บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 ไปดับไฟต่างเมือง

ไฟไหม้ครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง ชาวบ้านเดือดร้อนนับร้อยครอบครัว ที่ไร้ที่อยู่อาศัยทรัพย์สินสูญสิ้นไปกับเปลวไฟ กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตมีขุนนางฝ่ายตรวจสอบนำไปกล่าวรายงานในการประชุมขุนนาง ความคิดเห็นหลายกระแสทำให้ฮองเต้ไม่พอพระทัยมีพระราชโองการให้สอบสวนหาสาเหตุ

เนื่องด้วยพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่เรียกได้ว่าใกล้พระราชวังเป็นอย่างมาก(ห่างเพียงสิบห้าลี้) ให้สอบสวนหากมีผู้ละเลยต่อหน้าที่ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือนร้อนให้ลงโทษสถานหนัก

เจ้าเมืองกำลังคาดคั้นเอาผิดจากหน่วยดับเพลิง หัวหน้าหน่วยกำลังเถียงคอเป็นเอ็นไม่ยอมรับความผิดที่ถูกเอามาสุมหัวพวกตน ทหารจากศาลก็แจ้งพระราชโองการเพื่อคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องไปสอบสวน พวกหน่วยดับเพลิงต่างพึ่งพอใจพวกเขาไม่ได้ทำผิดละเลยต่อหน้าที่เสียหน่อย ชาวบ้านต่างมองเห็นการทำงานพวกเขาไม่กลัวการสอบสวน

กุนซือเมื่อได้รับคำสั่งให้ไปรับการสอบสวนก็ขาสั่นไร้เรี่ยวแรงจะเดินทันที เขากังวลใจอย่างยิ่งเพราะรู้ดีว่าเอกสารที่ถูกส่งมาเมื่อคราวก่อนอาจจะเป็นเหตุให้ตนเองเดือดร้อน คิดจะรั้งรออยู่ที่ว่าการการเพื่อกำจัดหลักฐานชิ้นนั้นเสียก่อน แต่ทหารของศาลที่มาคุมตัวไม่ยินยอมบีบบังคับให้ไปในทันที

“เชิญ ท่านกุนซือ ท่านเจ้าเมืองและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเดินไปแล้ว ท่านเองก็ไม่ต้องรั้งรอใดๆ เชิญ”

“แต่ข้า”

“เชิญขอรับ”

ทหารสองคนเดินเข้าหยุดอยู่เบื้องหลังเป็นการบังคับให้กุนซือเดินนำไปดูเหมือนจะเป็นการให้เกียรติด้วยซ้ำ

ทหารที่เข้ามาช่วยในคืนนั้นและหน่วยดับเพลิงนครบาลก็ถูกเรียกไปสอบสวนเช่นเดียวกัน เมื่อถูกถามทุกคนต่อตอบตามความเป็นจริง เจ้าหน้าที่บันทึกข้อความและให้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้เป็นหลักฐานก่อนจะให้กลับไปได้ ส่วนเจ้าเมืองฉินอี๋หยวน เหวินเปียวและสวีหวินหลง ยืนเรียงกันอยู่ด้านขวาของตุลาการ

“เจ้าเป็นใคร บอกข้ามา”

“ข้าน้อยแซ่หวัง ชื่อหลูอิน เป็นกุนซือของท่านเจ้าเมืองขอรับ”

“เกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้เขตเหนือเมื่อคืนก่อน ชาวบ้านเดือดร้อนสิ้นเนื้อประดาตัวและไร้ที่อยู่อาศัย เจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่”

“ไม่ ข้าน้อยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขอรับ”

“กุนซือหวัง ข้าถามเจ้าอีกครั้ง เจ้าเกี่ยวข้องหรือไม่”

“ไม่ ขอรับ”

“หน่วยดับเพลิงนครบาลมีบันทึกว่าได้จัดทำหนังสือถึงที่ว่าการเมืองให้เจ้าหน้าที่ที่ออกตรวจตราบอกเวรยามเพิ่มการแจ้งชาวบ้านให้ระมัดระวังไฟไหม้ โดยบอกให้เจ้าเมืองช่วยเพิ่มจำนวนการออกเตือนชาวบ้านให้มากขึ้น เอกสารฉบับนั้นไปไหนท่านเจ้าเมือง เจ้าเคยเห็นหรือไม่”

“ข้าไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งฉบับนั้นจริงๆขอรับ ปกติหนังสือที่ส่งเข้าที่ว่าการจะถูกรวบรวมส่งให้ท่านกุนซือตรวจสอบเพื่อคัดกรองก่อนจะส่งให้ข้า”

“ข้าน้อยก็ไม่เห็นขอรับ”

"สารภาพมาดีๆ หรือเจ้าต้องถูกทรมานจึงจะสารภาพ เด็กๆ”

“ท่านตุลาการ ข้ามิได้พูดปดข้าน้อยมิได้เห็นจริงๆ”

“เจ้าคงลืมไปแล้วสินะว่า ก่อนเอกสารจะส่งถึงเจ้าผ่านเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการมากี่คน เจ้าคิดว่าจะไม่มีใครจำได้เลยหรือไร”

“ข้า”

“มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเป็นคนรับเอกสารจากหน่วยดับเพลิงนครบาล และเขาระบุว่าได้มอบมันต่อเจ้าเรียบร้อยแล้ว”

หวังหลูอิน รู้แล้วว่าอนาคตตนจบสิ้นแล้วได้แต่ทรุดตัวลงกับพื้นไร้อาการต่อต้านใดๆ เจ้าเมืองเป็นคนเห็นแก่ตัวย่อมไม่เอ่ยปากช่วยตนแน่นอนหากตนสารภาพหรือยอมรับผิดแต่โดยดีอาจได้รับโทษสถานเบาก็เป็นได้

“ข้าน้อยยอมรับผิด ที่ข้ามินำเอกสารนั่นให้กับท่านเจ้าเมืองเพราะว่ามันจะทำให้เจ้าหน้าที่ของที่ว่าการต้องทำงานมากขึ้น ไม่ได้มีความดีความชอบหรือชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้นเลยสักนิดจึงไม่ได้นำเรียนท่านเจ้าเมืองขอรับ”

“ไฟไหม้ครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจำนวนมาก ต้องส่งขุนนางมาช่วยเหลือหลังประสบภัยทั้งข้าวของอาหารและยา เพราะท่านเจ้าเมืองไม่เข้มงวดละเลยหน้าที่ส่งผลให้ลูกน้องกระทำความผิด นำตัวไปขังไว้รอการตัดสิน ส่วนคนอื่นกลับไปได้แล้ว”

“โชคดีที่พวกเจ้าคิดได้ก่อน เขียนหนังสือถึงเจ้าเมือง ไม่งั้นวันนี้คนทั้งหมดมีหวังได้รับโทษไม่น้อยทีเดียวเจ้าเมืองเป็นคนเห็นแก่ตัวต้องปัดความผิดทั้งหมดให้หน่วยดับเพลิงของพวกเจ้าแน่นอน”

“เป็นเพราะประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาของหัวหน้าเขาน่ะ”

“พวกเรากลับกันเถอะ”

ขุนนางใหญ่ที่ได้รับมอบหมายมาทำหน้าที่ควบคุมการสอบสวนในครั้งนี้ คือ ตุลาการอู่เซิงหยวน ผู้มีชื่อเสียงด้านความเข้มงวดและยุติธรรมที่สุด เป็นบุคคลที่ฮองเต้ไว้วางพระทัยมากยังกำชับเป็นการส่วนพระองค์ว่าให้สอบสวนอย่างละเอียด เขาถึงกับดูแลการบันทึกรายละเอียดที่เกิดขึ้นและหลักฐานที่มีอยู่ก่อนจะสรุปทุกอย่างเกือบตลอดเวลา

ผลจากการสอบสวนของตุลาการอู่เซิงหยวนไม่ผิดจากที่สวีหวินหลงและคนอื่นคาดเอาไว้ ยังมีข้อมูลความผิดด้านอื่นตลอดเวลาที่เป็นเจ้าเมืองปรากฎขึ้นระหว่างสอบสวนด้วยความบังเอิญอีกด้วย

เจ้าหน้าที่ประจำศาลเรียบเรียงรายละเอียดและผลการสอบสวนมีรายละเอียดว่าเจ้าเมืองฉินอี๋หยวนทำหน้าที่เจ้าเมืองผิดพลาดขาดความรักความเอื้ออาทรต่อชาวบ้านเป็นเหตุให้ลูกน้อง(กุนซือ)กระทำการละเลยต่อเอกสารสำคัญเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ใหญ่ในครั้งนี้ และความผิดส่วนอื่นเพิ่มเติมเข้าไปด้วย

เมื่อยื่นสรุปผลการสอบสวนขึ้นไป เบื้องบนให้ลงโทษตัดเบี้ยหวัดฉินอี๋หยวนหนึ่งปีย้ายไปประจำเมืองสือซานที่เป็นเมืองขอบนอกแถบชายแดนไร้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์เช่นในเมืองหลวงให้กอบโกย ส่วนหวังหลูอินด้วยความจงใจละเลยหน้าที่เป็นเหตุให้ชาวบ้านเดือนร้อนหลายครัวเรือนให้ลงโทษโบยห้าสิบไม้ปลดจากตำแหน่งและให้เนรเทศไปกว้านโจว

“เมื่อใดเจ้าจะเลิกเป็นคนที่ไร้เป้าหมายเช่นนี้เสียที สวีหวินหลง”

เหวินเปียวที่เดินตามสวีหวินหลงออกมาจากศาลหลังถูกเรียกไปฟังคำพิพากษาแล้ว เมื่อไร้ความผิดก็พากันกลับออกมาแต่เมื่อได้เห็นท่าทางเดินทอดน่องสบายใจแบบคนไร้กังวลก็อดที่จะโวยวายใส่อีกฝ่ายไม่ได้ อายุน้อยกว่าตนเพียงสองปีแต่ยังไม่มีสตรีที่ต้องใจไร้สาวใช้อุ่นเตียงในเรือน ต่างกับตนที่ปีนี้มีบุตรชายหญิงสองคนแล้ว

“ข้าเป็นอย่างไร”

“เจ้าคิดเรียบง่ายเสียจริง ทำงาน กลับบ้าน ทำงาน กลับบ้าน ชีวิตเจ้าวนเวียนอยู่เพียงเท่านี้ ไม่เบื่อหรือไร เมื่อไหร่เจ้าจะหาสตรีสักคน”

“ท่านพี่เหวินเปียว ตัวข้าภาระมากมายจะหาคนมาร่วมลำบากด้วยได้เยี่ยงไร ปล่อยให้ไปหาคนที่ดีเถอะ อีกอย่างงานที่ทำค่อนข้างเสี่ยงอยู่คนเดียวเช่นนี้ก็เป็นเรื่องดียิ่ง”

“ไม่ต้องหาข้ออ้างไปหรอก ข้ารู้เจ้าจะนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้จากการทำงานไปรักษาและเป็นค่ายาของพี่ชายเจ้า แต่เจ้าก็มิอาจละทิ้งการมีครอบครัวและมีบุตรสืบสกุลได้เจ้าเข้าใจหรือไม่”

“ข้าเข้าใจแล้วขอบคุณท่านที่เป็นห่วง”

“ข้าไปก่อนล่ะ”

ที่ทำงานของทั้งสองอยู่คนละเขตกันจึงแยกกันไปคนละทาง ยามกลางวันเวลาปกติสวีหวินหลงจะเข้ามาช่วงสายแล้วกลับไปบ้านพักและกลับเข้ามาที่ทำการยามไฮ่ผ่านไปแล้ว เรียกได้ว่าชีวิตวนเวียนอยู่กับที่ทำการ(งาน)อย่างแท้จริง อีกทั้งการแต่งกายและวางตัวกับผู้อื่นที่ติดจนเป็นนิสัยทำให้ผู้คนต่างลืมตัวตนที่แท้จริงของนางไปเช่นเดียวกับเหวินเปียวที่ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วเขาเป็นสตรี ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของนางพอดี

อากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ ทุกเมืองล้วนมีไฟไหม้เล็กบ้างใหญ่บ้าง มากบ้างน้อยบ้างเป็นแบบนี้ทุกปี เมื่อว่างเว้นจากการดับไฟกลับเข้าเรือนสวีหวินหลงก็อ่านตำราเท่าที่จะหาได้จากร้านแผงลอยที่ขายตำราเก่าๆ อ่านทุกเล่มที่เงินอันน้อยนิดจะซื้อหาได้ไม่เลือกประเภท นี่เป็นงานอดิเรกยามว่างของสวีหวินหลง ตัวอักษรโบราณนี้ช่างอ่านยากนัก ยังดีที่พออ่านเขียนได้มากขึ้น ต้องยกความดีให้พี่ชายที่สละเวลาเคี่ยวเข็ญในยามเด็กแม้จะชมนางว่าความจำดีเยี่ยมผ่านตาครั้งเดียวก็จำได้ นั่นเพราะในที่ที่นางมีชีวิตอยู่ในอดีตนางเขียนอักษรเหล่านี้ในรูปแบบอักษรย่อที่สั้นและง่ายต่างหาก จึงไม่ยากเกินไปที่จะเรียนรู้เพิ่ม

ตึก ตึก ตึก เสียงย่ำเท้าเป็นจังหวะเบาๆ มาตามทางเดินของเรือน ผู้ที่เดินในเรือนช่วงยามซวีมีเพียงคนเดียว ทั้งยังเป็นเสียงที่คุ้นเคย นางรีบวางตำราก่อนจะหันกลับไปหาอีกฝ่ายที่เดินเข้ามาใกล้

“พี่ใหญ่ ท่านเดินตากน้ำค้างมาหาข้าทำไม หากต้องการพบให้ป้าฉินมาบอกข้าก็พอ”

“เจ้าทำงานมาเหนื่อยทั้งวันแล้ว ข้าเดินมาแค่เรือนเจ้าถือเสียว่าเป็นการออกกำลังกาย ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาร่างกายข้าก็ดีขึ้นมากไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเช่นแต่ก่อนแล้ว”

“ดีแล้วๆที่ท่านแข็งแรง ท่านมาหาข้าตอนดึกเช่นนี้มีอะไรสำคัญหรือ ท่านนั่งลงก่อน มีอะไรค่อยว่ากัน”

“ข้าแค่จะมาบอกเจ้าว่า ข้าตั้งใจจะเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ของปีนี้”

“พี่ใหญ่ ท่านจะร่วมสอบขุนนางกับพวกบัณฑิตหรือ ท่านแน่ใจว่าร่างกายท่านจะร่วมการสอบไหว”

“ข้าดูแลร่างกายอย่างดีเตรียมพร้อมสำหรับการสอบครั้งนี้เจ้าวางใจได้ หากพลาดปีนี้ไม่ได้เข้าสอบต้องรออีกสามปี ข้าไม่อยากรอแล้ว ข้าไม่อยากให้เจ้าลำบากอีกต่อไป”

“พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้ลำบาก ข้าชอบงานที่ข้าทำอยู่ทั้งยังสนุกกับมันอีกด้วย”

“เจ้าไม่ต้องหลอกข้า งานดับไฟงานช่วยเหลือผู้คนเป็นงานที่บุรุษร่างกายแข็งแรงควรกระทำแต่ว่าเจ้า…”

“พี่ใหญ่ ข้าทำมันมาหลายปีชินเสียแล้ว หลายปีนี้ข้ามีตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่มอีกไม่นานข้าอาจจะได้เลื่อนขั้นเป็นรองเพียงหัวหน้าหน่วยก็ได้นะ งานไม่ได้ลำบากแค่สั่งให้คนอื่นทำเท่านั้นเงินเดือนก็มาก ท่านไม่ต้องคิดมากเกี่ยวกับข้า หากท่านต้องการสอบก็ลองดู ว่าแต่สอบซิ่วไฉ(ระดับตำบล) กำหนดสอบเมื่อใด”

“เจ้าไม่ต้องกังวลใจ ไม่ต้องลำบากเป็นห่วงข้าด้วยอีกสิบวันก็จะถึงวันสอบแล้ว ข้าเองก็สมัครเรียบร้อยแล้วรอเพียงไปสอบเท่านั้น”

“หากวันสอบข้าว่างจะไปส่งท่านที่สนามสอบ”

“ได้ๆ ข้ามาบอกเจ้าเท่านี้แหล่ะ”

“ข้าไปส่งท่านกลับเรือน”

“ไม่ต้อง เจ้าพักผ่อนเถอะ อย่ามัวแต่อ่านตำรามิได้จะสอบขุนนางเสียหน่อย”

“ข้าอ่านจนติดเป็นนิสัยเสียแล้วอ่านมากหน่อยจะได้ถูกหลอกน้อยลงยังไงหล่ะพี่ใหญ่”

“เอาหล่ะๆ ตามใจเจ้าแต่อย่าดึกนัก พรุ่งนี้เช้าเจ้ายังต้องรีบไปทำงาน”

“ได้ เดินดีๆนะพี่ใหญ่”

เพราะพ่อแม่ของร่างนี้จากไปตั้งแต่ยังเล็กพี่ชายต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้มีข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูนางที่ยังเล็กที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ พี่ใหญ่อายุได้สิบสี่ก็ล้มป่วยแต่ก็ยังฝืนทำงานจนอายุได้สิบหกก็สุขภาพไม่แข็งแรง นางอยู่ในร่างนี้พออายุได้สิบปีก็เริ่มออกหางานทำเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระเขา

หน่วยงานดับเพลิงงานลำบากจริงอย่างที่พี่ชายพูดแต่นางไม่ต้องการให้เขาเป็นห่วงจำต้องพูดให้เขาวางใจ หลายปีทำงานด้วยความอดทนอดกลั้น หัวหน้างเห็นความสามารถ ความขยันและความตั้งใจทำงานทำให้ก็ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้ากลุ่ม มีตำแหน่งเทียบเท่าขุนนางระดับแปดเรียกได้ว่าต่ำที่สุดแต่ก็ยังดีกว่าลูกน้องอีกหลายคนที่ทำงานมาด้วยกันยังเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ไม่มีตำแหน่งขุนนางใดๆ

“หัวหน้าๆ มีหนังสือสั่งการเข้ามาขอรับ”

“เอามาให้ข้าดู”

จงจือยี่หัวหน้าหน่วยดับเพลิงนครบาล อ่านหนังสือที่ได้รับมาเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนหลังอ่านจบสีหน้าก็ขมวดมุ่น ใจความหนังสือต้องการให้ส่งคนไปช่วยดับไฟป่าในพื้นที่เมืองตงโจวที่ห่างออกไปหกสิบลี้เพราะอากาศแห้งแล้งเกิดไฟป่าลุกลามกินพื้นที่ขนาดใหญ่บางส่วนทำให้บ้านเรือนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ติดเขตป่าเสียหายลุกไหม้มานับสี่ห้าวันยังไม่สามารถดับได้ จึงขอความช่วยเหลือมาที่เมืองหลวง

ในการประชุมขุนนางวันนี้ หลังจากถกเถียงสิ้นสุดลงมีผู้เสนอให้ส่งคนไปช่วยและให้เมืองที่อยู่โดยรอบของตงโจส่งคนมาช่วยด้วยเช่นกัน

ให้เมืองหลวงส่งคนไปช่วยจำนวนสามสิบคนและจากเมืองอื่นๆ ตามกำลังที่มี แต่คนในมือที่มีอยู่ก็ดูแลพื้นที่ยามเกิดเหตุในเมืองหลวงนับว่าพอดี หากต้องแบ่งคนออกไปสามสิบคนยามเกิดเหตุจะยิ่งยากลำบาก ทั้งคนที่จะส่งไปก็ต้องมีฝีมือพอสมควร ในมือของจงจือยี่มีคนที่พอจะไว้วางใจจนส่งไปควบคุมคนให้ดับไฟได้คงมือเพียงสวีหวินหลงเท่านั้น

“ใครไปตามเสี่ยวหวินหลงมาให้ข้าหน่อย”

เขาให้คนออกไปเรียกสวีหวินหลงมาพบ จากนั้นก็ลงมือเขียนรายชื่อคนที่เขาจะส่งไปพร้อมกันทั้งสามสิบคน

“เสี่ยวหวินหลง ครั้งนี้ข้าจำใจแบ่งกำลังคนของเราไปสามสิบคนรวมเจ้าด้วย ไปช่วยเมืองตงโจวควบคุมไฟป่า เมื่อไปถึงให้ไปรายงานตัวที่ว่าการเมือง แล้วทำตามคำสั่งการของเจ้าเมืองตงโจว”

“ขอรับ เอ่อ แล้วคนของเราที่นี่จะพอกับการดับไฟยามเกิดเพลิงไหม้หรือขอรับ”

“คงต้องขอความช่วยเหลือไปที่กองกำลังรักษาพระนครไว้ก่อนล่วงหน้า เจ้าลองดูรายชื่อเหล่านี้แล้วแจ้งพวกเขาให้เตรียมตัวอีกหนึ่งชั่วยามออกเดินทางได้ ม้าข้าขอยืมมาจากค่ายทหารเรียบร้อยแล้วเครื่องไม้เครื่องมือนำติดตัวกันไปตามความจำเป็นเจ้ารับผิดชอบทั้งหมดเข้าใจหรือไม่"

เมื่อแจ้งรายชื่อทั้งสามสิบคนเรียบร้อยก็กลายเป็นความวุ่นวายทันที ทั้งสามสิบคนมีเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามกับการกลับที่พักหรือบ้านของตน เพื่อเก็บข้าวของทั้งยังต้องกลับมาเตรียมเครื่องมือที่ต้องนำไปด้วยนับว่าเร่งรีบน่าดูทีเดียว แต่นางก็ไม่รีบจนลืมที่จะบอกลาพี่ชายคนเดียว เพราะรู้ดีว่าหากไม่ลาจะกังวลจนอีกฝ่ายไม่หลับไม่นอนด้วยความเป็นห่วงตน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel