บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 ลูกแมวน้อย

“พี่ใหญ่ๆ เปิดประตูหน่อย”

“มีอะไรด่วนหรือ ทำไมเจ้ากลับเรือนยามนี้”

“พี่ใหญ่ ข้าต้องเดินทางไปตงโจวตามคำสั่งให้ไปช่วยดับไฟป่าที่นั่นลุกลามกว้างใหญ่บางพื้นที่ไหม้เข้าไปในเขตบ้านเรือนของชาวบ้าน เบื้องบนให้แต่ละหัวเมืองส่งกำลังไปช่วยดับไฟที่นั่นเมืองหลวงก็ส่งคนไปสามสิบคน ข้าก็ต้องไปด้วยงานยากจะกะเกณฑ์ได้ บางทีอาจล่าช้ากลับมาไม่ทันท่านเข้าสอบเคอจวี่จึงมาบอกท่านเอาไว้ก่อน”

“เรื่องสอบของข้านั้นไม่สำคัญ เจ้าเดินทางไปต่างเมืองครั้งแรกระมัดระวังตัวให้ดี ความจริงข้าไม่อยากให้เจ้าไปเลย”

“งานราชการเป็นคำสั่งมิอาจขัดขืนได้ ท่านไม่ต้องกังวลข้าจะระมัดระวังตัวดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ท่านอยู่ที่นี่ดูแลตัวเองอย่าให้ป่วย ต้องทานข้าวทานยาตรงตามเวลาจะได้มีแรงไปสอบได้”

“ข้ารู้แล้ว เจ้าเตรียมข้าวของไปให้เพียงพอ ฉุกละหุกจะหาซื้อข้าวของได้ยาก”

“เช่นนั้นข้าไปเก็บของก่อน ไม่มาลาท่านแล้วนะ”

“ไปเถอะ ดูแลตัวเองดีๆ”

หนึ่งชั่วยามให้หลังคนสามสิบคนนับว่าไม่น้อยทีเดียวแต่ละคนมีเครื่องไม้เครื่องมือของตนเองผูกไปกับม้าของตนควบม้าออกจากประตูเมืองหลวงมุ่งหน้าไปเมืองตงโจวอย่างรีบเร่ง ระยะทางห้าหกสิบลี้หากเดินเท้าก็ใช้เวลาเป็นวันทีเดียว ยามนี้ขี่ม้ากันทุกคนด้วยความรุนแรงของไฟป่าทุกคนรีบเร่งไม่ได้หยุดพักเพียงหกชั่วยามก็มองจากเนินเขาเห็นเมืองตงโจวอยู่ไม่ไกลมีกลิ่นจางๆ ลอยมากับลมขนาดยังมองไม่เห็นควันไฟยังมีกลิ่นแล้ว ไม่ต้องเห็นก็นึกภาพเปลวไฟที่พวกตนจะต้องเข้าร่วมดับครั้งนี้ออกทันที

เมื่อถึงประตูเมืองก็ชะลอม้าก่อนจะยื่นหนังสือให้ทหารเฝ้าประตูเมืองดู จากนั้นก็ถูกชี้บอกทางเพื่อตรงไปยังที่ว่าการเมืองตงโจว ข่าวเรื่องไฟไหม้ป่านับว่าเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเมืองเดียวกันย่อมต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที ชาวบ้านที่เดินเท้าต่างหลบทางให้ทันทีเมื่อเห็นเครื่องแบบของคนทั้งกลุ่มบนหลังม้า พวกเขารู้สึกยินดีที่มีคนมาช่วยเพิ่ม

“พวกข้ามารายงานตัว เพื่อช่วยดับไฟป่าขอรับ”

“เอกสารประทับตรายื่นที่ด้านใน ส่วนท่านอื่นๆ พักดื่มชาสักนิด แล้วจะให้ทหารนำพวกท่านไปที่ชายป่าด้านนั้นมีชาวบ้านสร้างบ้านเรือนอยู่ค่อนข้างมาก”

เสียงเจ้าหน้าที่อายุมากดูแล้วน่าจะเกือบหกสิบปี บอกเล่าสถานการณ์ให้คนอื่นๆ ฟังระหว่างนั่งพัก สวีหวินหลงกับฉ่ายเหยี่ยนถือหนังสือเข้าไปด้านในต้องแจ้งจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เรียบร้อยหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะตรวจสอบยืนยันได้ว่ามีใครมาบ้าง ระหว่างเวลาอันน้อยนิดนี้ยังให้พวกพี่น้องได้ดื่มน้ำพักผ่อนสักหน่อยก่อนจะผจญกับเปลวไฟอันร้อนแรง

“เรียบร้อยแล้ว ด้านนอกจะมีคนพาไป รักษาตัวด้วย”

“ขอบคุณมากขอรับ”

การแสดงความเป็นห่วงเล็กน้อยเช่นนี้ถือเป็นกำลังให้พวกเขาอย่างยิ่ง น้อยคนนักจะเห็นค่าของคนดับไฟเช่นพวกตน ส่วนใหญ่ดับแล้วก็แล้วกัน มาช้าก็บ่นว่า

“เมืองตงโจวมีแนวภูเขาโอบล้อมสามด้าน ช่วงปีนี้ฝนตกน้อยกว่าทุกปีเมื่อเข้าหน้าแล้งจึงเกิดไฟป่าขึ้นหลายจุด พวกเราพยายามดับไฟมาหลายวันแต่คนน้อยไฟจึงลุกลามเพิ่มมากขึ้น”

“ตอนนี้ใครสั่งการในพื้นที่ขอรับ”

“นายอำเภอ ท่านอยู่ที่นั่นมาสองวันสองคืนแล้ว ชาวบ้านก็สั่งให้อพยพหนีออกมาในที่ปลอดภัย ชายหนุ่มต่างเข้ามาช่วยกันดับไฟอยู่”

“ทหารจากเมืองใกล้เคียงมาถึงหรือยัง”

“ทยอยกันมา พวกท่านนับเป็นกลุ่มที่สาม”

การดับไฟที่ลุกลามขนาดใหญ่ด้วยเครื่องมือแบบโบราณและมีแต่ชาวบ้านเป็นส่วนใหญ่ทำให้สวีหวินหลงรู้สึกหนักใจไม่น้อย จะหาวิธีใดในการควบคุมไฟป่าในช่วงเวลาที่ลมพัดแรงและมีน้ำอยู่ห่างไกล คงต้องดูว่านายอำเภอคิดเห็นและสั่งการอย่างไร

ไฟป่าเป็นเรื่องใหญ่ของเมืองตงโจว แค่เข้าเขตเมืองมีกลิ่นควันไฟปนมากับสายลมอากาศที่ร้อนและแห้งทำให้รู้สึกไม่สบายตัว สวีหวินหลงและทหารทั้งหมดรายงานตัวที่ที่ว่าการอำเภอตงโจวก็มีเจ้าหน้าที่เฝ้าที่ว่าการที่แก่มากแล้วพาพวกเขาทั้งหมดไปดับไฟป่าทันทีเช่นเดียวกับคนจากเมืองอื่นๆที่ถูกส่งมาช่วยดับไฟป่าในครั้งนี้

“ข้าวของที่ติดตัวมา พวกเจ้าฝากไว้ที่นี่ได้ ข้าจะเก็บไว้ให้”

“พวกเราไม่มีของที่จำเป็นต้องฝากไว้ขอรับ ที่ติดตัวมาเป็นเครื่องมือที่ใช้ดับไฟ กับเสบียงติดตัวเท่านั้น”

“อ่อ งั้นตามข้ามา”

“ท่านลุงจะเป็นคนพาพวกข้าไปหรือ ท่านขี่ม้าได้ไหม ไม่มีคนอื่นแล้วหรือขอรับ”

“คนอื่นๆไปดับไฟกันหมด เพราะข้าอายุมากเขาจึงให้ข้าคอยพาเจ้าหน้าที่ต่างเมืองไปตามพื้นที่ที่มีไฟไหม้ ถึงข้าจะแก่แต่ข้าเคยขี่ม้า ไม่ต้องห่วงตามมาๆ”

คำสั่งของเจ้าเมืองสั่งให้ไปช่วยในพื้นที่โดยให้กลุ่มของสวีหวินหลงทั้งสามสิบคนช่วยด้านทิศเหนือของเมือง

การดับไฟเมื่อพวกเขาสามสิบคนเดินทางไปถึงยังไม่ได้พบหน้าเจ้าเมืองหรือนายอำเภอสักคน ฟังจากลุงที่นำทางคือเจ้าเมืองและนายอำเภอไปอยู่ที่เขตไฟไหม้เรียบร้อยแล้ว ก็ถูกควรเป็นเช่นนั้นจริงๆ

การทำงานของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ทหารและชาวบ้านแข่งกับเวลา ลมพัดแรงไฟยิ่งร้อนยิ่งลุกลามมากขึ้น แต่ละคนทำหน้าที่ของตนเอง บ้างก็วิ่งตักน้ำกลับไปกลับมาบ้างก็ตัดถางต้นไม้ยกออกให้ห่างจำกัดพื้นที่การลุกไหม้ ควันไฟที่ร้อนระอุจนหายใจเข้าออกยากลำบากในอกร้อนไปหมด เหงื่อไหลจนแห้งจับกับฝุ่นละอองเขม่า มือ แขนพุพองมีรอยขีดข่วนมีแผลไฟไหม้เกือบทุกคน

“ลมเปลี่ยนทิศแล้ว ระวังด้วยทำแนวกันไฟขยายออกไปอีก ตัดต้นไม้ ถากหญ้าหน้าดินออก เร็วเข้า ทุกคนพยายามกันหน่อย”

“เจ้าไหวไหม”

“ไหว ด้านนี้ลดแล้วพวกเราไปช่วยด้านนั้นกันเถอะ”

ตลอดเวลามีแต่เสียงเรียก เสียงให้กำลังใจ ใครไม่ไหวก็นอนพักตื่นมาก็เข้ามาช่วยใหม่วนเวียนเช่นนี้ ทั้งตัดต้นไม้ ตักน้ำ เผาหญ้าที่ห่างออกไปเพื่อตัดพื้นที่ควบคุมไม่ให้พื้นที่กว้างออกไป ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่มีชีวิตอยู่ นับได้เจ็ดวันจึงเหลือเพียงควันจางๆที่ลอยอยู่ทั่วไป

“ไฟดับแล้ว จัดกำลังทหารผลัดเปลี่ยนเฝ้าเอาไว้สักสองวันสองคืน”

“ขอรับ”

“ทหารที่เหลือและชาวบ้านที่มาช่วยกลับเข้าเมืองกันได้แล้ว”

คำสั่งเจ้าเมืองถ่ายทอดออกไปแต่ละคนเผยรอยยิ้มออกมา ในที่สุดก็ดับไฟได้สำเร็จ

ยามเดินกลับเข้าเมืองหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ไม่ว่าใครก็แทบไร้เรี่ยวแรงจะเดิน เครื่องมือที่ใช้ดับไฟไม่ต่างอะไรกับตุ้มน้ำหนักที่ต้องแบกกลับมาด้วย บางชิ้นก็ใช้ต่างไม้เท้าค้ำยันเวลาเดิน

ก่อนที่จะเข้าประตูเมือง สวีหลินหลงเหลือบตามองเห็นบางสิ่งเป็นก้อนกลมๆ อยู่ที่พื้นมุมกำแพงกระพริบตาจ้องดูก็ได้สบตากับดวงตากลมๆเล็กๆดูเหมือนจะเป็นลูกแมวนอนขดกลมอยู่ ทั้งตัวเปื้อนไปด้วยเขม่าดินดูท่าคงจะหลบมาจากพื้นที่ติดไฟไหม้ในครั้งนี้ จึงเดินเข้าไปย่อตัวขวักมือเรียกมัน

“เจ้าตัวเล็ก มาหาข้านี่มา เมี๊ยวๆ มาๆ อย่ามัวแต่จ้องสิ มานี่ นั่นแหละมาๆ”

ภาพประหลาดที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสวมชุดสกปรกได้ด้วยควันไฟ เศษดินทั้งยังมีรอยไฟไหม้ชุดที่สวมเป็นวงๆ กำลังนั่งลงพลางพยายามส่งเสียงหลอกล่อเจ้าสัตว์ตัวน้อยที่ขดตัวเป็นก้อนทั้งยังแยกเขี้ยวขู่ไม่มีเสียง ท่าทางการหลอกล่อจนกระทั่งเจ้าตัวน้อยที่ดูผอมกระหร่องค่อยๆคลานกระหยองกระแหย่งออกมาใกล้จนถูกอุ้มขึ้นมาแล้วเดินปนวิ่งตามกลุ่มเจ้าหน้าที่คนอื่นที่เดินล่วงหน้าไป

ด้านหลังเป็นกองทหารที่กลับมาจากการช่วยดับไฟเช่นกัน แต่ทุกคนยืนแถวเป็นระเบียบใบหน้าเรียบเฉยไม่มีเสียงพูดคุยเช่นกลุ่มอื่นที่เดินนำหน้าเข้าประตูเมือง ชายหนุ่มนั่งบนหลังม้าตัวใหญ่เห็นได้ชัดว่าเป็นม้าที่หายาก ขนเป็นมันเงางามกล้ามเนื้อชัดเจนนำอยู่หน้าขบวน สายตาจับจ้องไปยังร่างเล็กของสวีหวินหลงตั้งแต่ต้นจนลับตาไป

“ไปค่ายทหารเมืองตงโจว”

เมื่อกลับถึงห้องพักที่เมืองตงโจวจัดไว้ให้ สวีหลินหลงวางเจ้าตัวเล็กที่ผอมและสกปรกลงบนเตียงก่อนจะล้มตัวลงนอนแม้จะรู้สึกหิวไม่น้อยแต่ยามนี้แม้แรงจะลืมตายังไม่มี พอหัวถึงหมอนตาก็หลับลงทันที ส่วนเจ้าตัวเล็กที่ถูกอุ้มกลับมาได้แต่กระพริบตามองคนที่อุ้มมันมามองอยู่ชั่วครู่ก็หาวยาวๆ แล้วคลานเข้าแนบชิดหาความอบอุ่นเมื่อได้ที่สบายตามต้องการก็ขดตัวนอนหลับตามไปเช่นกัน

สวีหลินหลงลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องก็มืดสนิท นอนหลับมาหลายชั่วยามแล้วสินะ ด้านนอกมีแสงจากโคมไฟส่องลอดบานหน้าต่างเข้ามาสลัวๆ จึงขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นไปจุดเทียนบนโต๊ะกลางห้อง

“อ่ะ นี่มัน เจ้าตัวเล็กข้าทำเจ้าเจ็บหรือเปล่า หืม”

“เจ้านอนอยู่นี่ก่อนข้าจะจุดเทียน”

นางเดินกลับมาที่เตียงก่อนจะทรุดตัวนั่งลงกับพื้นทำให้ใบหน้าอยู่ระดับใกล้เคียงกับความสูงของเตียง ดวงตาสบเข้ากับเจ้าตัวเล็กที่ลุกขึ้นนั่งมองตั้งแต่ตนจุดไฟจนมีแสงสว่างขึ้นในห้อง

“เจ้าเหมียว หิวหรือยัง”

“ข้ามีซาลาเปาไส้เนื้อ(หมู) เจ้ากินไหม”

ด้วยความหิวซาลาเปาที่ถูกล้วงออกมาจากอกเสื้อก็ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ชิ้นเล็กถูกยื่นให้มันส่วนชิ้นใหญ่ถูกส่งเข้าปากตนเอง เจ้าตัวเล็กเอียงคอมองก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาดมๆ ในที่สุดก็อ้าปากงับไส้ซาลาเปาอย่างรวดเร็ว สองชีวิตจัดการกับซาลาเปาลูกใหญ่สองลูกเรียบร้อย นางลุกขึ้นไปรินน้ำใส่จอกเล็กๆยกขึ้นดื่มโดยไม่ลืมเทกลับมาให้เจ้าตัวเล็กได้กินด้วย มันเลียน้ำอย่างหิวกระหายจนหมดจอกที่เขาเทมาให้ก่อนจะนั่งลงนิ่งๆ มองจ้องมาที่สวีหลินหลง

“อิ่มแล้วสิเจ้าตัวเล็กพุงป่องเชียว เช่นนั้นเรามาตกลงกัน เจ้าทำตัวเป็นเด็กดีแล้วข้าจะพากลับบ้าน ไปอยู่ด้วยกัน”

“ฮื่อ”

“นี่เจ้าจะไปกับข้าหรือขู่ข้ากันแน่ ช่างเถอะรอบตัวเจ้าไม่มีแม่ถ้าอยู่ตัวเดียวจะอดตาย ข้าเอาเจ้าไปด้วยแล้วกัน”

นางเปิดประตูออกไปหาน้ำร้อนเข้ามาเตรียมอาบน้ำล้างคราบสกปรกที่ติดตามร่างกาย หลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อยก็ถึงคราวเจ้าตัวเล็กที่ต้องเช็ดทำความสะอาดเพราะดูจากรูปร่างแล้วยังเล็กและไม่แข็งแรงคงจะอาบน้ำไม่ได้แน่

“เจ้าเป็นแมวที่ลายประหลาดมาก เหมือนเสือเลยนะ”

“ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวฝู(มั่งมี) ก็แล้วกันข้าชื่อสวีหวินหลงนะ จำไว้ให้ดี”

วันรุ่งขึ้นหลังจากเก็บข้าวของและเครื่องมือที่เหลืออยู่เรียบร้อย สวีหวินหลงก็พาคนทั้งหมดไปที่ว่าการเมืองตงโจวเพื่อแจ้งให้เจ้าเมืองและนายอำเภอทราบว่าจะนำคนกลับเมืองหลวงแล้ว ในพื้นที่ยังคงวุ่นวายกับการดูแลชาวบ้านที่เดือนร้อน จึงได้แต่แจ้งไว้กับกุนซือของเจ้าเมืองก่อนจะออกเดินทาง

เพราะความเหนื่อยล้าของทุกคนการเดินทางกลับจึงไม่ได้รีบเร่งเท่ากับการเดินทางมา พวกเขาใช้เวลาขี่ม้าถึงสิบชั่วยามมาถึงประตูเมืองก็เกือบปิดพอดี รีบพากันไปรายงานตัวที่ทำการก่อนจะเก็บเครื่องไม้เครื่องมือแล้วแยกย้ายกันกลับบ้านของตน

สวีหวินหลงอุ้มเจ้าเสี่ยวฝู่ตัวเล็กเดินออกจากที่ว่าการบนไหล่สะพายห่อผ้าที่นำไปมุ่งหน้ากลับบ้าน หากจำไม่ผิดวันนี้เป็นวันที่พี่ชายสอบเคอจวี่เสร็จสิ้นพอดี นางรีบก้าวเท้าให้ไวขึ้นด้วยความเป็นห่วงร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงของเขาที่เข้าร่วมสอบต้องกินเวลาต่อเนื่องนานสามวันสามคืนนับเป็นความทรมานของคนที่เข้าสอบอย่างแท้จริง

ด้วยความเป็นห่วงเมื่อถึงเรือนก็ตรงไปห้องของพี่ชายก่อน นางลืมดูว่าตนเองมีสภาพอย่างไรสนใจเพียงพี่ชายนางยังสบายดีอยู่หรือไม่

“พี่ใหญ่ๆ ท่านนอนหรือยัง”

“เข้ามาสิ ข้ายังไม่นอน"

“ข้ากลับมาแล้ว”

“เจ้ารีบร้อนทำไม เหตุใดไม่กลับไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายเสียก่อนค่อยมาพบข้า”

“ไม่เป็นไร คุยกับท่านก่อนค่อยอาบน้ำแล้วพักผ่อนทีเดียว พี่ใหญ่ท่านเข้าร่วมการสอบ เป็นอย่างไรบ้าง ร่างกายมีปัญหาอันใดหรือไม่”

“ใจเย็น ข้าไม่เป็นไร ปกติดีทุกอย่าง”

“เป็นเช่นนั้นก็ดี”

“ไม่ต้องห่วงข้า เจ้ารีบกลับไปเรือนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ชำระล้างร่างกายเสีย ข้าจะให้ท่านป้านำน้ำร้อนไปให้เจ้า”

“พี่ใหญ่ข้าเก็บเสี่ยวฝู่ได้ มันไม่มีครอบครัวไม่มีแม่ มันยังเล็กข้าจึงนำมันกลับมา ข้าเลี้ยงมันได้ไหม”

“ตามใจเจ้าเถอะ ว่าแต่เจ้ามีเวลาดูแลมันหรือ”

“ได้แน่นอน ท่านวางใจได้”

“รีบไปอาบน้ำเถอะเหม็นจะตายอยู่แล้ว”

“…..”

สวีหวินหลงหันกายเดินออกจากห้องไป พี่ชายสบายดีนางก็ดีใจหมดกังวลหอบหิ้วของและเสี่ยวฝู่กลับไปที่เรือนตนเอง สวีฟู่อันยิ้มมองตามน้องสาวที่เดิมห่วงและกังวลว่าไร้ความอ่อนโยนจะทำให้กระทบต่อการใช้ชีวิตในภายภาคหน้าตอนนี้นางมีใจเมตตาเก็บแมวน้อยกลับมาเลี้ยงนับว่าดีขึ้นมากทีเดียว

ช่วงยามเซินสามวันหลังจากการสอบเคอจวี่เสร็จสิ้น ทางการจะติดประกาศรายชื่อที่ป้ายใหญ่กลางเมือง ทั้งคนที่เข้าสอบและญาติต่างพากันไปรุมล้อมตั้งแต่ยามเว่ย เมื่อใกล้ถึงเวลาสวีหวินหลงขออนุญาตออกมาดูรายชื่อให้พี่ชาย เพราะมาถึงช้าด้านหน้าป้ายมองไปมีแต่ก้อนดำๆเต็มพื้นที่ไปหมด

“อู้ฮู แล้วนี่ข้าจะเข้าไปดูรายชื่อได้อย่างไรคนแน่นจนมองเป็นเม็ดแตงเลย”

“น้องชายเจ้าหน้าที่มาติดประกาศรายชื่อหรือยัง”

“ยังเลย คนที่รอก็เยอะมากดูท่าต้องรอให้คนน้อยกว่านี้ค่อยกลับมาดู”

เมื่อได้ยินคนด้านข้างคุยกัน เขาก็มีความคิดเช่นเดียวกันจึงหันหลังเดินกลับไปยังที่ทำการคิดว่าหลังเลิกงานแล้วจึงแวะมาดูอีกครั้งหนึ่ง

บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมที่ไม่ไกลออกไป คนสองคนนั่งดื่มชาในจุดที่ดีเยี่ยมสามารถมองเห็นคนที่เดินไปมาบนถนนและลานกว้างรวมถึงร้านรวงตามข้างทางได้อย่างชัดเจน หนึ่งในสองคนกำลังมองดูจุดที่คนมุงดูป้ายชื่อที่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาติดประกาศแต่อย่างไร มองเรื่อยไปจนได้เห็นร่างบางในชุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงประจำเมืองที่ดูคุ้นตาจนต้องมาตามร่างนั้นไป

“นับเป็นวาสนา ไม่คิดว่ากลับมาถึงเมืองหลวงยังมีโอกาสได้พบกันอีก น่าสนใจ”

“เจ้าดูอะไรอยู่”

“เจ้าเด็กหนุ่มคนนั้น”

“เอ๋ เจ้าหน้าที่ของทางการมาดูผลสอบด้วยหรือ สงสัยที่บ้านมีญาติมาร่วมสอบครั้งนี้ด้วย ดูจากชุดน่าจะเป็นคนของที่ทำการดับเพลิงประจำเมือง"

“ข้าสนใจ เจ้าสามารถดึงเจ้าเด็กนั่นมาทำงานที่หน่วยเราได้หรือไม่”

“อันที่จริงก็ไม่น่าจะมีปัญหา ว่าแต่หน่วยเราต้องใช้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงด้วยหรือ”

“เจ้าเด็กนั้นมีนิสัยบางอย่างที่ข้าจำเป็นต้องใช้”

“หืม จำเป็นต้องใช้ เจ้ารู้จักเขาหรือ”

“ใช่”

“เรื่องนี้ข้ามอบให้เจ้าจัดการแล้วกัน”

“ได้ สองสามวันก็น่าจะเรียบร้อย”

“กองโยธาธิการของกองทัพ ต้องใช้คนที่ดับไฟเป็นด้วยหรือ”

“ใครบอกว่าจะใช้เขาดับไฟ”

“ได้ตามที่เจ้าต้องการอีกสองวันเด็กนั่นจะย้ายมาทำงานงานที่หน่วยงานเรา จะให้ข้าสั่งไปทำส่วนงานไหน”

“ให้มาทำหน้าที่ติดตามข้า”

“หา”

“ทำไม ทำไม่ได้หรือ”

“เจ้าแน่ใจ”

“ข้าแน่ใจ”

หวั่นอี้หลางถึงกับตกตะลึง คนเบื้องหน้าตนทำตัวประหลาดที่ผ่านมาไม่ยอมให้มีใครติดตามช่วยเหลือหรือปรนนิบัติรับใช้ทั้งสิ้นแต่ยามนี้กลับเป็นฝ่ายออกปากให้นำคนมาเป็นเด็กรับใช้ไปไหนมาไหนด้วยเช่นนี้

สายตาดุที่ส่งมาให้เป็นการยืนยันในสิ่งที่ได้สั่งไปโดยแท้จริงทำให้หวั่นอี้หลางรีบหุบปากทันที ดูเหมือนฝนจะตกในฤดูแล้งเสียแล้ว ขอไว้อาลัยล่วงหน้าให้กับเจ้าหนุ่มดวงซวยนั่นก็แล้วกัน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel