ตอนที่ 5: สายตาที่ต้องซ่อนไว้
เมื่อชื่อของนักเรียนถูกขานขึ้นเพื่อทำความรู้จักกันระหว่างครูประจำชั้นกับลูกศิษย์ เสียงหัวใจของซาลาเปาก็เต้นรัวราวกับกำลังกลองชุด นี่มันจุดเริ่มต้นของมหกรรมความว้าวุ่นใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตวัยเรียนของเธอชัด ๆ
“เลขที่ 17 นางสาวผักกาด แซ่ลี้”
“มาค่ะอาจารย์” ผักกาดขานรับเสียงใสปิ๊ง พร้อมกับส่งยิ้มหวานระยับพิมพ์นิยมระดับดาว tiktok ไปให้คุณครูประจำชั้นคนใหม่
อาจารย์ไทม์พยักหน้ารับน้อย ๆ สายตาคู่นั้นเลื่อนลงมองรายชื่อลำดับถัดไปในสมุดเช็กชื่อ ใบหน้าคมคายยังคงราบเรียบและเป็นมืออาชีพตามปกติ เพราะเขาเองก็ยังไม่เคยรู้ชื่อจริงนามสกุลจริงของเด็กสาวข้างบ้านมาก่อน ชายหนุ่มขานชื่อลำดับต่อไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ
“เลขที่ 18... นางสาวเปมิกา กมลดวงใจ”
สิ้นเสียงขานชื่อ ร่างเล็กที่นั่งอยู่โต๊ะตัวริมหน้าต่างก็สะดุ้งโหยงลืมตัวเกือบจะยกมือไหว้แล้วตะโกนออกไปว่า ‘มาค่ะพี่ไทม์’ แต่สติอันน้อยนิดยังช่วยกระชากคอเสื้อเธอไว้ได้ทัน เด็กสาวรีบชูมือขึ้นระดับอก ขานรับเสียงตะกุกตะกักจนเกือบหลงคีย์
“ม... มาค่ะ มาค่ะอาจารย์!”
เพื่อนทั้งห้องหันมามองขำ ๆ กับท่าทางลนลานผิดปกติของเธอ จิมมี่แอบใช้ศอกสะกิดสีข้าง
“เป็นไรของมึงวะยัยเปา ขานชื่อตอบครูนะเว้ยไม่ใช่รายงานตัวผู้ต้องหา เสียงสั่นเชียวมึง”
ทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคยพร้อมกับเห็นเจ้าของชื่อเปมิกายกมือขึ้นอย่างลนลาน อาจารย์ไทม์ที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นมาจากสมุดก็ถึงกับชะงักไปนิดหนึ่ง นัยน์ตาเรียวคมฉายแววประหลาดใจระคนขบขันเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า 'น้องซาลาเปา' คือเจ้าของชื่อนี้ มุมปากหยักได้รูปขยับโค้งขึ้นคล้ายจะหลุดยิ้มออกมา แต่ชายหนุ่มก็รีบดึงสติ เก็บทรงกลับมาปั้นหน้านิ่งสนิทในมาดคุณครูที่ปรึกษาได้อย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากใช้สายตาที่แฝงความเอ็นดูจ้องมองเด็กสาวแก้มป่องอยู่สองวินาที ก่อนจะก้มลงตวัดปากกาเช็กชื่อเธอ แล้วขานชื่อเลขที่ต่อไปทันที
ตลอดทั้งคาบเรียนที่ยาวนานเป็นสองเท่า เปารู้สึกเหมือนถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่อาจารย์ไทม์อธิบายบทเรียนหน้าชั้น เขามักจะใช้จังหวะที่นักเรียนคนอื่นจดตาม กวาดสายตามาที่แถวริมหน้าต่างเสมอ หากเปาเผลอเงยหน้าขึ้นมา สายตาสองคู่ก็จะประสานกันโดยไม่ได้ตั้งใจ และทุกครั้ง อาจารย์ไทม์จะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเชิงถามว่า
‘ทำไมไม่ตั้งใจจด’ ทำเอาเปาต้องรีบก้มหน้าจดงานจนปากกาแทบหัก มือไม้สั่นเหงื่อซึมไปหมด ความรู้สึกเหมือนพี่ชายข้างบ้านที่แสนดีกำลังกลายเป็น 'ผู้คุมห้องนี้' ที่ล่วงรู้ความลับทุกอย่างในใจเธอ
“มึง... อาจารย์ไทม์คือที่สุด โคตรแด๊ดดี้ โคตรเท่ เวลามองกระดานแล้วเขียน อื้อฮือ ใจกูเหลวเป็นน้ำเชื่อมข้น ๆ เลยมึง” ผักกาดหันมากระซิบกระซาบตาเชื่อมเชื่อมเชื่อม หลังจากอาจารย์เดินผ่านโต๊ะไป
“เออ... เท่ก็เท่ไปดิ” เปาตอบปัด ๆ พยายามก้มหน้ามองแต่งานบนสมุดของตัวเอง เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับคนบนหน้ากระดาน เพราะกลัวว่าสายตาของตัวเองจะเผลอแสดงความสนิทสนมออกไป
และที่แย่ไปกว่านั้นคือ พอเวลาเขาเดินตรวจงานตามแถว พอเดินมาถึงโต๊ะของเปา ชายหนุ่มก็ทำเพียงแค่เคาะนิ้วลงบนสมุดของเธอเบา ๆ สองที เป็นเชิงเตือนให้ลายมือเรียบร้อยขึ้น ก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่มีการทักทายพิเศษ ไม่มีสายตาเย้าหยอกใด ๆ ทั้งสิ้น นิ่งสนิทเหมือนคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำเอาเปาแอบกัดปากด้วยความหมั่นไส้ในความเนียนของเขา
อาจารย์ไทม์เดินกลับไปยืนที่หน้าชั้นเรียนอย่างสง่างาม เขาหยิบแฟ้มงานขึ้นมาเคาะเบา ๆ กับโต๊ะสองสามทีเพื่อเรียกสมาธิให้นักเรียนที่กำลังเริ่มคุยกันให้กลับมาสนใจหน้าชั้นอีกครั้ง
“เอาล่ะครับนักเรียน ก่อนจะหมดคาบครูมีเรื่องจะฝากไว้ให้คิดสักนิด” อาจารย์ไทม์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่กังวานไปทั่วห้อง
“ภาษาไทยไม่ใช่แค่เรื่องของการคัดลายมือให้สวย หรือการท่องจำกาพย์กลอนให้ขึ้นใจ แต่มันคือเรื่องของการรู้จักใช้กาลเทศะ.. รู้ว่าอะไรควรพูดที่ไหน ควรวางตัวอย่างไรและกับใคร”
เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง แต่สายตานั้นกลับมาหยุดนิ่งที่โต๊ะริมหน้าต่างตัวเดิมอยู่หลายวินาที จนเปาที่กำลังก้มหน้าก้มตาเขียนงานต้องแกล้งทำเป็นรีบเปิดสมุดเล่มอื่นกลบเกลื่อนอาการประหม่า
“อย่างเช่นวันนี้ ครูเห็นหลายคนยังตื่นเต้นกับวันเปิดเทอมจนลืมตั้งสติ” อาจารย์ไทม์พูดพ่วงรอยยิ้มมุมปากที่ดูไม่ออกว่ากำลังดุหรือกำลังเย้าแหย่
“หวังว่าพรุ่งนี้พวกเราจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่โหมดนักเรียน ม.5 ได้เต็มร้อย จริงไหมครับนางสาวเปมิกา”
เปาสะดุ้งโหยงจนหัวเกือบโขกขอบโต๊ะ เธอเงยหน้าขึ้นมองคนหน้าชั้นด้วยตาโตเท่าไข่ห่าน ในขณะที่เพื่อนในห้องเริ่มหันมามองเธอเป็นตาเดียวด้วยความสงสัย
“เอ่อ... ค่ะอาจารย์” เปาตอบเสียงอ้อมแอ้ม หน้าแดงซ่านไปจนถึงใบหู
“ดีครับ ตั้งใจเรียนให้สมกับความกระตือรือร้นหน่อยนะครับ” อาจารย์ไทม์สรุปปิดท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงเลศนัย ก่อนจะปิดแฟ้มงานดังปัง
“เอาล่ะ หัวหน้าห้องทำความเคารพได้ครับ”
“นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ” จิมมี่หัวหน้าห้องเอ่ยทำความเคารพ เสียงของจิมมี่ตะโกนก้องห้องเรียน ทำเอาเพื่อน ๆ รีบผุดลุกขึ้นยืนกันขวักไขว่
“ขอบคุณครับอาจารย์"
"ขอบคุณค่ะอาจารย์”
อาจารย์ไทม์พยักหน้ารับอย่างสุขุมก่อนจะก้าวออกจากห้องไป แต่สายตาคมกริบของเขายังแอบเหลือบมองมาที่โต๊ะริมหน้าต่างอีกครั้งก่อนจะลับสายตาไป ทำเอาเปาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างโต๊ะถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แต่ความกดดันยังไม่จบแค่นั้น เพราะคาบถัดไปคือวิชาคณิตศาสตร์ของครูที่ปรึกษาคนเก่าที่เฮี้ยบไม่แพ้กัน เปาต้องนั่งงมโจทย์เลขแคลคูลัสที่ยากจนแทบจะจำไม่ได้ว่าเรียนอะไรไปบ้าง
กริ๊งงงงงง! เสียงออดพักเที่ยงดังขึ้นเป็นสัญญาณแห่งความรอดพ้นจากโลกตัวเลข
“อีเปา ไปหาอะไรกระแทกปากกันเถอะ กูหิวจนจะกินจิมมี่แทนซาลาเปาแล้วเนี่ย” ผักกาดสะพายกระเป๋าแล้วฉุดแขนเพื่อนให้รีบลุกขึ้น
“เออ ๆ ไปดิ หิวไส้จะขาดละ”
โรงอาหารช่วงพักเที่ยงแออัดไปด้วยนักเรียนหลายร้อยชีวิต ทั้งเสียงตะโกนสั่งอาหาร เสียงช้อนส้อมกระทบจาน และกลิ่นกับข้าวที่ลอยอบอวลไปทั่ว เปา จิมมี่ และผักกาด ยึดโต๊ะตัวยาวกลางโรงอาหารได้สำเร็จ ก่อนจะผลัดกันไปเข้าคิวซื้อข้าว
“มึง... เมื่อกี้ตอนคาบภาษาไทยที่อาจารย์ไทม์พูดถึงอ่ะ ใจกูเต้นแรงเลยนะนึกว่าอาจารย์จับได้ว่ากูแอบเล่นเกม” จิมมี่พูดพลางตักข้าวผัดเข้าปาก
“สายตาแกตอนนั้นโคตรดุ”
“เออ วันนี้อาจารย์เขาจ้องมึงนานมากนะเปา” ผักกาดเสริม พลางหรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิด
“มึงมีอะไรปิดบังพวกกูหรือเปล่าเนี่ย” เปาที่กำลังดูดน้ำแดงรีบสำลักออกมาจนน้ำเกือบพุ่งใส่หน้าผักกาด
“แค็ก ๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ ก็แค่... กูคงนั่งขยับตัวบ่อยมั้ง อาจารย์เลยรำคาญก็ครูใหม่เขาก็ต้องเน้นระเบียบเป็นธรรมดาป่ะ” เธอรีบแก้ตัวหน้าตาย พยายามก้มหน้ากินข้าวเพื่อหลบสายตาที่จ้องมาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อของเพื่อนสาว
ในขณะที่เปากำลังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ ทันใดนั้น... เสียงฮือฮาดังระงมมาจากทางฝั่งประตูโรงอาหาร เปาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ และเธอก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างสูงในชุดสีกากีเนี้ยบกริบกำลังเดินผ่านเข้ามาในโรงอาหาร พร้อมกับกลุ่มอาจารย์หนุ่มสาวคนอื่น ๆ
อาจารย์ไทม์เดินผ่านโต๊ะของนักเรียนแต่ละกลุ่มด้วยท่าทางนิ่งสงบ ใครไหว้ก็รับไหว้ด้วยรอยยิ้มสุภาพ แต่เมื่อเขาเดินผ่านโต๊ะของเปา... เขากลับหยุดชะงักลงเล็กน้อย สายตานั้นเหลือบมาทางเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเคาะนิ้วบนโต๊ะข้าง ๆ เธอเบา ๆ ราวกับจะทักทายคนรู้จัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเดินผ่านไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ
