บทที่ 1 ข้าโตแล้วช่วยทำงานหาเงินได้
ยามโหย่ว (17.00 - 18.59 น.) แสงอาทิตย์เกือบลาลับขอบฟ้า แสงสีส้มแดงดูหม่นเศร้าวังเวงบนเส้นทางที่ไร้ผู้คนกลางป่าเสียงอาวุธของกองโจรปิดบังหน้าตาขี่ม้าไล่สังหารผู้คนในขบวนรถม้าที่หยุดพัก ชั่วก้านธูปหมดผู้คนที่วิ่งหนีต่างล้มลงนอนกับพื้นจนหมดสิ้น หลังจากพลิกดูจนแน่ใจว่าไม่มีร่างใดเหลือลมหายใจอีก พวกมันคว้าข้าวของมีค่าติดมือไปไม่น้อยทิ้งไว้เพียงรอยเท้าม้าและซากศพหลายสิบร่างถูกสังหาร ลมพัดแรงชายผ้าเปื้อนเลือดปลิวไสวข้าวของถูกทิ้งกระจัดกระจาย
ในพงหญ้าที่หนาทึบไม่ไกลนักมีเด็กชายวัยเก้าปีกอดเด็กทารกเพศหญิงที่หลับสนิทไว้ในอ้อมกอด เด็กชายพยายามหดตัวให้เล็กที่สุดแอบซ่อนตัวอยู่ตามคำสั่งของมารดาที่นำตัวเขาสองพี่น้องมาไว้ก่อนที่พวกคนร้ายทันสังเกตเห็น
“อันเอ๋อร์ จำไว้อย่าได้ส่งเสียงอย่าขยับตัวออกมาจากที่นี่ เข้าใจไหม”
“ทำไม ข้าออกไปไม่ได้”
“เจ้ารักน้องสาวมากไม่ใช่เหรอเชื่อแม่ จำไว้ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามออกมาเด็ดขาดเข้าใจไหม”
“ขอรับ”
โชคดีที่น้องสาวไม่ส่งเสียงร้องขึ้นมา เด็กชายมองภาพผู้คนที่เขารู้จักค่อยๆถูกทำร้ายล้มลงร่างของทุกคนเต็มไปด้วยเลือดด้วยสายตาหวาดหวั่น มารดาล้มลงพยายามส่งสายตามองมาก่อนจะค่อยๆปิดลง เขาอยากร้องเสียงดังออกไปแต่ในใจทั้งหวาดกลัวทั้งเสียใจจนต้องใช้ฟันกัดริมฝีปากไว้จนมีเลือดไหลซึมออกมา หลายคนในขบวนพยายามต่อสู้จนสุดท้ายไม่มีใครเหลือรอดสักคน
ฟ้ามืดสนิทมีเพียงเสียงลมพัดและแมลงร้องให้ได้ยิน ตอนนี้เขาไม่มีครอบครัวที่อบอุ่นอีกต่อไปแล้วญาติที่เหลือเพียงคนเดียวคือน้องสาวในอ้อมกอด
“ท่านพ่อ ท่านแม่ข้าจะดูแลน้องสาวให้ดีพวกท่านวางใจได้”
กานโจวเมืองขนาดเล็กในแคว้นเฟิ่ง
หมู่บ้านนอกเขตกำแพงเมือง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยคนยากจนบ้านเรือนที่ทรุดโทรมจำนวนมากปลูกกระจัดกระจายไปทั่ว บ้านร้างหลังหนึ่งที่ภายในบ้านหลังเล็กแทบจะเรียกไม่ได้ว่าบ้าน หลังคาแตกมองเห็นดวงดาวยามค่ำคืนฝนตกหิมะตกล้วนทำให้ภายในบ้านเปียกแฉะ ผนังบ้านมีรอยแตกเป็นรู
ยามที่ลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านลอดช่องเข้ามาทำให้เด็กน้อยที่ร่างกายผอมบางหนาวสั่นสะท้านจนฟันกระทบกัน
“พี่ใหญ่ ข้าหนาวจัง”
“อดทนไว้ พรุ่งนี้พี่ชายจะไปหาฟางมาเพิ่มเจ้าจะได้อุ่นกว่าคืนนี้”
พี่ชายมองน้องสาววัยสามขวบด้วยความสงสารและจนปัญญา หากบิดามารดาไม่ได้จากไปกระทันหันน้องสาวจะต้องถูกเลี้ยงดูขาวอวบอ้วนกลมและเป็นที่รักอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ด้วยกำลังของเขาเพียงคนเดียวแทบไม่เพียงพอจะเลี้ยงน้องให้มีชีวิตรอด พวกเขาทั้งสองสวมเพียงชุดเก่าขาดวิ่นที่แทบจะให้ความอบอุ่นอันใดไม่ได้แล้ว เขาโอบกอดน้องสาวเข้ามาด้วยความสงสาร หวังเพียงการกอดกันให้แน่นกว่าเดิมจะสามารถเพิ่มความอบอุ่นให้แก่นางได้น้องสาวหลับไปในที่สุด
เด็กชายย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นเพราะเขาอายุยังน้อยได้แต่หลบหนีไม่ได้หยิบทรัพย์สินของบิดามารดาติดมาสักชิ้น ชีวิตสองคนพี่น้องผ่านไปด้วยความยากลำบากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆใกล้แนวป่าที่อาจมีสัตว์ร้ายออกมาได้ตลอดเวลา เขาต้องซ่อนน้องสาวไว้ในตู้ไม้หลังเก่าก่อนจะออกจากบ้านไปหางานทำเล็กๆน้อยๆ แลกกับอาหารกลับมาเป็นเช่นนี้อีกหลายปี
สวีฟู่อันเด็กหนุ่มร่างกายผอมบางแตกต่างจากเด็กหนุ่มในวัยเดียวกัน เพราะขาดแคลนร่างกายในวัยสิบห้าปีจึงเหมือนยังโตไม่เต็มที่นัก แตกต่างจากเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนกลับขาวอวบตัวอ้วนกลมบอกได้ว่าผู้เป็นพี่ชายรักใคร่ขนาดไหนเงินทองที่ใช้แรงกายหามาได้น้อยนิดล้วนกลายเป็นอาหารสำหรับน้องสาวตัวน้อยที่เขาแสนรักใคร่
“หลงเอ๋อร์ หลงเอ๋อร์ พี่กลับมาแล้ว”
ไม่มีเสียงตอบกลับมาเช่นทุกวัน สวีฟู่อันรู้สึกตื่นตระหนกทันที มือสองข้างเหงื่อออกมาหลังจากเปิดประตูไม่เห็นเงาที่คุ้นเคยเขาวิ่งหาไปรอบๆบ้าน ทุกซอกทุกมุม ตอนนี้ใจเขาเต้นแรงมากไม่เคยมีสักครั้งที่ตนกลับมาแล้วน้องสาวจะไม่ส่งเสียงทักทายและรีบวิ่งกลับมาหา ยิ่งเปิดเข้าไปในบ้านอีกรอบไร้เงาของเด็กน้อยยิ่งรนรานวิ่งไปอีกห้องจนหาทั่วทั้งด้านในและด้านนอกเขายิ่งร้อนใจจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี เสียงเดินด้านนอกที่คุ้นเคยดังขึ้น
"ท่านพี่ ข้ากลับมาแล้ว"
“หลงเอ๋อร์ เจ้าไปไหนมาพี่กลับมาบ้านไม่เห็นเจ้าข้าตกใจมาก เจ้าไปไหนมา”
สวีหวินหลงแบมือให้เขาดู ในสายตาของคนเป็นพี่ได้เห็นผิวที่ขาวเรียบเนียนมีรอยแดงช้ำรอยถลอกเขารู้สึกเจ็บแทนน้องสาว
“มือเจ้าเป็นแผลมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร ใครทำอะไรเจ้า”
“ท่านพี่ ข้าให้ท่านดูมือข้าเสียที่ไหน ข้ากำลังให้ท่านดูเงินบนมือข้าต่างหาก”
สวีฟู่อันมองสิ่งที่อยู่บนฝ่ามือที่มีแต่รอยช้ำด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“เจ้าไปทำอะไรมา”
“ข้าไปช่วยท่านป้าหลิวไล่นกบนแปลงนา นี่เป็นค่าแรงของข้า”
“โถ่ หลงเอ๋อร์ข้าให้เจ้าอยู่บ้าน เจ้าออกไปทำไมกัน”
“ท่านพี่ ข้าโตแล้ว ข้ารู้ว่าร่างกายของท่านอ่อนแอมาก แขนของข้ายังใหญ่กว่าขาของท่านเลย”
“ใครพูดให้เจ้าฟังกันแน่ เจ้าอายุเท่านี้จะรู้ได้อย่างไร”
“ไม่ต้องสนใจ ข้ารู้ก็แล้วกัน และจากนี้ไปท่านไม่ต้องห้ามข้า ข้าโตพอจะช่วยท่านได้แล้ว เด็กๆ คนอื่นในหมู่บ้านก็ทำได้เหมือนกัน ข้าร่างกายแข็งแรงกว่าท่านข้าทำได้”
“ไม่ได้”
“งั้นทางที่ดีท่านก็มัดข้าไว้กับเสาเรือนทุกวัน ไม่เช่นนั้นข้าจะหนีออกไป บางทีอาจไม่กลับมาเลยก็ได้”
“หลงเอ๋อร์ เจ้าต้องขู่ข้าเช่นนี้เชียวหรือ เฮ้อ ได้ตามใจเจ้า แต่เจ้าต้องดูกำลังของตัวเองได้เจ้าเป็นผู้หญิงข้าเป็นห่วง”
“ข้ารู้ ข้าจะระวังตัว ท่านไม่ต้องกังวล”
“ข้าต้องบอกเจ้าไว้ก่อน อีกไม่นานข้าจะพาเจ้าออกจากที่นี่”
“พวกเราจะย้ายบ้านเหรอ”
“ใช่ ที่นี่แห้งแล้งขึ้นกว่าเดิม ข้าลองคุยกับชาวบ้านคนอื่นๆ แล้ว ว่าจะพากันไปที่เมืองหลวง ที่นั่นข้ายังพอใช้ความรู้เกี่ยวกับอักษรรับจ้างหาเงิน อาจได้มากกว่าที่นี่ซึ่งมีแต่งานที่ใช้แรง”
“ดีๆ พี่ชายไปไหนข้าไปด้วย”
สวีหวินหลงรู้ดีว่าพี่ชายตัวเองอ่านและเขียนอักษรได้ แต่เพราะมีกันเพียงสองคนเขาต้องใช้แรงงานแลกเงินมาเลี้ยงดูตนเองเพราะที่นี่เล็กและไม่มีงานให้เลือกมากนัก
สวีฟู่อันยังคงละเอียดละออในการเลือกหาที่พักเมื่อมาถึงเขตชานเมืองซานซิง กลุ่มคนที่เดินทางมาด้วยกันก็แยกย้ายกันไปบางคนก็มีญาติบางคนก็ไปหางานทำงาน ตลอดการเดินทางสองพี่น้องรับจ้างทุกอย่างที่สามารถใช้แรงทำได้ แม้เด็กหนุ่มจะไม่ค่อยแข็งแรงนักแต่เพราะอ่านออกเขียนอักษรได้จึงพอหางานเล็กๆน้อยๆ ทั้งสองไม่ได้หาที่พักในเมืองเลือกที่จะอาศัยอยู่ในวัดเล็กๆ ก่อนจะสอบถามจนพอรู้ราคาบ้านเรือน ในที่สุดก็สามารถหาเรือนขนาดไม่ใหญ่มากนักได้
“พี่ชาย พวกเราสองคนมีบ้านแล้ว ดีจัง”
“พวกเราประหยัดเอาหน่อย อีกหน่อยค่อยซื้อไว้เป็นของเราป้าเจ้าของเรือนเขาบอกแล้วว่าตอนนี้เช่าไปก่อน”
“ไม่นานแน่นอน ข้าโตแล้วช่วยท่านได้”
“อย่าลืมเจ้าเป็นสตรี ด้านนอกล้วนมีแต่อันตราย”
เช้าวันรุ่งขึ้น สวีฟู่อันเปิดประตูห้องนอนออกมาก็ต้องตกใจด้านนอกมีเด็กชายวัยสิบขวบยืนจ้องมองมาที่เขา
“เจ้าเป็นใคร เข้ามาในเรือนข้าได้อย่างไร”
“ฮิๆ พี่ชาย ข้าเอง หลงเอ๋อร์”
“นี่ๆ เจ้าแต่งตัวแบบนี้ทำไม”
“ข้าคิดว่าแต่งกายเป็นชายจะได้ปลอดภัย แล้วอีกอย่างก็จะหางานได้ง่ายขึ้นด้วย”
สวีฟู่อันรู้สึกอ่อนแออย่างยิ่ง เขากำลังมองแผ่นหลังเล็กๆ ของน้องสาวที่ตนเองดูแลมาตั้งแต่แบเบาะกำลังออกไปหางานทำในขณะที่ตนเองทำเพียงการรับจ้างคัดตำราและเขียนจดหมายเท่านั้น บางวันก็ยังมีไข้ล้มป่วยลงจนต้องลำบากนางออกไปซื้อยามาให้ ป้าฉินต้มให้กับตนเอง เพราะร่างกายนี้ทำให้นางยิ่งเพิ่มความอดทนทำงานแล้วจ้างคนมาดูแลทั้งที่เขาปฏิเสธ สุดท้ายก็ไม่สามารถโต้แย้งชนะนางได้สักครั้ง
แปดปี ต่อมาช่วงเวลาที่อากาศร้อนอบอ้าว น้ำท่าแห้งแล้งมีแต่ใบไม้แห้งกรอบร่วงหล่นปลิวตามแรงลมเสียงตะโกนดังแทรกความเงียบสงบยามดึก
“ไฟไหม้ๆๆ ช่วยด้วยไฟไหม้”
“เร็วๆ รีบออกมาไวๆ”
“บ้านไหนๆไฟไหม้”
“บ้านเถ้าแก่เจีย ร้านขายผ้า เร็วๆๆ ไฟไหม้ ใครรีบไปแจ้งหน่วยดับเพลิงนครบาลเร็วๆ"
“น้ำๆ ตักน้ำมาไวๆ เอาถังมาตักน้ำไปช่วยกันดับไฟไวๆ"
“มาช่วยกันดับไฟเร็วๆ”
เสียงดังโวยวายดังไปทั่ว ในยามจื่อของเดือนหกเริ่มต้นของฤดูร้อนที่อากาศแห้งแล้งไร้ซึ่งเม็ดฝนอีกยาวยาวนับสามเดือน แสงไฟลุกโชนแสงสีแดงสว่างท่วมฟ้าควันไฟพุ่งขึ้นสูงจนมองเห็นได้จากอีกฝากหนึ่งของเมือง เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในชุมชนที่บ้านเรือนแออัดทั้งยังขาดแคลนน้ำท่ามกลางกลุ่มคนที่สับสนวิ่งกันวุ่นวาย ยิ่งทำให้การเข้าไปดับเพลิงยิ่งทำได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้นกลุ่มทหารจากหน่วยดับเพลิงประจำเมืองวิ่งมาก็หยุดชะงักมองดูชาวบ้านที่บ้างก็วิ่งถือสิ่งของบ้างก็ถือถังน้ำขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันพยายามจะดับไฟ มีกลุ่มชาวบ้านที่นั่งกอดเด็กคนแก่ร้องไห้
“หลีกๆ คนไม่เกี่ยวข้องหลบออกไปให้ไกลออกไป”
ชาวบ้านที่ยืนมุ่งดูกีดขวางการทำงานถูกกันให้ถอยหลังไปเหลือเพียงเจ้าหน้าที่ดับไฟหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าทหารดับเพลิง พากันวิ่งเข้าไปพร้อมกับถังน้ำ เชือก บันไดไม้และขวาน
“พวกเจ้าหาน้ำไปดับไฟ เสี่ยวซู่ไปสอบถามดูข้างในออกมากันหรือยัง อาหลี่ไปดูรอบๆมีเชื้อเพลิงอีกไหมถ้ามีรีบพาคนไปกำจัดออกไปอย่าให้ติดไฟเพิ่มอย่าให้ลุกลามไปหลังที่อยู่ถัดไป เร็วๆ พวกเจ้าขยับตัวไวๆเข้า ดูลมด้วยอย่าวิ่งเข้าไปใต้ลมควันกับความร้อนอันตราย หลีกๆ หลีกไปหลบๆ หน่วยดับเพลิงนครบาลจะทำการดับเพลิง ชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องถอยห่างออกไป”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่หันไปมองกลุ่มทหารตามเสียงออกคำสั่งที่กระชับเสียงดังของชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินแดงที่ยืนโบกมือสั่งการทหารที่อยู่ในบังคับการด้านหลังเมื่อได้รับคำสั่งที่ชัดเจนต่างก็แยกย้ายไปทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ตัวชายหนุ่มเองก็วิ่งเข้าไปอยู่ด้านหน้าบ้านหลังที่ไฟกำลังลุกช่วยยกสิ่งของ ประคองคนเจ็บแบกคนชราเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นควันเขม่ามีรอยไฟไหม้เป็นจุดๆบนชุดตามใบหน้าและมือมองไม่เห็นร่องรอยความสะอาดสะอานบนร่างกายสักนิดเช่นเดียวกับทหารที่วิ่งมาช่วยดับไฟ ทั้งยังค่อยกำชับให้ทหารทำตามขั้นตอน
“หัวหน้า ข้างในยังมีคนติดอยู่น่าจะเด็กขอรับ”
“บ้าฉิบ ถอยไป”
ชายหนุ่มที่มองดูร่างกายเล็กกว่านายทหารคนอื่นเล็กน้อยสบถออกมาก่อนจะหันไปคว้าถังน้ำจากในมือชาวบ้านที่วิ่งมากำลังจะเข้าไปสาดเพื่อช่วยดับเพลิง ยกขึ้นเหนือศรีษะคว่ำให้น้ำน้ำไหลเปียกทั่วตัวเอาผ้าคลุมที่ถอดออกกองไว้ขึ้นมาชุบน้ำจนเปียกโชกก่อนจะวิ่งกระโจนเข้าประตูบ้านเข้าไปท่ามกลางแสงไฟที่สว่างร้อนแรง ชาวบ้านต่างมองและส่งเสียงด้วยความตกใจ
ทหารและชาวบ้านยังคงใช้น้ำพยายามดับไฟต่อไป กลุ่มควันลอยท่วมฟ้าเสียงไม้ประทุดังต่อเนื่องมีเสียงของหนักแตกหักตกหล่นร่วงลงพื้นเป็นระยะๆ แทรกด้วยเสียงร้องของชาวบ้านที่ชี้มือชี้ไม้พูดจา บ่อน้ำในบ่อใกล้เคียงถูกสาวขึ้นมาเทใส่ถังส่งต่อเป็นทอดๆ ใช้ดับเพลิงที่ไม่มีทีท่าว่าจะดับลงแม้แต่น้อย ทหารรักษาเมืองเป็นอีกกองที่ถูกสั่งให้มาช่วยแม้จะมาที่หลังแต่ก็พยายามช่วยชาวบ้านเด็กเล็กคนชราและการย้ายของออกไปในที่ปลอดภัยที่ห่างออกไปเรียกได้ว่าอำนวยความสะดวกให้พื้นที่มีมากยิ่งขึ้น
หลังจากที่ชายหนุ่มวิ่งฝ่าเข้าไปใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อชาวบ้านก็ได้เห็นเงาร่างที่พุ่งออกมาจากประตูบ้านก่อนที่เสาเรือนจะล้มลงหลังคาทรุดลงมากองท่ามกลางเปลวไฟและเขม่าควัน
“เสี่ยวเจี๋ย เจ้าเป็นยังไงบ้างลูกแม่ เสี่ยวเจี๋ยเจ้าตอบแม่สิ”
สตรีร่างท้วมวัยกลางคนวิ่งถลาเข้าเขย่าตัวเด็กชายที่อยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มที่ถูกห่มคลุมมิดด้วยผ้าคลุมที่ยามนี้แห้งสนิทมีรอยไฟไหม้ที่ชายหลายจุด ก่อนที่ชายหนุ่มจะค่อยๆ วางเด็กชายลงนั่งกลับพื้น
“ฮูหยิน ท่านให้คนมาช่วยอุ้มเด็กคนนี้ออกไปในบริเวณที่ปลอดภัยจะดีกว่า เด็กไม่น่าจะเป็นอะไรมากนอกจากสำลักควันเท่านั้น”
“ขอบคุณใต้เท้าที่ช่วยบุตรชายของข้า อาเหว่ยเจ้ามาอุ้มคุณชายไปจากที่ตรงนี้ เร็วเข้า”
เมื่อนางสั่งคนใช้ที่ยืนรอห่างไปไม่ไกลนัก ก่อนจะหันหน้ากลับมาขอบคุณชายหนุ่มด้วยความนอบน้อมจากนั้นก็วิ่งตามเด็กชายที่หมดสติในอ้อมแขนคนใช้ที่วิ่งออกไปอย่างไว
ชาวบ้านที่ช่วยกันตักน้ำ กลุ่มชาวบ้านที่ยืนดูห่างออกไปต่างมีสีหน้าชื่นชมยินดีที่ชายหนุ่มเสี่ยงอันตรายเข้าไปช่วยเหลือเด็กชายจากกองเพลิงได้อย่างปลอดภัย ในสายตาของชาวบ้านที่เดือนร้อนคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือย่อมได้รับความชื่นชม เด็กสาวและสตรีในวัยที่ต้องออกเรือนต่างมองดูด้วยสายตามุ่งหวังเขาดูโดดเด่นด้วยรูปร่างหน้าตาและความกล้าหาญพูดได้ว่าดูเด่นดูเท่ห์มากยามที่เขาตะโกนสั่งงาน ต่างซุบซิบกันถึงชื่อเสียง ตำแหน่ง หน้าตาฐานะตามแต่จะสนใจ
เมื่อเวลาผ่านไปอีกราวหนึ่งชั่วยามไฟก็ดับลงเหลือเพียงกลุ่มควันเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไป ชายหนุ่มสั่งให้ทหารอยู่เฝ้าดูว่าจะมีไฟไหม้ขึ้นมาอีกหรือไม่ ส่วนตัวเขานำทหารที่เหนื่อยล้าและแลดูสกปรกขนเครื่องมือเดินกลับไปยังที่ทำการหน่วยดับเพลิงนครบาลที่ตั้งอยู่ห่างจากกำแพงเมืองด้านใต้เพียงห้าลี้เท่านั้น
หลังดับไฟก็เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่นที่เข้ามารับดูแลชาวบ้านและพื้นที่ นี่เป็นเรื่องปกติชายหนุ่มและลูกน้อยก็กลับไปพักผ่อนก่อนจะกลับมาตรวจสอบเครื่องมือว่าชำรุดเสียหายเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็เข้าสู่สภาวะประจำวันออกกำลังกายและฝึกฝนร่างกายให้พร้อมที่จะออกไปช่วยเหลือชาวบ้านได้ตลอดเวลา
“พวกเจ้ามีใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ใครบาดเจ็บเลิกแถวแล้วรีบไปทำแผลให้เรียบร้อย”
“มีเสี่ยวอี้ เสี่ยวหาน และต้าฉง สามคนขอรับถูกไม้ตกกระแทกไหล่ แผลไฟไหม้ขอรับ”
“พวกเจ้าสามคนแยกออกไปเลย คนอื่นมีบาดเจ็บอีกไหมถ้าไม่มีวันนี้ใครอยู่เวรเฝ้าระวังเหตุการณ์ให้อยู่ปกติ ที่เหลือไปพักผ่อนได้”
“หัวหน้าท่านก็กลับไปพักผ่อนเถอะขอรับวันนี้ท่านเหนื่อยไม่น้อย ไม่ต้องอยู่ที่นี่หรอกขอรับหากมีเรื่องท่านค่อยมา”
“นั่นสิ”
เสียงทหารที่ยืนในแถวสนับสนุนให้เขากลับไปพัก (เรือนของเขาอยู่ด้านหลังที่ทำการหน่วยดับเพลิงแห่งนี้ห่างไปเพียงซอยเดียวเท่านั้น) ชายหนุ่มมองหน้าทหารในแถวก่อนจะพยักหน้าตอบรับตอนนี้เขาเองก็อยากกลับไปทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนชุดเช่นกัน ก่อนจะสั่งให้แยกย้ายกันไปก่อนกลับก็เดินเข้าไปเขียนบันทึกรายงานทิ้งไว้ก่อนออกประตูด้านข้าง
