หินก้อนที่ 11 : บุกป่าฝ่าเข้าประเทศจันทรา
ป่ารอบนอกประเทศจันทราทั้งรกและชื้น ภัยอันตรายมากมายซ่อนตัวอยู่ในผืนป่าโดยเฉพาะภูตร้ายและสัตว์มีพิษ กลุ่มคนจำนวนไม่น้อยกลุ่มหนึ่งกำลังเดินฝ่าป่าแห่งนี้เพื่อเข้าไปยังประเทศจันทรา เหล่าคณะเดินทางต่างรีบเร่งฝีเท้าเพื่อให้หลุดจากพงไพร การเดินทางในป่าล้วนมีอันตรายทุกย่างก้าว ไม่ว่าสิ่งใดก็คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่
ผู้คุมมีทั้งหมดสี่คน คนแรกเดินนำอยู่หน้าแถวคอยเป็นคนนำทางและระวังหน้า คนที่สองอยู่ทางซ้ายคอยเป็นคนระวังภัยอยู่ทางด้านซ้ายมือ อีกคนอยู่ทางขวาทำหน้าที่ไม่ต่างจากคนอยู่ทางซ้ายสักเท่าไหร่และคนสุดท้ายอยู่หลังสุดปิดขบวนทั้งทำหน้าที่ระวังภัยด้านหลังและคอยดูคนที่เดินช้า
คนทั้งสี่ต่างเครียดกับงานทุกครั้งที่ต้องพาผู้คนบุกฝ่าป่าเข้ามาและครั้งนี้ยิ่งเครียดกว่าครั้งไหนๆเพราะผู้ร่วมคณะเดินทางในครั้งนี้มีเจ้าชายผู้เป็นความหวังของทุกคนมาด้วย ถ้าเป็นอะไรไปแล้วสามดินแดนคงยากต่อการให้อภัย แต่เด็กหนุ่มทั้งสี่ที่เป็นคนสำคัญกลับไม่ได้กังวลอะไรเลยสักนิดโดยเฉพาะคนเป็นเจ้าชายที่ยังคงสาวเท้ารวมกับกลุ่มคนอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย ลาฟที่เดินอยู่ด้านข้างยังเดินไปอย่างเงียบๆ พี่เลเชียหาวแล้วหาวอีกจนพี่เลเคียที่อยู่ข้างๆอยากหาอะไรมาอุดปากมันให้รู้แล้วรู้รอด
“น่าเบื่อแฮะ” พี่เลเชียบ่นคำนี้เป็นรอบที่สี่ก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากหาว
“ท่านพี่ยังเล่นกับพวกเมื่อเช้าไม่พอหรือไง” เสียงจากภายใต้หน้ากากสีขาวเอ่ยถามทำให้คนถูกถามหน้ามุ่ย
“ได้เล่นไปแค่นิดเดียวเองที่เหลือเลเคียงาบไปกินหมด” เลเชียพูดอย่างกับพี่ชายฝาแฝดของตนเองกินคนได้อย่างไรอย่างนั้น
“มัวแต่เล่นเอง” เสียงของคนที่อยู่ใกล้เลเชียมากที่สุดเอ่ยบอกหลังจากทนฟังเสียงบ่นของมันอยู่นาน พี่คนรองเบ้หน้า ตอนอยู่ในท้องท่านแม่ทำไมเขาไม่อุดท่อลำเลียงอาหารมันหรือไม่ทำไมเขาไม่ถีบมันออกไปไกลๆแล้วรีบออกมาก่อนนะ
“อืม...ป่านี่น่ากลัวจริงๆนั่นแหละ” เมื่อขี้เกียจเถียงต่อเลเชียพูดเปลี่ยนเรื่อง แต่มันทำเอาอีกสามคนเครียด
“จะพูดทำไม” เสียงเย็นของเจ้าชายแห่งลาเพียเค้นถาม ดวงตาสีฟ้าสวยของคนพูดเหลือบมองรอบตัว สัญชาตญาณของพวกเขากำลังเตือนว่ามีอันตรายบางอย่างกำลังใกล้เข้ามา
“รู้สึกพี่เลเชียจะไม่ต้องเบื่อเสียแล้ว” น้องคนเล็กพูดออกมาพร้อมรอยยิ้มในขณะเดินไปเรื่อยๆราวกับไม่สนใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นสักเท่าไหร่
“เอาน่าผู้คุมสี่คนคงไม่ปล่อยพวกมันเข้ามาง่ายๆหรอก” ท่านพี่เลเชียพูดอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องเครียดแต่พี่เลเคียกลับไม่คิดอย่างนั้นแม้แต่น้อย พี่ชายคนโตถอนหายใจก่อนจะลดฝีเท้ามาเดินข้างๆลาฟแล้วพูดออกมา
“ถ้าเป็นงั้นได้ก็ดี” แต่น่าเสียดายที่ลางสังหรณ์ของนักฆ่าอันดับหนึ่งเรื่องข่าวสารไม่ได้บอกแบบนั้นสักนิด มันง่ายดายขนาดนั้นเสียที่ไหน
ใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว สัมผัสของลาฟร้องเตือนเมื่อบางอย่างกำลังเข้ามาใกล้ขบวนที่พวกเขาอยู่
โจรป่า?...ไม่ใช่ มันใช่มนุษย์
วิญญาณที่ถูกปลุกด้วยมนตร์ดำ?...ไม่ใช่ ไอเวทมันแตกต่างกัน
หรือจะเป็น...ภูต
แต่ภูตนะหรือจะทำร้ายมนุษย์ก่อน มันน่าแปลกมาก แต่ก็อาจจะเป็นภูตที่ดุร้ายอยู่แล้วก็ได้ ลาฟประมวลผลในใจขณะเดินรวมกับกลุ่มคนไปเรื่อยๆ คนรอบข้างหรือผู้คุมไม่ได้สัมผัสถึงสิ่งที่ใกล้เข้ามาเลยสักนิด อืม...น่าจะเป็นภูตระดับสูงพอควร
“ให้ตายสิ อยู่กับไอ้เจ้าชายนี่เจอแต่เรื่องซวยๆ” เลเชียบ่นพึมพำเมื่อรับรู้ว่าผู้มาเยือนไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเดียว ลาฟเหลือบมองคนพูดก่อนจะถอนหายใจออกมา พี่ยังปลงไม่ได้อีกเรอะ เขาน่ะปลงได้ตั้งแต่หลวมตัวมาเป็นองครักษ์แล้ว ไม่ใช่หลวมตัวสิ ต้องใช้คำว่าจำใจ
“ทำอย่างกับฉันอยากให้มีเรื่องซวย” เสียงเย็นเยียบของเลโอเปรยกับองครักษ์ทั้งสาม เขาเองก็อยากเดินทางอย่างราบลื่นไร้อุปสรรคเหมือนกัน ใครละจะอยากออกแรงให้ตัวเองเหนื่อยบ้าง
“เอาเถอะ” เลเคียเอ่ยออกมาขัดสงครามน้ำลายที่กำลังจะเกิดขึ้นขณะในใจคำนวณจำนวนผู้มาเยือน หนึ่ง สอง สาม...สามตัวเลยหรือ
“เฮ้อ...นายนี่มันใช้เราคุ้มค่าจ้างจริงๆ” ลาฟบ่นคำนี้ออกมาอีกครั้งเมื่อรับรู้ว่ามีภูตกี่ตัวที่ใกล้เข้ามา แต่เลโอกลับกระตุกยิ้มที่มุมปากและไม่เก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจ
“ลาฟ น้องเฝ้าเลโอไว้เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน เลเชียตามมา ใครจัดการภูตตัวแรกเสร็จก่อนเอาตัวที่สองไป” คำสั่งของท่านพี่เลเคียทำเอาลาฟอยากตบหน้าผากตัวเอง ให้เฝ้าไอ้เจ้านายนี่อีกแล้วหรือ หมอนี่มันจำเป็นจะต้องมีคนเฝ้าจริง ๆเรอะ แต่เลเชียที่ได้ฟังคำสั่งกลับยิ้มพราย เอาวะเมื่อเช้ายังเล่นไม่เต็มอิ่มเลยเนื่องมาจากโดนเลเคียแย่งเหยื่อ ไหนๆก็ไหนๆแล้วเล่นเหยื่อสองตัวเลยก็แล้วกัน
“จะรอให้มาใกล้กว่านี้ไหม” เลเชียถามเสียงเบาแต่ดวงตาคู่สีฟ้ากลับพราวระยับขณะจับจ้องไปทางด้านซ้ายของตนเอง
“ไม่ ฆ่ามันไกลจากกลุ่มเท่าไหร่ยิ่งดี ป้องกันความแตกตื่น” เลเคียตอบขณะดวงตาสีเงินของคนพูดจับจ้องไปทางขวาของตน เลเชียเลื่อนดวงตาไปมองด้านซ้ายก่อนแสยะยิ้ม มาทางซ้ายขวาและก็หลังสินะ อย่างนี้ก็สวยสิ
พรึบ...ไม่นานร่างของพี่สองคนก็หายวับไปกับตาแล้วสุดท้ายก็เป็นเขาที่อยู่เฝ้าเจ้านายจอมน่าหมั่นไส้ แต่เรื่องอะไรจะเฝ้ามันล่ะฝีมือขนาดนั้นจะเฝ้าไปทำไมไปหาอะไรเล่นด้านหลังดีกว่า
หมับ…ทว่าเพียงแค่ขยับตัวนิดเดียวมือของคนข้างๆก็รีบคว้าหัวไหล่เอาไว้ทันที
“จะไปไหน” เสียงเย็นถามอย่างชัดถ่อยชัดคำราวกับรู้ว่าคนข้างๆกำลังจะขัดคำสั่งพี่ชายทั้งสองคน
“ไปทำงาน” เสียงเรียบเอ่ยอย่างขัดใจ หมอนี้ชักจะรู้ทันมากเกินไปแล้ว
“หน้าที่นายคือเฝ้าฉัน” เลโอเอ่ยเตือนความจำและราวกับจะย้ำว่าควรทำอะไร
“ไม่จำเป็น นายดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว” ลาฟยังคงเถียงเนื่องจากไม่เห็นความจำเป็น ฝีมืออย่างหมอนี่ภูตสิต้องวิ่งหนีไม่ใช่เลโอวิ่งหนีภูต
“งั้นฉันไปด้วย” มันเป็นคำพูดที่ลาฟรีบส่ายหัวปฏิเสธในทันที เอามันไปทำไมเกะกะเปล่าๆแถมต้องมาห่วงหน้าห่วงหลังอีก ไม่ใช่ห่วงไอ้เจ้านายนะแต่ห่วงความลับของตนเองจะแตกมากกว่า
“ฉันเป็นเจ้านาย” เลโอเอ่ยอย่างเป็นต่อราวกับจะบอกว่าองครักษ์ต้องทำตามคำสั่งของเจ้านาย มันคงเป็นอย่างนั้นถ้าคนที่เจ้าชายแห่งลาเพียกำลังพูดด้วยจะเป็นองครักษ์ทั่วๆไป
“แล้วจะทำไม สำหรับพวกองครักษ์ยังไงๆความปลอดภัยของเจ้านายก็ต้องมาก่อนไม่ใช่หรือไง” และเป็นเสียงเรียบเรื่อยของลาฟที่เอ่ยอย่างเหนือกว่า
อยากย้ำความเป็นเจ้านายนัก ในเมื่อมันเน้นนักว่าตนเองเป็นเจ้านายเขาก็ต้องเน้นหน่อยว่าเพราะมันเป็นเจ้านายถึงต้องดูแลความปลอดภัยให้มันอยู่ในที่ที่ปลอดภัยนั่นแหละดีแล้ว เลโอหรี่ตาลงมองคนที่เป็นห่วงความปลอดภัยของเขาขึ้นมา ปกติถ้าไม่ช่างหัวเขาก็ต้องถีบส่งไม่ใช่เรอะ
“ฉันจะไป” เมื่อใช้เหตุผลไม่ได้คนเป็นเจ้าชายก็เอาแต่ใจขึ้นมาดื้อๆเสียอย่างนั้น ลาฟไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับเจ้านายตัวปัญหานี่อย่างไรเพราะส่วนมากจะเป็นตัวเองที่เอาแต่ใจและเป็นพี่สองคนที่คอยเอาใจ สุดท้ายเมื่อคิดอย่างไรไอ้เจ้าชายนี่ก็คงไปด้วยแน่ๆเด็กหนุ่มจึงถอนหายใจออกมาก่อนจะหันหลังให้
“ตามใจ” สิ้นเสียงร่างสองร่างก็หายวับไปจากฝูงชน
•.★*... ...*★.•
ตึงๆๆ เสียงสัตว์สี่เท้าขนาดใหญ่เดินอยู่ในผืนป่า ตัวของมันสูงใหญ่มากกว่าหกเมตรและมีลำคอที่ยาวมาก ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองไปที่ทางหนึ่ง จมูกอันดีเลิศจับได้กลิ่นของพวกมนุษย์ที่รวมตัวกันอยู่ ปากของมันเรียงรายไปด้วยฟันแหลมๆนับไม่ถ้วนราวกับเป็นเอกลักษณ์ว่ามันกินเนื้อไม่ใช่กินพืช แม้ว่ามันจะไม่มีกรงเล็บที่แหลมคมพอจะฉีดกระชากเนื้อก็ตาม
แม้จะมีตัวใหญ่ไม่เหมาะแก่การไล่ล่า แม้จะวิ่งไม่เร็วเหมือนสัตว์กินเนื้ออื่นๆแต่มันมีสิ่งที่ทดแทนกันได้ และสิ่งที่ทดแทนคือหาง...หางและคอที่ยาวมาก หางมีไว้สำหรับมัดเหยื่อไม่ให้หลุดรอดไปได้ส่วนคอที่ยาวมีไว้สำหรับยื่นออกไปกัดเหยื่อที่อยู่ในระยะไกลได้อย่างสบายๆ
ดวงตาสีเงินของบุรุษผู้อยู่ในเงามือของผืนป่าจับจ้องร่างยักษ์ตรงหน้าพร้อมแสยะรอยยิ้ม ภูตตรงหน้าแม้จะอันตรายและไม่มีใครอยากเข้าใกล้แต่ช่วยไม่ได้เพราะตอนนี้เขาต้องจัดการมัน
“งานหนักจริง” เด็กหนุ่มผมเงินพึมพำกับตนเองราวกับเหนื่อยใจแม้ดวงตาสีเงินจะตรงข้ามกับคำพูดก็ตาม
“จงออกมาดาร์กเซลว” เสียงเรียบพึมพำกับตนเองเบาๆก่อนจะยื่นมือออกไปข้างๆ
ครืน... เสียงเบาๆดังออกมาจากมือที่ยื่นออกไปก่อนแสงสีดำยาวจะสะบัดออกจากมือแล้วตวัดไปมา มันคือแส้...แส้สีดำสนิทที่ยื่นออกมานั้นไม่มีที่จับเพราะมันติดอยู่กับฝ่ามือ โดยไม่รอช้าร่างสูงกระโดดออกไปยืนด้านหน้าของเจ้าภูตยักษ์ทันที มันใช้ดวงตาจับจ้องคนตรงหน้า
“ฉันไม่อยากฆ่าแกหรอกนะ” เลเคียเปรยเรียบๆอย่างไม่แยแสสักเท่าไหร่
“แต่ช่วยไม่ได้ แกมันหาเรื่องเอง”
เปรี๊ยะ…เสียงดังออกมาจากแส้ในมือที่ยังตวัดไปมาไม่หยุดทั้งๆที่เจ้าของไม่ได้กวัดแกว่งมันเลยสักนิดราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
ดวงตาสีแดงก่ำมองเหยื่อตัวใหม่ที่มันต้องจัดการเสียก่อนและโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงเลเคียก็ตวัดแส้ให้มันพุ่งวูบเข้าหาสัตว์ร้ายตรงหน้าทันที
•.★*... ...*★.•
กิ้งก่า...สิ่งตรงหน้าคือกิ้งก่า เสียงในใจของเลเชียกู่ร้องเมื่อเห็นภูตตรงหน้า แถมยังเป็นกิ้งก่าไฟที่หนังเหนียวเคียวยากอีกต่างหาก
ดวงตาสีฟ้าของคนคิดยังไม่ละจากสิ่งมีชีวิตข้างหน้าไปไหน มันคือกิ้งก่ายักษ์ที่สามารถกลืนกินมนุษย์ได้พร้อมกันถึงสามคนเลยทีเดียว แถมหนังเหี่ยวๆของมันก็มีสีแดงเพลิงบ่งบอกว่ามันเป็นกิ้งก่าไฟที่พร้อมจะย่างคนสดๆ หางยาวๆของมันกวัดแกว่งไปมาขณะดวงตาสีเหลืองวาวของมันจับจ้องไปทางป่าที่กำลังมีคณะเดินทางผ่านไป ลิ้นสองแฉกของมันยื่นออกมาเหมือนจะเลียปากอันใหญ่โตที่เต็มไปด้วยฟันซี่เล็กๆแหลมคม
ถ้าสู้กับเจ้านี่ภูตอีกตัวต้องถูกเลเคียแย่งไปแน่ๆเลย เลเชียเบ้ปากเมื่อคิดหาวิธีกำจัดแบบที่รวดเร็วทันใจ ไม่นานเจ้าตัวก็ยิ้มกว้างอย่างถูกใจก่อนจะล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงตน
เลเชียแสยะยิ้มเมื่อควานหาขวดเล็กๆที่ตนเองต้องการเจอ เจ้าตัวล้วงมันออกมาก่อนจะแกว่งมันไปมาในระดับสายตาตนเอง มันเป็นขวดเล็กๆสำหรับพกพาโดยเฉพาะ ภายในมีของเหลวสีใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นทว่ามันคือยาพิษที่สามารถหลอมละลายได้แทบทุกอย่างแม้แต่เหล็กกล้าก็ตาม
เสร็จแน่ไอ้กระปอม ดาบฟันไม่เข้าก็เอาพิษกรอกปากก็สิ้นเรื่อง ดูสิว่าไอ้ยาพิษที่ละลายแม้แต่เหล็กได้มันจะละลายหนังเหี่ยวๆเหนียวหนึบของมันได้ไหม ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเขายังมียาพิษอีกหลากหลายรูปแบบที่อยากจะใช้เต็มกระเป๋าไปหมด
•.★*... ...*★.•
ป่ายังคงเป็นสถานที่อันตรายเสมอ ผู้คุมคนสุดท้ายตระหนักได้ดี ทุกสิ่งภายในป่ายังคงเงียบเชียบ เงียบ...แม้แต่เสียงนกร้องก็ยังไม่มีและนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบเอาเสียเลย
พรึบ...อยู่ๆร่างสองร่างก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทำเอาเขาอดตกใจไม่ได้ บุรุษทั้งสองเดินตรงเข้ามาหาเขาอย่างสงบ ดวงตาสีฟ้าของคนทั้งสองมองเลยไปยังพื้นป่าราวกับว่าไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาและก่อนที่ร่างของทั้งสองจะเดินผ่านไปและทำราวกับว่าเขาเป็นเพียงธาตุอากาศผู้คุมก็รีบคว้าเสื้อคนตัวเล็กที่สุดเอาไว้ก่อน
“คุณครับ ออกไปไมได้นะครับ...มันอันตรายมาก” ผู้คุมพูดอย่างสุภาพแต่มันก็แค่เรียกใบหน้าภายใต้หน้ากากและดวงตาสีฟ้าให้หันมามอง
“ถ้าไม่ออกไปสิจะยิ่งอันตราย” เสียงเรียบเอ่ยโต้อย่างไม่ยินดียินร้ายก่อนจะหันหน้ากลับไปทางผืนป่าที่เงียบสงบ
“แต่พวกเรามีหน้าที่คุ้มครองพวกท่านโดยเฉพาะเจ้าชายแห่งลาเพีย” เขาจำได้หนึ่งในสองคนตรงหน้าคือเจ้าชายผู้เป็นความหวัง
“ท่านเป็นองครักษ์น่าจะทราบดีว่าเจ้านายควรอยู่ในที่ที่ปลอดภัย” ลาฟมองผู้คุมแล้วได้แต่เบ้หน้า ไม่ต้องมาสอนหรอกเรื่องแค่นี้ใครๆก็รู้
“ถ้าทำได้ฉันทำไปนานแล้ว ไม่อยากให้มันไปเกะกะหรอก” ลาฟพูดอย่างหงุดหงิดก่อนจะเหยียดยิ้มแล้วส่งแววตาท้าทาย
“ถ้านายทำให้หมอนี่อยู่ตรงนี้ได้ก็ทำเสียสิ” ทำได้ก็ทำเลยสิ เขาเบื่อจะตายอยู่แล้ว
เลโอยังคงเงียบแม้จะได้ยินสิ่งที่องครักษ์จำเป็นของตนพูดกับผู้คุมก็ตาม แต่ดวงตาสีฟ้ากลับเย็นเยียบอย่างไม่น่าเล่นด้วยเลยสักนิดทำเอาผู้คุมอย่างเขาหงอไปเลย
“นี่ฉันบอกให้นะถ้าเจ้าชายผู้เป็นความหวังของพวกนายเป็นอะไรไปไม่ใช่แค่นายหรอกนะที่จะเดือดร้อน พวกฉันที่เป็นองครักษ์ก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่หรอก เผลอๆอาจจะได้ย้ายบ้านหนีก็งานนี้แหละ แต่ใครบางคนแถวนี้ดันไม่นึกถึงความลำบากของคนอื่นบ้างเลย” คนเป็นองครักษ์จำเป็นบ่นไม่หยุดปากทำเอาเลโอหันมามองอย่างดุๆ ผู้คุมถึงกับอึ้งไปอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร
ตึงๆ...เสียงบางอย่างที่ดังออกมาจากป่าทำให้ผู้คุมหันไปมอง มีบางอย่างกำลังมาทางนี้
“มาเร็วกว่าที่คิดไว้อีก” ลาฟเอ่ยอย่างหงุดหงิดแล้วก้าวเดินออกไป
“นายน่ะช่วยพาเจ้าชายนี่เดินไปรวมกับกลุ่มได้ไหม ทางนี้ฉันจะจัดการเอง” เสียงเรียบเอ่ยสั่งทำให้ผู้คุมถลาเข้าหาคนเป็นเจ้าชาย
“ฉันจะไปด้วย” เลโอเอ่ยเสียงเย็นอย่างเอาแต่ใจ ลาฟขมวดคิ้ว หมอนี่เป็นคนเอาแต่ใจตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“นายต้องอยู่นี่” เสียงของลาฟชักเข้มขึ้นอย่างน่ากลัว เขาเบื่อที่จะต้องอยู่กับหมอนี่ตลอดแล้ว ให้เขาได้เป็นอิสระสักพักไม่ได้หรือไง
“แต่ฉัน...”
“เงียบน่านายไปไม่ได้” ผู้คุมมองการโต้เถียงของทั้งสองไปมา จะมีองครักษ์ที่ไหนพูดกับเจ้านายอย่างนี้บ้างไหมเนี่ย? แต่ดูๆไปสองคนนี้เหมือนกับ...
“นี่...ถ้าภายใต้หน้ากากท่านเป็นผู้หญิงผมคงคิดว่าท่านเป็นสามีภรรยากัน” คำพูดใสซื่อทำเอาทั้งสองชะงักกึกอยู่กับที่ การเปรียบเทียบของมันเป็นอะไรที่เกินบรรยายสิ้นดี
ปากมันนี่...เปรียบซะเห็นภาพเลย พูดอย่างนี้ยังอยากมีชีวิตอยู่อีกไหมเดี๋ยวฆ่าหมกป่าซะเลยนี่โทษฐานพูดเสียเห็นภาพ
เลโอเปลี่ยนเป้าหมายของตนทันทีขณะที่ลาฟค่อยๆได้สติกลับมา เมื่อเห็นว่าฝ่ายไอ้ผู้คุมช่างคิดช่างเปรียบมีคนจัดการแทนแล้วเด็กหนุ่มก็ไม่เสียเวลาเพราะหน้าที่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เดี๋ยวจดเอาไว้ในบัญชีดำก่อนแล้วทบต้นทบดอกทีหลังเลย
ผู้คุมได้แต่ยืนนิ่งเมื่อเห็นดวงตาสีฟ้าของเจ้าชายแห่งลาเพียทอประกายเหี้ยมเหมือนบอกว่าอยากฆ่าคนเต็มแก่และคนๆนั้นคงไม่พ้นเขา นี่เขาพูดในสิ่งที่ไม่สมควรพูดออกไปแล้วใช่ไหม ปากพาซวยจริงๆหนอ...
•.★*... ...*★.•
ดวงตาสีฟ้าฉายแววอำมหิตของลาฟจับจ้องกริฟฟินส์สีดำตรงหน้าอย่างมุ่งร้ายแต่ในใจนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ไอ้ผู้คุมนั่นทำเอาเขาประสาทหลอนไม่หาย เปรียบเทียบได้เห็นภาพเสียจริง ขนลุกแฮะ
เจ้ากริฟฟินส์ค่อยๆย่างเท้าเข้ามาหา มันมิได้เห็นเด็กหนุ่มที่ซ่อนตัวอยู่หรอกทว่ามันได้กลิ่น
ลาฟคำนวณในใจอย่างเงียบๆ ท่านพี่ทั้งสองคนมาไม่ทันเป็นแน่ งั้นช่วยไม่ได้จัดการเองเสียก็สิ้นเรื่อง เมื่อคิดได้ดังนั้นเด็กหนุ่มผมเงินก็สาวเท้าออกจากความมืดของผืนป่าที่ช่วยอำพรางตัวไว้ ดวงตาสีนิลของกริฟฟินส์ยังหันไปมองอย่างมุ่งร้ายทันทีที่เห็นเหยื่อ มันกางกรงเล็บอันแหลมคมออก ปีกคู่ยักษ์เตรียมกระพือเข้าโจมตี
“ภูตอย่างแกนี่สร้างปัญหาจริงๆ” มือข้างหนึ่งของเด็กหนุ่มค่อยๆเลื่อนมาจับหน้ากากก่อนจะถอดมันออก
“ฉันถึงต้องมาจัดการนี่ไงล่ะ” ไม่ใช่เสียงห้าวอย่างเคยที่ดังมา ดวงตาสีดำของกริฟฟินส์เบิกกว้าง คนตรงหน้าเป็นผู้หญิง
ลาเฟียสะบัดมือไปข้างๆทันที บนใบหน้าสวยประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาคู่สีฟ้านั้นเต้นระริกอย่างนึกสนุก
“เซเฟอร์เลน!!!” สิ้นเสียงสายพลังสีฟ้าและแดงที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวก็พุ่งออกจากฝ่ามือทันที
กี๊ซ...เสียงกรีดร้องของนกยักษ์ดังลั่นป่าราวกับจะประกาศการมาเยือนของผู้พิทักษ์แห่งสายธาราและเปลวเพลิง เซเฟอร์เลน
ภูตปะทะภูต…นกปะทะนก
