจ้าชายแห่งความหวังไปนั่นแหละดีแล้ว
“เพิ่งได้มาก็ใช้เลยเรอะ” เลเชียถามพลางมองรูปดาวหกแฉกบนฝ่ามือตน
“ถ้าไม่ใช้จะซื้อมาทำไม” แต่แล้วคนถามก็ต้องข่มอารมณ์เองเมื่อได้ยินคำตอบที่ถูกส่งกลับมา ท่าทางกับปากอย่างนี้มันช่างเหลือรับ ลาฟพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจอย่างข่มอารมณ์ไม่ให้ปล่อยหมัดออกไปชกหน้าไอ้คนเป็นเจ้านายแทนพี่ชายของตน เจ้านายก็เจ้านายเถอะแต่ตอนนี้จะเป็นเจ้านายหรือเจ้าชายก็ไม่สนขอสักหมัดก็ยังดีข้อหาหมั่นไส้ เลเคียถอนหายใจออกมาเหมือนปลงได้ก่อนจะยื่นมือไปข้างหน้า
“เว็นเทอร์!!” สิ้นเสียงลำแสงสีดำสนิทก็พุ่งออกจากดาวหกแฉกสีดำที่อยู่บนฝ่ามือของพี่คนโตและเพียงไม่ถึงอึดใจร่างของอาชาสีดำดุจรัตติกาลก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ดวงตาสีนิลเด็ดเดี่ยวแสดงถึงการไม่ยอมแพ้พร้อมปีกสีดำสนิทที่อยู่ข้างตัว เพกาซัสงั้นหืรอ
‘เรียกข้ามามีอะไรให้รับใช้’ เสียงถามดังขึ้นและแน่นอนต้นเสียงคือม้าขนสีนิลวาววับตรงหน้าที่แม้จะไม่ได้เปิดปากพูดแต่ก็ยังสามารถสื่อสารกันได้
“เราต้องเดินทาง ข้าจะขี่เจ้าไป” มันผงกหัวรับอย่างแสนรู้ก่อนจะเดินไปยืนข้างๆเจ้านาย
“ต่อไปก็ตาฉันสินะ” เลเชียพูดพร้อมยื่นมือข้างหนึ่งออกไปข้างหน้า บนฝ่ามือของพี่คนรองปรากฏรูปดาวหกแฉกสีเทาอยู่
“เซเล!!” สิ้นเสียงแสงสีขาวก็พรุ่งพรวดออกจากฝ่ามือของเลเชีย
ฮี้... เสียงร้องของอาชาที่ดังมาทำให้ลาฟเดาไม่ยากว่าภูตของพี่เลเชียคืออะไรและเพียงไม่นานร่างของอาชาสีขาวปลอกสวยงามก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าคนที่เรียกมันออกมา ปีกคู่ยักษ์ของมันหุบลงข้างลำตัว ดวงตาสีฟ้ามองหาเจ้าของก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ
“เป็นไงภูตของพี่ ลาฟว่าสวยมะ” เลเชียอวดกับผู้เป็นน้องสุดรักอย่างหวังได้คำชมสุดๆ
“อืม...สวย” ลาฟตอบอย่างว่าง่ายทำให้คนเป็นพี่ยิ้มไม่หุบขณะที่เซเลยืดอกนิดๆ เลเคียมองภาพตรงหน้าอย่างฉุนๆ จะว่าฉุนก็ไม่ใช่แต่จะบอกว่าอิจฉาก็ไม่เชิง ทำไมน้องรักไม่ชมของพี่บ้างเล่า
เลโอที่มองสถานการณ์ตรงหน้ามาตั้งแต่ต้นแอบถอนหายใจออกมา ไอ้พวกนี้ทั้งรักทั้งหวงน้องเข้ากระดูกดำจริงๆทั้งๆที่เขาไม่แลเห็นเลยว่าควรจะหวงตรงไหน ในเมื่อน้องคนนี้เป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงเสียหน่อยที่จะต้องหวงมากขนาดนั้น เจ้าพวกนี้เป็นเอามากจริงๆนั่นแหละ แต่เลโอก็เลือกที่จะไม่พูดและไม่ถาม เขารู้ว่าการกระทำของทุกคนย่อมต้องมีเหจตุผลที่แตกต่างไปเสมอ เพราะฉะนั้นเขาหวังว่าสักวันจะรู้เหตุผลนั่น
“งั้นตาฉันใช่ไหม หรือเจ้านายก่อนดี...” สุดท้ายคนเป็นองครักษ์ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันไปกระตุกหนวดมังกรหน้าดุเล่นเสียก่อน ช่วยไม่ได้นี่อยากทำตัวน่าหมั่นไส้ในสายตาของเขาทำไมละ
“เชิญ” เสียงเย็นเอ่ยะร้อมท่าทางเฉยชาในเมื่อเขารู้อยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มผู้ซ่อนใบหน้าเอาไว้ใต้หน้ากากได้ครอบครองภูตอะไร ลาฟยื่นมือไปข้างหน้าบ้าง
“เซเฟอร์เลน!!” สิ้นเสียงของเด็กหนุ่มลำแสงสีฟ้าและแดงที่รวมตัวกันก็พุ่งออกมา
กี๊ซ… ปักษาผู้พิทักษ์เปลวไฟและสายน้ำกรีดร้องก้องป่าราวกับจะตอบรับคำเรียกขานของผู้เป็นนาย พี่ทั้งสองเบิกตากว้างก่อนจะรีบถลาเข้าไปดูนกหายากที่เคยคิดว่ามันหายสาบสูญไปนานแล้ว การที่มันมาปรากฏอยู่ตรงนั้สและการที่น้องสาวได้มันไปแปลกว่าน้องคนนี้ได้ครอบครองปักษาทรงอำนาจที่มีเพียงตัวเดียวในโลก ลาฟยื่นแขนออกไปข้างหนึ่งให้นกขนเพลิงสีฟ้าบินมาเกาะ
‘มีอะไรให้ข้ารับใช้’ เสียงที่ถูกเปล่งออกมาจากปากของนกดูแล้วน่าขันหากใครเล่าจะกล้าหัวเราะในเมื่อดวงตาสีแดงของเจ้านกน่าขำกำลังกวาดมองรอบๆอย่างหมายข่มขู่ ‘ใครหัวเราะแกตาย...!’
“คงต้องรบกวนหน่อย ข้าจะต้องเดินทางเลยจะขี่หลังเจ้าไป” ลาฟบอกถึงเหตุผลที่เรียกมันออกมา
‘ไม่มีปัญหาหากเป็นท่าน ข้ายินดีและเต็มใจช่วย’ มันผงกหัวลงราวกับจะมอบความนอบน้อมให้และราวกับจะบอกว่าภูตตนนี้ให้เจ้านายได้ทุกอย่าง...ได้ทุกอย่างแม้แต่ชีวิต!!
“ต่อไปก็เหลือแค่เจ้านายคนสุดท้ายแล้วนะ” เลเชียเอ่ยประชดโดยเน้นคำว่าเจ้านายแต่เขาก็ต้องยอมรับว่าแอบตื่นเต้น ภูตของพวกเจ้าชายคงจะมีแต่ตัวเก่งๆแน่โดยเฉพาะเมื่อเจ้าชายคนนั้นชื่อ เลโอ ดราเลอัส ก็ในเมื่อคนตรงหน้าเป็นความหวังของทุกดินแดนนี่ พวกพระราชาทุกประเทศคงประคบประหงบกันเป็นอย่างดีเลยสิท่า
เลโอก้าวออกมายืนข้างหน้าก้าวหนึ่งก่อนจะยื่นมือไปข้างหน้าเหมือนที่ทุกคนเคยทำ
“เคลวดิอัส!!”
วูบ... แสงสีเงินและน้ำตาลที่หลอมรวมกันพุ่งออกมาจากดาวหกแฉกที่อยู่กลางฝ่ามือ ดวงตาสีฟ้าของลาฟเบิกขึ้น ใบหน้าภายใต้หน้ากากฉายแววแปลกใจส่วนเจ้าเซเฟอร์เลนที่เกาะอยู่บนบ่าของเจ้านายเบิกตากว้างพร้อมกับที่รู้สึกอยากจะบินหนีไปจากตรงนี้ไกลๆ โลกมันช่างกลมดีแท้
กี๊ซ... เสียงกรีดร้องดังมาก่อนลำแสงที่พุ่งออกจากฝ่ามือของเลโอจะสยายปีกและค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างเป็นวิหคขนสีเงิน ดวงตาสีน้ำตาลคมกริบของมันจับจ้องทุกคนอย่างท้าทาย
“เราต้องเดินทาง เคลวดิอัส” เสียงเย็นของเจ้านายของมันดังขึ้นก่อนที่มันจะทันได้เห็นเด็กหนุ่มผู้ซ่อนใบหน้าไว้ภายใต้หน้ากาก
‘ท่านจะขี่ข้าไปใช่หรือไม่’ เคลวดิอัสหันมาถามนายแห่งมันที่พยักหน้าให้
“โห่ นี่นกเคลวดิอัสที่เหลืออยู่ตัวเดียวนะหรือ” เสียงเลเชียตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้นทำให้มันหันไปมองอีกรอบ ขนสีเงินสวยราวกับเปลวไฟที่ห่อหุ้มร่างกายไว้สะบัดพลิ้วไหวเล็กน้อย หางสีเงินยาวของมันกวัดแกว่งไปมา ในภาพรวมแล้วเคลวดิอัสก็ไม่แตกต่างจากเซเฟอร์เลนเสียเท่าไหร่ยกเว้นสีนะน่ะ ดวงตาสีน้ำตาลของเคลวดิอัสเบิกกว้างเมื่อเจ้าปักษาขนเงินหันไปเจอบางอย่างเข้าพอดี ใช่...เป็นบางอย่างที่พยายามทำตัวลีบให้สุดเท่าที่จะทำได้
‘เซเฟอร์เลน!!’ มันร้องออกมาอย่างตกใจทำให้ทุกคนหันไปมองนกขนฟ้ากันหมด
‘เออ...ข้าเอง โลกมันช่างกลมจริงๆเลยนะ’ เซเฟอร์เลนเอ่ยขณะที่ดวงตาขุ่นมัวอย่างถึงที่สุด
‘ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะหลุดออกมาจากไข่ได้แล้ว’ เคลวดิอัสยังคงต่อล้อต่อเถียงด้วยดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายอย่างนึกสนุกสุดๆ หลายพันปีมานี้ในที่สุดมันก็ได้เจอเซเฟอร์เลนอีกครั้ง ครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็เมื่อตอนที่ทั้งสองยังอยู่ในไข่อยู่เลย
‘ใครจะเหมือนเจ้า เลือกเจ้านายมั่วสั้ว’ คำพูดของเซเฟอร์เลนทำให้คนถูกพาดพิงอย่างเลโอหันไปมองอย่างดุๆ ลาฟนึกชมเจ้านกของตนเองอยู่ในใจ พูดดีมากลูกพ่อ
‘ทำอย่างกับเจ้าเลือกเจ้านายดีงั้นแหละ’ เลเคียกับเลเชียมองดูนกสองตัวที่เถียงกันไปมาอย่างรำคาญปนหงุดหงิดนิดๆที่เจ้านกเคลวดิอัสบังอาจมาว่าน้องสาวของพวกเขา ลาเฟียดีที่สุดนะ ชักรู้สึกว่าถ้าภูตพูดไม่ได้ก็คงดี แต่ภูตแต่ละตัวเนี่ยเหมือนเจ้าของจริงแหะ
‘ก็ยังดีกว่านายแล้วกันเจ้านกพันปี’
‘ทำอย่างกับแกไม่พันปีเลยนะไอ้เซเฟอร์เลน’
‘ฉันก็เกิดหลังนายก็แล้วกันไอ้เคลวดิอัส’
‘ผู้พิทักษ์น้ำกับไฟอะไรพูดมาก’
‘ยังกับผู้พิทักษ์ดินกับลมอย่างแกพูดน้อยนักนี่’
ไอ้พวกนกทั้งสองตัวที่เกาะอยู่บนบ่าเจ้านายขู่กันฟ่อๆ หางของพวกมันสองตัวชี้ขึ้นฟ้าอย่างน่าขัน แต่พี่อีกสองคนที่ยืนฟังการโต้เถียงมานานนึกสงสารน้องสุดรักกับนายจ้างมากกว่า (อันที่จริงต้องบอกว่าสงสารน้องตนเองมากกว่านายจ้างเพราะนายจ้างนั่นน่าหมั่นไส้) ที่ต้องทนฟังพวกมันตะโกนอยู่ข้างหู
“จะพอได้หรือยัง”
พรึบ... เสียงเย็นของเลโอพร้อมจิตสังหารของเจ้าตัวที่พุ่งใส่พวกนกทั้งสองราวกับจะเตือนว่า ‘ไม่หยุดเดี๋ยวมีฆ่าทิ้ง’ และดูเหมือนคนที่ส่งสายตาขู่จะกล้าทำจริงๆอย่างไม่สนใจเงินแสนแพงที่ซื้อพวกมันมา เจ้าปักษาทั้งสองตัวรีบหุบปากฉับอย่างว่องไวเพราะกับคนตรงหน้าแล้วมันไม่อยากเสี่ยงสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อมองทางไหนก็แพ้เห็นๆ!!
“เปิดอุโมงค์ย้ายมิติได้แล้ว” เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มหันไปสั่งลาฟเสียงเย็นอย่างติดจะรำคาญนิดๆ คนถูกสั่งแอบเบ้หน้าภาตใต้หน้ากากก่อนจะก้าวเท้าออกมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง
“ห้วงมิติอันว่างเปล่าเอ๋ย จงเปิดทางให้เราเหล่านักเดินทาง จงเปิดทางเบื้องหน้าข้า ณ บัดนี้!!”
วาบ…แสงสีขาวสว่างวาบพร้องการปรากฏตัวของประตูบานหนึ่งที่ค่อยๆเปิดออกราวกับจะตอนรับเหล่านักเดินทางทั้งสี่คนและสี่ตัว ภายในประตูมีแต่แสงสีขาวสว่างไสวนอกจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดในห้วงมิติอันว่างเปล่านั่น
เลเชียกับเลเคียรีบตวัดตัวขึ้นหลังเพกาซัสของพวกเขา เคลวดิอัสกับเซเฟอร์เลนรีบขยายร่างให้ใหญ่ขึ้นจนแบกเจ้านายทั้งสองของตนได้ เลเชียกับเลเคียไม่ต้องสั่งอะไรภูตทั้งสองของพวกตนก็รีบพุ่งผ่านเข้าไปในบานประตูนั้น ถ้าหากปล่อยให้ผู้สร้างผ่านเข้าไปก่อนประตูก็จะปิดลงทันทีและนี่คือเหตุผลที่พี่ทั้งสองยอมทิ้งลาฟไว้ข้างนอกก่อน (ไม่งั้นก็อย่างหวัง)
ลาฟและเลโอรีบตวัดตัวขึ้นหลังของเคลวดิอัสและเซเฟอร์เลน ปักษาทั้งสองตัวกางปีกออกแล้วพุ่งตัวตามภูตของพี่ทั้งสองที่นำไปแล้วอย่างรวดเร็ว เมื่อลาฟผ่านเข้าไปประตูก็ปิดลงแล้วหายวับไปทิ้งให้ที่แห่งนั้นกลับมาเงียบสงบอย่างที่เคยเป็น
