บทที่ 2 ไฟไหม้ใหญ่จากจวนเก่าของท่านเจ้าเมือง
แอ๊ดดด
ดึกสงัดไร้เสียงมีเพียงจิ้งหรีดที่ส่งเสียงระงม เสียงเปิดประตูดังแทรกขึ้นทำให้ดูเหมือนดังเป็นพิเศษ ไว้ต้องหาเวลาซ่อมแซมเสียหน่อย
ด้านในเรือนทุกคนนอนหลับกันหมดแล้ว มีเพียงแสงโคมที่แขวนไว้สองดวงสำหรับนางที่กลับมาในยามดึกเท่านั้นมันแกว่งไปมาตามแรง ครอบครัวของนางมีเพียงพี่ชายที่อายุห่างกันเก้าปีเท่านั้น เพราะทำงานหนักเลี้ยงดูตนเองในยามเด็กจึงขาดการรักษาที่ดีทำให้ร่างกายอ่อนแอ สองเท้าเดินเก็บเสียงให้เบาที่สุดไม่อยากให้รบกวนพี่ชายที่อยู่เรือนด้านหน้า แม้จะมีเงินทองไม่มากนักแต่ยังโชคดีที่มีชายหญิงคู่หนึ่งขายตัวเป็นบ่าวและสาวรับใช้เขาจึงมีคนดูแลเรือนและพี่ชายยามที่ตนเองไม่อยู่เรือน
เพราะเงินที่เก็บรวบรวมของสองคนพี่น้องมีไม่มากจึงซื้อเรือนขนาดไม่ใหญ่ ด้านหน้ามีลานเล็ก ตัวเรือนหลักเป็นของพี่ชาย เรือนพักของตนเองอยู่ทางด้านขวา ด้านซ้ายเป็นที่สำหรับพี่ชายอ่านตำรา ด้านหลังมีห้องเล็กๆ สองสามห้อง มีเพียงเท่านี้นางและพี่ชายก็มีชีวิตที่สงบสุขแล้ว
นางเดินเข้าไปด้านในของห้องนอน เป็นห้องสำหรับการชำระล้างร่างกายมีอ่างไม้ขนาดใหญ่สำหรับลงไปแช่ได้ มีเสื้อผ้าแขวนอยู่ อากาศไม่หนาวแต่ดึกมากอีกไม่ถึงสองชั่วยามฟ้าก็จะสว่างแล้ว
“ซักแห้งเหมือนเดิมแล้วกัน”
ความเหนื่อยล้าทำให้ขี้เกียจเกินกว่าจะรักความสะอาด นางตัดสินใจง่ายๆเช่นเดิมถอดเสื้อผ้าที่สกปรกออกเหลือเพียงซับในสีดำถอดหมวกเดินตรงไปยังอ่างน้ำใช้ผ้าผืนน้อยชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดแขนขา ล้างหน้าล้างตาสุดท้ายก็ล้างเท้าจะดูสะอาดเรียบร้อยสวมชุดนอนกลับล้มตัวลงนอน ปิดตาลงหลับสนิทไปตามความเคยชินทั้งชาติที่แล้วและชาตินี้
ยามเหมา เสียงไก่ขันดังมาจากด้านนอกเรือนที่อยู่ห่างออกไป
ซู่หวินหลง อายุยี่สิบเก้าปีอาชีพหลักนักวิทยาศาสตร์เลื่องชื่อ อาชีพรองคืองานอาสาบรรเทาสาธารณะภัยและนี่ก็เป็นสาเหตุที่นางเสียชีวิต อาคารถล่มลงมากระทันหันในขณะเข้าไปช่วยคนในอาคารสูงที่เกิดไฟไหม้แล้วลืมตาตื่นอีกครั้งในร่างของเด็กหญิงอายุสี่ขวบ ปีนั้นอากาศหนาวจัดเจ้าของร่างจากไปนางเข้ามาแทนที่ หลายปีที่ผ่านมามองดูเด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายพยายามทุกอย่างเพื่อเลี้ยงน้องและตนเอง
ดวงตาเรียวคมกระพริบหลายครั้งพยายามกระตุ้นให้ตนเองตื่นเต็มที่ ตอนนี้ตนเองคือเด็กหญิงมีชื่อว่า สวีหวินหลง ปีนี้อายุสิบสาม เพราะในวัยเด็กยากไร้ร่างกายจึงค่อนข้างผอมสิ่งที่ความมีตามวัยจึงไม่ค่อยมีกลายเป็นข้อดีในการซ่อนเร้นได้ง่าย ทุกครั้งที่ตื่นนอนนางจะต้องขยับตัวออกกำลังกายเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่ภายในห้องนอน ผลของความมีวินัยทำให้มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและคล่องแคล่วกว่าทหารดับเพลิงที่ทำงานด้วยกัน
นี่เป็นงานที่ช่วยเหลือชาวบ้าน นี่อาจเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตเพราะงานที่นางเดินหาจนรองเท้าสึกก็ไม่มีใครจ้างเพราะในปีนั้นงานน้อยคนมาก ร่างกายที่ดูแข็งแรงน้อยกว่าจึงไม่ใช่ตัวเลือกของนายจ้างนางหมดแรงไปแวะพักใกล้กับที่ทำการดับเพลิงเห็นเขานำประกาศออกมาติดพอดีอ่านอยู่นานกว่าจะเข้าใจว่าเขารับคนจึงรีบสมัครทันทีโดยไม่ลังเล แน่นอนพี่ชายนางไม่เห็นด้วย
“ไม่ได้ เจ้าเป็นสตรี งานเช่นนี้อันตรายเกินไป งานรับจ้างเล็กๆน้อยๆข้ายอมให้เจ้าทำได้แต่งานที่ควรเป็นของบุรุษเจ้าจะฝืนเข้าไปทำได้อย่างไร ไม่ได้ๆ”
“ท่านพี่ ข้าทำได้ ทำได้จริงๆนะ ข้ารู้ท่านเป็นห่วงท่านดูสิข้าแข็งแรงจะตาย”
นางทำท่าเบ่งกล้ามให้พี่ชายดู เขามองด้วยความไม่ชอบใจในสายตาเขาน้องสาวเป็นสตรีบอบบางไม่ควรทำงานที่หนักและเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ จึงนิ่งเงียบไม่ส่งเสียงตอบ สวีหวินหลงพยายามออดอ้อนพี่ชายอยู่นานสุดท้ายคนที่รักน้องก็ยอมรับปากให้นางไปเป็นทหารดับเพลิงได้แต่มีข้อแม้ หากนางบาดเจ็บหรือได้รับอันตรายเกินกว่าที่เขายอมรับได้ นางต้องลาออกมาทันที
“ข้ายอมเจ้าก็ได้ แต่จำไว้นะหลงเอ๋อร์ หากเจ้าได้รับบาดเจ็บจนข้ารับไม่ได้ เจ้าจะต้องลาออกจากงานนี้ทันที”
“ได้ๆ ข้าฟังท่านทุกอย่าง”
สวีฟู่อันส่งเสียงไม่พอใจในลำคอ ข้าแก่กว่าเจ้าเก้าปีแต่สุดท้ายก็ใจอ่อนยอมเจ้าทุกครั้ง คนที่ชอบพูดว่าเชื่อฟังข้าแต่ก็โน้มน้าวจนข้าต้องตามใจเจ้าปล่อยเจ้าไปทำงานที่เสี่ยงอันตรายจนได้
แคว้นเฟิ่งมิได้กีดขวางไม่ให้สตรีออกไปทำงานหรือรับราชการแต่นางแต่งกายเป็นเหมือนบุรุษเพื่อความรู้สึกของพี่ชายให้เขาคลายความกังวลลงบ้าง ผ่านมานานหลายปีชาวบ้านที่สนใจเพียงการทำมาหากินต่างไม่มีใครสนใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ เพื่อนร่วมงานต่างคิดว่านางเป็นบุรุษเป็นชายหนุ่มหน้าหวานที่ทำงานด้วยความขยันขันแข็งการงานก้าวหน้าเรื่อยมา
รายงานผลการดับเพลิงเมื่อคืนก็ถูกวางไว้บนโต๊ะรอสวีหวินหลงที่แต่งกายไม่ต่างจากชายหนุ่มเข้าไปตรวจสอบก่อนส่งรายงานให้หัวหน้าหน่วยดับเพลิงที่เมื่อคืนก็นำเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มออกไปดับไฟเขตอื่นเช่นกันกลับมาก็หลับคาโต๊ะทำงานเขามิได้กลับไปนอนที่เรือนตนเองด้วยซ้ำ
“ลูกพี่ เดือนนี้ไฟไหม้เพิ่มขึ้นกว่าเดือนที่แล้วนะขอรับ”
“ฝนหยุดตกนานแล้ว น้ำน้อยอากาศแห้ง ถ้าเกิดเปลวไฟสักนิดก็ลุกขึ้นได้ใหญ่โตได้แล้ว จะตื่นเต้นทำไมเป็นเช่นนี้ทุกปี”
พูดจบร่างหนาสูงใหญ่ก็ฟุบลงไปบนโต๊ะหลับต่อไม่สนใจไม่รับรายงานที่ถูกยื่นให้ อีกฝ่ายได้แต่ถอนหายใจคงต้องวางรอไว้จนกว่าอีกฝ่ายจะนอนเต็มที่มีพลังฟื้นกลับมาอ่านไหวเสียก่อน
เพราะอากาศในเมืองหลวงช่วงนี้แห้งและลมพัดแรงตามฤดูกาล เดือนที่ผ่านมาเกิดไฟไหม้มากกว่าปีที่แล้วครึ่งปีรวมกันเสียอีก วันนี้หัวหน้าหน่วยงานดับเพลิงและหัวหน้ากลุ่มอีกแปดคนถูกเรียกมารวมกัน
“ที่ให้พวกเจ้ามารวมกันวันนี้เพราะหน่วยของเรามีคนจำกัด ถ้าเกิดเหตุไฟไหม้ยามค่ำคืนต่อเนื่องกัน พวกเราจะทำไม่ไหวจะความเสียหายกับชาวบ้านและหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นคงจะรับโทษทัณฑ์ไม่ไหว พวกเจ้าใครมีความคิดที่ดีก็เสนอออกมาให้พวกเราทุกคนฟัง”
“หัวหน้า ข้าคิดว่าหาวิธีบอกให้ชาวบ้านดูแลตัวเองระมัดระวังไฟไหม้เพิ่มขึ้นสักหน่อย ดับฟืนไฟให้หมดรอสักเค่อสองเค่อมั่นใจว่าไม่มีไฟลุกขึ้นอีกแล้วค่อยนอนแค่นี้ก็ช่วยได้มากเช่นกัน”
“นี่เป็นวิธีที่ดี เพียงแต่ใครจะช่วยพวกเรากระจายความคิดนี้ออกไป ลำพังดับไฟกับทำรายงานก็แทบไม่เหลือเวลานอนพักแล้ว”
“สมควรมีคนช่วยพวกเราจริงๆนั่นแหละ”
หัวหน้าหน่วยดับเพลิงคิดไปคิดมาก่อนจะสั่งการให้สวีหวินหลงที่ยืนฟังอยู่ในกลุ่มทำหนังสือไปเตือนเจ้าเมืองให้หาวิธีรับมือปัญหาที่อาจจะเกิดไฟไหม้มากเกินกว่าที่หน่วยดับเพลิงจะรับมือของได้
“เสี่ยวหวินหลง เจ้าพอจะเขียนอักษรได้ก็ร่างหนังสือมาใช้ตราประทับที่ข้าแล้วแจ้งไปที่ว่าการเมืองให้ช่วยจัดคนเดินบอกเวรยามปรับจำนวนการบอกเวรยามและการบอกให้ชาวบ้านระมัดระวังไฟไหม้ให้ถี่ขึ้นอีก”
“เขาจะทำหรือขอรับ”
“บอกไปเถอะ หน้าที่ของเราต้องเตือนให้เขารับรู้ ส่วนเขาจะทำหรือไม่ทำเกินความสามารถของข้า คงบังคับกันไม่ได้”
ใครจะรู้ว่าการทำหนังสือแจ้งที่ว่าการเมืองฉบับนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยดับเพลิงทั้งหมดรอดพ้นจากการถูกลงโทษได้ ผ่านไปไม่กี่วันก็เกิดไฟไหม้บ้านเรือนของชาวบ้านจำนวนมากในคราเดียวแม้จะสามารถช่วยดับไฟไว้ได้อย่างหวุดหวิด
ฉบับนี้ถูกส่งให้ที่ว่าการเมืองเป็นที่เรียบร้อยแต่มิได้รับความสนใจจากกุนซือของเจ้าเมืองสักนิด มันถูกวางรวมๆ ไว้กับหนังสือจากส่วนงานอื่นๆอย่างไร้ค่า เพราะรายละเอียดเป็นการร้องขอให้เพิ่มการเดินบอกเวรยามและเตือนไฟไหม้ทำให้งานเพิ่มขึ้นอีกทั้งมิได้มีผลต่อชื่อเสียงของที่ว่าการเมืองแม้แต่น้อย กุนซือกลัวจะรับความขุ่นเคืองจากทหารชั้นผู้น้อยไม่ไหวจึงไม่ได้สนอหนังสือฉบับนั้นให้กับเจ้าเมือง
ทุกสามสี่วันต้องมีเหตุเพลิงไหม้ทำให้หน่วยดับเพลิงนครบาลทำงานหนักมากจำนวนคนที่ได้รับบาดเจ็บมีเกือบทุกครั้ง รักษาแผลเก่ายังไม่หายดีก็ต้องออกมาช่วยดับไฟที่ลุกไหม้อีกวนเวียนอยู่เช่นนี้หลายครั้งเรียกว่าเกือบไร้เรี่ยวแรงทำหน้าที่ทีเดียว คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิทมีแสงไฟลุกโชตช่วงพร้อมกับกลุ่มควันลอยขึ้น
“ไฟไหม้ๆ แย่แล้วไฟไหม้แล้ว”
เสียงคนตะโกนร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นในยามโฉ่ว แสงเพลิงสว่างราวกับกลางวัน ความร้อนจากไฟไหม้เรือนหลังแรกทำให้เรือนที่อยู่ถัดๆไปของชาวบ้านถูกไฟลามไปจนติดขึ้นอีกหลายหลัง ความวุ่นวายเพิ่มขึ้นตามความตกใจและความวิตกกังวล เศษเขม่าปลิวว่อนตามแรงลมควันไฟร้อนและเหม็นไหม้ ชาวบ้านที่พยายามดับไฟทั้งแสบตาแสบจมูก
“เอาน้ำมาดับไฟเร็ว”
“ลูกข้าอยู่ไหน”
“ใครเห็นท่านพ่อข้าบ้าง ท่านพ่อ”
“ตักน้ำมาไวๆ ไฟไหม้ๆ ออกจากบ้านเร็ว”
“ใครไปแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาดับไฟหรือยัง ช่วยด้วยๆ”
บนถนนผู้คนต่างวิ่งหนีออกจากบ้านเรือนหอบข้าวของ บ้างก็อุ้มลูกจูงมือคนชราวุ่นวายกว่าที่ผ่านมาไฟที่ลุกไหม้ต่อเนื่องหลายครัวเรือน เวลาผ่านไปราวสามก้านธูปหน่วยดับเพลิงนครบาลฝ่าฝูงชนมาถึง บ้านหลังแรกก็วอดวายไปทั้งหลัง หลังถัดไปก็กำลังลุกไหม้อย่างรุนแรงเกินกว่าจะดับได้ เสียงชาวบ้านที่ทิ้งตัวกับพื้นนั่งร้องไห้เป็นกลุ่มๆ ชาวบ้านที่ยังมีแรงก็พยายามตักน้ำมารดมาดับอย่างมิยอมแพ้
“รีบไปตักน้ำมาดับไฟ เรือนหลังนั้นยังพอดับได้ไปดับให้ได้ เจ้าแบ่งคนไปสิบคนสาดน้ำเรือนถัดไปไว้ให้ทั่วอย่าให้ติดไฟ ส่วนที่เหลืออ้อมไปคุมไฟด้านหลัง ให้ไหม้เพียงแค่นี้พอ ไวๆ เข้า ไปๆ”
“บอกพวกชาวบ้านที่ตักน้ำอยู่ให้ตั้งแถวส่งต่อเป็นทอดๆ อย่าวิ่งไปๆมาๆ กีดขวางทางเจ้าหน้าที่ หยุดห้ามวิ่ง”
“ส่งต่อกันมา ใช่แบบนั้น คนถัดไปรับแล้วส่งต่อไม่ต้องวิ่งวนไปวนมา ดีมาก"
“พวกเจ้าดูชาวบ้านตั้งใจขนาดนี้พวกเจ้าทำให้เต็มที ”
จวนเจ้าเมือง ไฟไหม้ผ่านไปนานราวครึ่งชั่วยามเจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการก็มาทุบประตูแจ้งเหตุ
“ท่านเจ้าเมืองขอรับ มีไฟไหม้ขอรับ”
“ไฟไหม้ ก็ให้หน่วยดับเพลิงนครบาลกับทหารประจำเมืองไปช่วยกันดับสิ ตะโกนโวยวายทำไมเหมือนไม่เคยไหม้หรือไง ไปๆ ท่านเจ้าเมืองจะนอน เด็กๆไปไล่กลับไปสิ”
เสียงฮูหยินหว่านตะโกนเสียงดังออกมาด้วยความไม่พอใจ นานๆครั้งนายท่านจะมาหลับนอนที่เรือนหลักสักคืนยังจะมีมารมาผจญอีก นางรีบสั่งสาวใช้ให้ไปไล่เจ้าหน้าที่ที่มาตะโกนอยู่หน้าเรือนด้วยความไม่พอใจ เพียงครู่เดียวสาวใช้กับวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามายื่นรายงานอยู่หน้าประตูห้องให้นางรำคาญใจอีก
“ฮูหยิน นายท่าน เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการให้มารายงานว่าไฟไหม้ใหญ่ที่เขตเหนือเจ้าค่ะ”
“เจ้าว่าไงนะ”
“เขตเหนือไฟไหม้ใหญ่เจ้าค่ะ”
“รีบมาช่วยข้าแต่งตัวเร็วเข้า”
เสียงตะโกนด้วยความตกใจทั้งยังมีเสียงรีบร้อนสวมใส่เสื้อผ้าก่อนจะเปิดประตูออกมาด้วยความรีบร้อน เดินไวจนเกือบวิ่งของเจ้าเมืองร่างท้วมหายไปจากสายตาฮูหยินหว่านที่อารมณ์เสียอย่างที่สุดนางตาสว่างแล้วจึงเรียกสาวใช้เข้ามาช่วยดูแลแต่งตัว ต้องเตรียมตัวทำหน้าที่ฮูหยินเจ้าเมืองเพราะอีกไม่นานฟ้าก็สว่างแล้ว
ผ่านไปเพียงสองเค่อเจ้าเมืองและผู้ติดตามจากที่ว่าการก็ควบม้ามาถึงเขตเหนือที่เกิดไฟไหม้ เขารีบร้อนจนหมวกที่สวมเป๋ไปไม่เรียบร้อยแต่ก็ไม่ได้สนใจ เขตเหนือเป็นเขตที่บ้านมารดาของเจ้าเมืองตั้งอยู่ เขาเกิดและเติบโตที่นี่ เป็นบ้านของบรรพบุรุษที่อยู่กันมาหลายชั่วคน เขารับราชการหลายเมืองกว่าจะก้าวหน้าจนได้กลับมากินตำแหน่งเจ้าเมืองที่บ้านเกิด เพื่อความสะดวกจึงอาศัยอยู่ที่จวนเจ้าเมืองใกล้ที่ว่าการส่วนเรือนที่เขตเหนือนี้มีเพียงมารดาที่อายุมากอยู่กับญาติๆ และบ่าวรับใช้จำนวนหนึ่งเท่านั้น
"ท่านเจ้าเมือง เชิญทางนี้ขอรับ”
ทหารที่นำกำลังมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ชาวบ้านเห็นเจ้าเมืองรีบมาก็เข้าใจทันที(ปกติไม่เคยเห็นหัวเวลาไฟไหม้) เขาทำหน้าปกติไม่มีแสดงอาการใดๆ ทำความเคารพอีกฝ่ายก่อนจะเชิญให้ไปยืนในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นสภาพทั่วได้อย่างชัดเจน
“เรือนใดไหม้เป็นหลังแรก”
“เอ่อ… จวนฉิน ขอรับ"
“ว่าไงนะ จวนบ้านข้าหรือ”
“ใช่ขอรับ”
"แล้วมารดาข้า กับคนอื่นๆเล่าตอนนี้อยู่ที่ใด”
“ทหารพาไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้วขอรับ”
“รีบพาข้าไปเร็ว”
“ข้าต้องดูแลพื้นที่ด้านนี้ รบกวนท่านเจ้าเมืองตามทหารไปนะขอรับ”
“ยังไม่รีบนำทางไปอีก”
ขณะที่สวีหวินหลงกำลังส่ายหัวอย่างระอาใจกับความเห็นแก่ตัวของเจ้าเมืองอยู่นั้น ก็มีมือตบมาบนบ่าของเขาอย่างสนิทสนมเขารู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือใคร
“ทางด้านในเรียบร้อยแล้วหรือถึงมาหาข้าได้”
“ก็จัดว่าเรียบร้อย คุมไฟที่ลุกไหม้ได้แล้วเหลือแค่รอมันดับหลังจากเชื้อเพลิงลุกจนหมดเท่านั้น”
“ไหม้ไปทั้งหมดกี่หลัง”
“เสียหายทั้งหมดราวยี่สิบหลังได้”
“โฮ่! จำนวนกำลังสวยเจ้าเมืองได้เต้นแน่ แถมต้นเพลิงยังเป็นเรือนของเจ้าเมืองเองด้วย หน่วยงานเจ้าลำบากแน่”
“พวกข้าทำเต็มที่แล้ว คนก็มีจำกัดดับเพลิงสามวันห้าวัน คนก็บาดเจ็บจนจะไม่เหลือแล้ว”
“ถ้าไฟดับแล้วหน่วยงานเจ้าก็ทิ้งคนไว้เฝ้าระวังไฟแค่คนเดียวก็พอ เดี๋ยวข้าจัดทหารอยู่ช่วยเฝ้าสักสองสามคน ให้ลูกน้องได้พักมากน้อย ช่วงนี้อากาศร้อนมากที่สุดต้องมีไฟไหม้อีกแน่”
“อืม ขอบใจเจ้ามาก ข้าไปดูด้านในก่อน”
เหวินเปียวมองหลังอีกฝ่ายเดินจากไป พวกเขาจัดได้ว่าเป็นสหายจากการทำงานร่วมกันหลายๆครั้งจนรู้ใจ ยามว่างก็นัดกันไปสังสรรค์ คนหนึ่งขี้เมา(เขาเอง)อีกคนไม่แตะสุรา (เตรียมพร้อมสำหรับการดับไฟตลอดเวลา) เรียกได้ว่าหลายปีนี้มีไฟไหม้เกือบทุกครั้งต้องได้เจอกันช่วยกันเสมอ
