บท
ตั้งค่า

หินก้อนที่ 10 : ก่อนเข้าประเทศจันทรา

ด่านเข้าประเทศจันทรายังคงคล่ำคลาไปด้วยผู้คนเสมอแต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีสิทธิเข้าไปในประเทศจันทราได้ ประเทศจันทรามีการตรวจตราที่เข้มงวดเพราะภายในประเทศส่วนใหญ่เป็นผืนป่ากว้างใหญ่จึงมีทั้งภูตและพืชหายากซึ่งบางพันธุ์ก็ไม่มีที่อื่นอีกแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจค้นอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้มีการลักลอบขนของและภูตป่า แน่นอนว่าโทษของการผิดกฎคือประหารชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น!!

“กรุณาแนะนำชื่อและอาชีพด้วยค่ะ” เสียงหวานของพนักงานตรวจคนเข้าประเทศเอ่ยถามพวกเขาทั้งสี่คน เลเคียที่ได้ยินทำหน้ายุ่งยากเมื่อมันเป็นคำถามที่ซอกแซกเหลือเกิน ทำไมต้องถามอาชีพด้วยนะ

“เลโอ ดราเลอัส เจ้าชายแห่งลาเพีย” คำพูดเสียงเย็นทำเอาพนักงานสาวเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อและถึงกับครางออกมา “บุรุษผู้อยู่ในคำทำนายหรือ”

“ใช่ เพราะฉะนั้นโปรดเปิดทางด้วยครับ” เลเชียพูดกับหญิงสาวตรงหน้าอย่างสุภาพซึ่งแตกต่างกับนิสัยตัวเองลิบลับแต่ไม่มีใครคิดจะแปลกใจเมื่อคนตรงหน้าได้สมญา หน้ากากพันหน้า และที่เลเชียเลือกที่จะพูดเนื่องจากดูแล้วว่าอีกสามคนที่มาด้วยกันนั้นปากหนัก ไม่มีทางจะอ้าปากง่ายๆเป็นแน่ อีกอย่างไอ้สามคนนี่ก็เป็นพวกถนัดแต่สั่งคนอื่นเสียมากกว่าเพราะฉะนั้นคงไม่มีใครหลุดคำว่า ‘โปรด’ ออกมาง่ายๆหรอก

“แล้วพวกคุณเป็นใครค่ะ” เสียงหวานของพนักงานสาวยังถามทำให้เลเชียยิ้มให้อย่างอ่อนโยน จนเลเคียแอบถากถางในใจว่าไม่หลุดบทเลยนะ

“ผมเลเชียและนั่นเลเคียพี่ของผม พวกเราเป็นนักเดินทางที่ร่วมเดินทางมากับเจ้าชายแห่งความหวังครับ” เลเชียพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยนทว่าในใจอยากจะไปจากตรงนี้เต็มแก่แล้ว

“แล้วคนสุดท้าย...” หญิงสาวลากเสียงแล้วเหลือบตาไปมองเด็กหนุ่มที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าของตนเองด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้เพราะไม่น่าไว้ใจที่สุด

“ลาฟ” คนเป็นน้องเล็กที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นมาสั้นๆเพราะไม่อยากจะเอ่ยถึงอาชีพองครักษ์อันน่าอัปยศนั่นเท่าไหร แต่จะบอกว่าเป็นนักฆ่าก็ทำไม่ได้อีก

“แล้วอาชีพละค่ะ” แต่หญิงสาวคนตรงหน้าไม่หยุดถามง่ายๆทำเอาลาฟอยากจะลุกขึ้นมาประกอบอาชีพเดิมเสียเหลือเกิน ก็คนมันไม่อยากพูดนี่หว่า อืม...หรือเขาควรตีเนียนว่าเป็นนักเดินทางอย่างท่านพี่ดีนะ ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปากพูด...

“นั่นองครักษ์ฉัน” เสียงเย็นของเลโอเอ่ยแทนเมื่อรู้ดีว่าถึงอย่างไรคำว่า ‘เป็นองครักษ์’ คงไม่มีวันหลุดออกมาจากปากของลาฟเป็นแน่ เผลอๆจะตีเนียนไปพูดอาชีพอื่นแทนมากกว่า ลาฟแทบอยากจะระเบิดอารมณ์เสียตรงนั้นเมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของคนเป็นเจ้านายที่เคารพ บางทีนะบางทีก่อนที่เขาจะฆ่าใครเขาควรจะฆ่าไอ้คนที่เป็นเจ้านายเขาก่อนดีกว่า

“ค่ะ...แต่พวกคุณคงต้องรอเข้าไปตอนกลางวันพร้อมเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มน่ะค่ะ” เสียงของพนักงานที่ดังมาทำเอาเลโอขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เสียเวลาเข้าไปอีกทั้งๆที่เวลาเหลือน้อยลงทุกที

“เร็วสุดแล้วรึ” เลเคียถามออกมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ทำให้หญิงผู้เป็นพนักงานหันไปมอง

“เร็วสุดเท่านี้แหละค่ะ การเข้าประเทศจันทราต้องเดินฝ่าป่าที่ล้อมรอบอยู่เข้าไปก่อนค่ะ แต่ช่วงนี้ภูตที่อยู่ในป่ามักออกอาละวาดบ่อยๆอย่างผิดปกติโดยเฉพาะที่ป่าแห่งเวลาน่ะค่ะ” ลาฟขมวดคิ้วอยู่ภายใต้หน้ากากเมื่อได้ฟังคำพูดนั้น

“แต่ภูตที่นั่นก็ดุร้ายอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ” เลเชียถามคำถามที่ตรงกับใจน้องเล็กมาก ยังไงที่นั่นก็ขึ้นชื่อเรื่องภูตดุร้ายอยู่แล้ว จะมานั่งกังวลตอนนี้มันช้าไปไหม

“แต่ตอนนี้มันกลับยิ่งดุร้ายขึ้นค่ะ พวกเราเลยให้ผ่านเข้าไปเป็นกลุ่มเพราะดูน่าจะปล่อยภัยกว่า โดยเฉพาะกลุ่มของพวกคุณที่มีเจ้าชายแห่งลาเพียมาด้วยแล้ว ทางเรายิ่งต้องรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้นอีกหลายเท่า” ลาฟเบ้หน้ากับคำพูดของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ นึกอยากจะถามออกไปนัก แน่ใจนะว่าต้องปกป้องเจ้าหมอนี่ ฝีมืออย่างหมอนี่มันต้องปกป้องอีกหรือไง

“ขอบคุณครับ แล้วตอนกลางวันจะมาใหม่” เลเชียเอ่ยขอบคุณแล้วเดินออกมาพร้อมกับทุกคนที่เหลือและเมื่อพ้นด่านมาได้

“เฮ้อ ให้ตายน่ารำคาญจริงโว้ย ไอ้ตีหน้าสุภาพแกล้งตบตาคนอื่นเนี่ย” เสียงพี่คนรองบ่นออกมาอย่างรำคาญเต็มทน แล้วมันจะทำทำไมฟะ

“พี่นี่มันหลายหน้าจริง” คนเป็นน้องพูดว่าแล้วส่ายหัวอย่างระอาแต่คนเป็นพี่กลับยิ้มรับหน้าตาเฉย

“แหม มันงานนี่น้องรัก...” ท่านพี่เลเชียลากเสียงยาวอย่างไม่สลดเลยสักนิด เอาเถอะก็มันเป็นงานนี่นะ

“พวกนายมันน่ากลัว” เสียงเย็นของเลโอดังมาซึ่งดูอย่างไรก็เสแสร้งชัดๆ ถ้าอยากจะโกหกก็ให้มันแนบเนียนกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไงไอ้คุณเจ้าชาย ถ้าจะพูดแบบนี้ละก็เสียงเย็นๆกับไอ้หน้าตายด้านนั่นไม่ต้องใช้ก็ได้โว้ย

“คนอย่างนายมีสิทธิพูดอย่างนี้หรือไง” ลาฟเหน็บแนมในเมื่อคนพูดมันเก่งและน่ากลัวกว่าหลายเท่า

“นั่นสินะ” เลโอตอบรับอย่างไม่รู้สึกรู้สาเลยสักนิดแต่ไม่นานลาฟก็ต้องสะดุ้งเมื่อรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่ตามหลังพวกเขามาตั้งแต่เมื่อกี้

“ฉันว่าเรามีแขก” ชายหนุ่มผมเงินเอ่ยขณะที่ดวงตาสีฟ้าของเจ้าตัวหันไปมองหน้าคนที่น่าจะเป็นเป้าหมายของแขกในครั้งนี้ ริมฝีปากภายในหน้ากากกระตุกขึ้นเล็กน้อย

“แล้วน่าจะเป็นแขกนาย” คนเป็นพี่ทั้งสองก็รู้สึกได้เช่นเดียวกันแถมแขกพวกนี้ยังมาเป็นกลุ่มอีกด้วย ดวงตาสีฟ้าไม่สื่ออารมณ์ใดๆของเลโอผู้เป็นเป้าหมายของแขกที่ว่ากวาดมององครักษ์ทั้งสาม

“มันไม่เกินกำลังพวกนาย” ลาฟกัดริมฝีปากเมื่อได้ยินเสียงเย็นที่ลอยมา มันไม่ใช่คำพูดเพื่อประเมินกำลังของพวกเขาสามพี่น้องแต่มันเป็นคำสั่งที่ต้องตีความนัย ‘จัดการมันซะ’

พรึบ!!

เพียงไม่นานร่างสองร่างของพี่ชายทั้งสองก็หายวับไปกับตา เลโอขมวดคิ้วขณะมองหน้าองครักษ์อีกคนที่ยังยืนอยู่ข้างๆเขาราวกกับจะถามว่าแล้วทำไมนายถึงยังไม่ไป ซึ่งเหมือนองครักษ์จะรับรู้ความสงสัยของผู้เป็นเจ้านายเสียงเรียบเรื่อยจึงเปรยขึ้น

“ท่านพี่สองคนก็พอแล้ว” และอีกอย่างในเมื่อเป้าหมายยังคงเดินอยู่ข้างๆเขาถ้าพวกมันรอดมาจากพวกท่านพี่ได้เดี๋ยวก็โผล่หัวออกมาให้เก็บเองละ คนเป็นองครักษ์คิดในใจพลางยิ้มกริ่ม

เจ้าชายแห่งลาเพียมององครักษ์ของตนเองอย่างรู้ทันแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะดูเหมือนพี่ชายทั้งสองของคนตรงหน้าก็คงจะดีใจไม่น้อยที่น้องคนเล็กไม่ต้องออกไปสู้ ถึงอย่างไรเลเชียกับเลเคียก็คงจะจัดการได้อยู่แล้ว

“แต่แขกนายก็เยอะใช้ได้นิ ท่านพี่คงเล่นจนพอใจเลยแหละ” ลาฟพูดขณะเดินอยู่ข้างๆเลโอที่กำลังจะเข้าไปรวมกับกลุ่มคน

“นั่นสินะ”

•.★*... ...*★.•

“นี่พวกนายกำลังทำอะไรอยู่เอ่ย” เลเชียถามกลุ่มคนในชุดคลุมสีดำที่พยายามจะสะกดรอยตามชายหนุ่มสองคนซึ่งกำลังเดินคุยกันไปเรื่อยๆ แน่นอนคนหนึ่งคือน้องสุดเลิฟส่วนอีกคนคือเจ้านายจำเป็นที่ไม่อยากจะได้เลยสักนิด บุรุษทั้งสิบสองคนในชุดดำหันขวับไปมองชายทั้งสองที่อยู่ด้านหลังอย่างตกใจเพราะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของทั้งสองตอนเดินเข้ามาเลยสักนิด

“ตกลงว่ายังไง” เสียงพี่อีกคนเลเคียเอ่ยถามขึ้นอีกคนด้วยเสียงที่น่ากลัวพร้อมกับแสยะยิ้มให้อย่างน่าขนลุก รัศมีอำมหิตเริ่มแผ่กระจายเสียจนรู้สึกอึดอัด

อันที่จริงพวกเขาไม่ได้ห่วงเลโอหรอกถ้าพวกตรงหน้าหลุดไปได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นน้องเขาก็ต้องออกหน้าปกป้องเจ้านายตามหน้าที่องครักษ์น่ะสิและแน่นอนเรื่องอะไรจะปล่อยให้รอดไปสู้กับน้องสาวสุดหวงล่ะ พวกเขาที่เป็นพี่ก็ต้องสู้เต็มที่อยู่แล้ว

บุรุษทั้งสิบสองคนเตรียมจะถลาออกไปข้างหน้าเพื่อให้อยู่ท่ามกลางหมู่คนจะได้สะดวกต่อการหลบหนีไม่ใช่ที่ที่เปลี่ยวขนาดนี้ ทว่าเพียงพริบตาเดียวเท่านั้นที่อาณาเขตสีดำสนิทปรากฏวูบล้อมรอบและกักขังทุกคนไว้ในอาณาเขตอันมืดมิดของมันราวกับจะตัดคนทั้งสิบสี่ออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

“ลาก่อน...” ราวกับคำอำลาเพราะเพียงไม่นานเสียงคมโลหะแหวกเนื้อและเสียงร้องโหยหวนก็ดังลั่นภายในอาณาเขตสีดำ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครภายนอกได้ยินเสียงเลยแม้แต่คนเดียว และเพียงไม่นานอาณาเขตสีดำก็หายวับไป

ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเหลืออยู่ ไม่มีซากศพที่ถูกสังหารและไม่มีแม้แต่ร่างของผู้ลงมือสังหาร สิ่งที่เหลือคือคราบเลือดสีเข้มที่นองอยู่บนพื้น มันคือหลักฐานที่บอกว่า ณ ที่แห่งนั้นเคยมีการต่อสู้เกิดขึ้นมาก่อน ลมพัดแผ่วเบาราวกับจะไว้อาลัยให้แด่ผู้จากไปทั้งที่ไม่มีใครรู้เห็นก่อนที่สถานที่แห่งนั้นจะกลับสู่ความเงียบสงบดังเดิม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel