ตอนที่ 5 งานสุดท้ายก่อนถูกโยกย้าย
บ้านหลังน้อยของสองพี่น้องสวี ยามนี้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวากว่าปกติเพราะผลการสอบระดับเคอจวี่ปีนี้มีชื่อของสวีฟู่อันผู้เป็นพี่ชายสอบผ่านและอยู่อันดับสามในบ้านที่มีกันเพียงสี่คนรวมป้าฉินที่ทำครัวและลุงสุยที่ดูแลเรื่องทั่วไป ตอนนี้ทั้งหมดนั่งรวมโต๊ะฉลองการสอบผ่านกันอย่างมีความสุขซึ่งยามปกติทั้งป้าฉินและลุงสุยจะไม่ยินยอมมานั่งร่วมโต๊ะทานอาหารด้วยเช่นนี้แน่นอน
“ยินดีกับพี่ใหญ่”
“ยินดีกับคุณชายใหญ่ขอรับ/เจ้าค่ะ”
“ขอบคุณทุกคนมาก ที่ผ่านมาลำบากพวกเจ้าทุกคนแล้วจากนี้ไปขอให้ทุกวันเป็นวันที่ดียิ่งๆขึ้นไป”
“ข้ายังต้องทำงานในวันพรุ่งนี้ คงต้องใช้น้ำชาคาระวะพี่ใหญ่”
“หลงเอ๋อร์ จากนี้ไปพี่ใหญ่จะพยายามให้มากยิ่งขึ้นเจ้าจะได้ไม่ลำบากเช่นทุกวันนี้”
“ขอบคุณพี่ใหญ่ แต่ความจริงข้าไม่ได้ลำบากสักนิด ท่านวางใจได้”
“มาๆ วันนี้พวกเราฉลองกันให้เต็มที่”
“เงี๊ยว”
“อ่ะ เจ้าก็อยากร่วมฉลองด้วยสินะมานั่งตักข้านี่มา”
“จะว่าไปแมวของเจ้าลายแปลกมาก ข้าไม่เคยเห็นลายเช่นนี้มาก่อน”
“จริงด้วยเจ้าค่ะคุณชายใหญ่ ลายเหมือนเสือในป่ามากกว่าแมวในเรือนนะเจ้าคะ”
“ลายเสือสิดีจะได้ดุ จับหนูได้เยอะๆ จริงไหมเสี่ยวฝู่”
สวีหวินหลง อุ้มเจ้าเสี่ยวฝู่ที่ผ่านการอาบน้ำอย่างดี เนื้อตัวสะอาดสะอ้านลวดลายบนตัวยิ่งเห็นได้ชัดเจน สีขาวลายน้ำตาลจางๆ พาดทั่วลำตัวขนสั้นๆฟู่ฟอง สองสามวันที่ผ่านมาได้กินอาหารสมบูรณ์ทุกมื้อ แต่ละคนเอ็นดูความน่ารักและขี้อ้อนของมันมักจะกลัวว่ามันจะหิวค่อยเทนมหรือไม่ก็เนื้อไก่สุกให้มันกินเวลาที่นางไม่อยู่เสมอ ตอนนี้นางรู้สึกว่ามันหนักขึ้นเล็กน้อย
นางอุ้มมันวางไว้บนเก้าอี้ด้านข้างก่อนที่จะฉีกเนื้อที่ย่างเกือบสุกเป็นชิ้นเล็กๆ วางไว้ด้านหน้าให้มันกินอย่างเอร็ดอร่อย แล้วค่อยเริ่มใช้ตะเกียบคีบอาหารเริ่มลงมือทานตามคนอื่น
ในสายตาของพี่ชายเช่นสวีฟู่อัน วันนี้เป็นวันที่ดูแปลกประหลาดที่ได้เห็นสวีหวินหลงกลับมาถึงเรือนก่อนที่ตะวันจะตกดิน ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเดินออกมาดูน้องสาวเพียงคนเดียวที่แบกรับหน้าที่ทุกอย่างประคับประคองบ้านของพวกเขาส่วนตนเองเป็นเพียงคนเกือบไร้ประโยชน์ในช่วงเวลาสองสามปีที่ผ่านมา
เขายิ้มบางๆ เดินช้าๆ เข้าไปหาน้องชายหรือน้องสาวกันแน่นะ พอลองนึกย้อนดูนานจนจำไม่ได้แล้วที่ไม่เคยเห็นน้องสาวของตนแต่งกายด้วยชุดสตรี ทำเอาเขาเหม่อลอยไปชั่วขณะ
“ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ไม่ต้องทำงานหรือ ข้าไม่เคยเห็นเจ้ากลับมาที่เรือนในยามนี้มาก่อน”
“ข้าถูกหัวหน้าไล่ให้กลับมาพักนะสิ”
“อย่างเจ้านี่นะ หัวหน้าถึงกับใจดีให้กลับบ้านมาพักได้ด้วย น่าประหลาดใจ”
“ทำไมน่ะหรือ ก็ข้าถูกสั่งให้ย้ายไปทำงานยังกองโยธาธิการของกองทัพนะสิท่านพี่”
“เจ้าจะต้องไปทำงานในกองทัพ เช่นนั้นจะยุ่งยากสำหรับเจ้าหรือไม่ หรือว่าจะลาออกดี”
นางรู้ความหมายในคำพูดของพี่ชายเป็นอย่างดี เขากำลังกังวลกับความเป็นสตรีของตนที่ต้องเข้าไปทำงานท่ามกลางบุรุษที่ไร้ความสุภาพในกองทัพ นางรู้สึกอบอุ่นภายในอกข้างซ้ายนี่คือครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่รักและห่วงใย นางไม่อยากให้เขาต้องรู้สึกเช่นนั้นจึงยิ้มออกมา
“เหตุใดข้าต้องลาออก แค่ย้ายที่ทำงาน ที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอันใดนี่ท่านพี่”
“หลงเอ๋อร์ ท่ามกลางบุรุษมากมายเจ้าเป็นสตรีแม้จะแต่งเป็นบุรุษอาจมีปัญหามากมาย กองทัพแตกต่างจากหน่วยงานอื่นนะพวกเขาไม่ยินดีให้สตรีเข้าไปทำงาน มันเป็นข้อห้าม"
“ข้าจะไม่ทำให้พวกเขารู้ ท่านวางใจได้”
“มันอันตรายมาก มากเกินไปข้าไม่วางใจเจ้าทำตามที่ข้าว่าลาออกเถอะ”
“ข้าจะทำ ข้าไม่หนีหรอกท่านพี่ท่านเชื่อใจข้าสิ”
น้องสาวขอความเชื่อใจเขาไม่อาจดื้อดึงให้นางเสียใจได้ ความจริงที่ผ่านมานางก็สามารถดูแลตัวเองได้เขาได้แต่ตอบตกลงตามความต้องการของนางเท่านั้น
"ได้ตามใจเจ้าแต่เจ้าต้องระวังตัวให้มาก ข้าขอเวลาเพียงสองปี จะทำให้เจ้ากลับมาใช้ชีวิตเป็นดังสตรีทั่วไป”
“ขอบคุณท่านพี่”
นานแล้วที่ท่านพี่ไม่เรียกนางว่าหลงเอ๋อร์ นานมากแล้วจริงๆ นานจนลืมเลือนชื่อแซ่เดิมไปเสียแล้วนางคิดเพียงว่าตนเองคือสวีหวินหลงจริงๆ ท่านพี่ของนางควรจะมีชีวิตที่ดีที่สุดแท้ๆ เพียงแต่เหตุการณ์ที่ผ่านมามิอาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ และมิอาจจมปลักอยู่กับความเสียใจได้ ทั้งสองต้องก้าวต่อไปข้างหน้าเท่านั้น
“การเรียนของท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
“ก็เป็นเช่นเดิม อ่าน ทำความเข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจข้าก็พัก แล้วหาเวลาไปสอบถามอาจารย์ที่สำนักศึกษา”
“น่าเสียดาย บ้านเราไม่มีเงิน ท่านจึงต้องศึกษาด้วยตนเอง ไม่มีโอกาสได้เรียนในชั้นเรียน”
“ไม่เป็นไร แค่นี้เจ้าก็ลำบากมากแล้ว”
“ท่านพี่ ข้ามีชีวิตและเติบโตมาได้เพราะสองมือของท่าน แค่นี้ไม่มีปัญหา”
“หลงเอ๋อร์ อีกไม่กี่เดือนเจ้าก็จะสิบแปดปีเต็มแล้ว ร่างกายเจ้าเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ข้าคิดว่าอีกไม่นานการปกปิดด้วยเครื่องแต่งกาย ชุดพวกนี้คงช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว ทางที่ดีลาออก แล้วใช้ชีวิตปกติเถอะ เงินแม้จะมีไม่มากแต่พออยู่พอกินแบบเรียบง่ายได้”
“ขอข้าทบทวนดูก่อน”
ปัญหาที่สวีฟู่อันเตือนไม่ใช่ว่านางไม่รู้ ตอนนี้ผ้าพันหน้าอกต้องขึงตึงและพันหลายรอบกว่าเดิม การแต่งกายก็เน้นหลวมและหลายชั้น แม้จะเคยชินแต่ก็ไม่สบายตัว หากท่านพี่สอบได้และมีตำแหน่ง นางอาจทำดังที่เขาแนะนำ เมื่อถึงเวลานั้นจะทำอะไรให้มีรายได้เข้ามานี่เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนล่วงหน้า สวีฟู่อันเห็นนางฟังแล้วคิดตามจึงปล่อยให้น้องสาวคิดด้วยตนเอง ส่วนเขาก็ต้องกลับไปนั่งอ่านตำราต่อ
ยามอิ๋น จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะระฆังเสียงเคาะเกาะไม้ดังรัว มีแสงไฟสูงท่วมฟ้าในเขตที่อยู่อาศัยของชาวบ้านย่านค้าขายของเมืองหลวง มีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ เสียงคนวิ่งหนีตายกันวุ่นวายตั้งแต่เริ่มเกิดไฟเวลาเพียงหนึ่งเค่อไฟก็ได้ลุกลามออกไปติดบ้านเรือนที่อยู่ถัดไปนับสิบหลังนับเป็นเหตุไฟไหม้ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา ควันไฟถูกลมพัดหวนไปมาตามถนนมีควันไฟที่ลอยตามลมพร้อมกับเขม่าขี้เถ้า เศษสะเก็ดไฟก็มีลอยมาด้วย
นอกเหนือจากนักดับเพลิงที่อยู่เวรในคืนนี้แล้ว ทหารจากกองทัพก็ถูกสั่งให้ออกมาช่วยเหลือดับไฟด้วยเช่นกัน คนเจ็บและชาวบ้านทั่วไปถูกเคลื่อนย้ายออกจากบริเวณนั้นไปพักยังวัดฉีต้าฟ่าที่อยู่ห่างออกไปสามลี้นับว่าปลอดภัยมีที่ให้พักและรักษาตัว
ส่วนชาวบ้านที่อยู่ละแวกถัดไปได้แต่ชะเง้อคอมองจากหน้าต่างบ้างก็ปีนขึ้นบนหลังคา บนกำแพงเรือนคอยสังเกตเปลวไฟนั้นจะมาทางเรือนของตนหรือไม่
สวีหวินหลงที่เดิมถูกสั่งย้ายแล้วมิจำเป็นจะต้องไป แต่พอได้ยินเสียงก็รีบออกมาดูพอถามได้ความว่ามีไฟไหม้ใหญ่ มีคนเจ็บมากมายด้วยความรักและเป็นห่วงเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งชาวบ้านที่เดือดร้อนก็รีบกลับเข้าห้องคว้าชุดดับเพลิงที่เคยใช้ประจำสวมใส่ก่อนจะรีบวิ่งออกไปช่วยเหลือดับเพลิง
“เจ้าก็มาด้วยหรือ”
“ขอรับ หัวหน้าให้ข้าช่วยส่วนใดขอรับ”
“เจ้าอ้อมไปด้านเหลือช่วยเหลือการดับไฟ ระวังด้วยด้านนั้นยังมีเสียงระเบิดออกมาเป็นระยะๆ”
เหวินเปียวกำลังช่วยกันดับไฟและควบคุมมิให้ลุกลามไปติดอาคารอีกหลังที่มีสิ่งของเก็บอยู่พร้อมกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ และทหารที่เข้ามาช่วยเหลือ มองเห็นสวีหวินหลงวิ่งเข้ามาช่วยก็ขมวดคิ้ว
เจ้านี่มิใช่ว่าถูกคำสั่งย้ายหรือ เหตุใดยังมาวิ่งวุ่นวายช่วยเหลือดับไฟอยู่อีก (หากเป็นคนอื่นน่าจะกำลังคร่ำครวญที่ถูกย้ายกลางอากาศเช่นนี้หรือไม่ก็ฉลองที่ได้ย้ายเสียมากกว่า)
“เป็นไงบ้างด้านนี้”
“ก็ยังพอไหว แต่ด้านในน่าจะเป็นดินประสิว ยังมีเสียงปะทุออกมาเป็นระยะๆ เจ้าดูหลังคาด้านนั้นสิเป็นรูเลยเห็นไหม นี่ก็ต้องค่อยสาดน้ำไว้ไม่ให้ลุกติดไฟ อีกอาคารที่อยู่ด้านหลังก็เป็นพวกเชือก กระดาษ ไม้ ล้วนแต่ติดไฟได้ง่ายต้องทำให้เปียกให้เย็นไว้”
“ข้าช่วย”
ปังปังปัง เสียงระเบิดจากด้านในฝั่งที่พวกเขากำลังช่วยกันสาดน้ำอยู่ จู่ๆ กำแพงด้านหลังของอาคารที่ก่อด้วยอิฐและดินเหนียวก็พังตกลงไปในน้ำ ข้าวของด้านในหล่นลงไปจำนวนมาก
“เจ้ารีบไปรายงานหัวหน้าเร็วๆ”
สวีหวินหลงวิ่งมาหากลุ่มคนด้านหน้าไปหยุดยืนอยู่ต่อหน้าจงจื่อยี่ ทั้งหน้ามีแต่คราบเขม่าดำสนิทหัวยุ่ง ไม่ได้สนใจว่ามีใครยืนอยู่บ้างรีบตะโกนบอกแข่งกับเสียงที่ดังรอบด้าน
“หัวหน้า ด้านหลังอาคารเป็นลำน้ำ กำแพงพังแล้ว มีน้ำมันบางส่วนไหลไปตามน้ำ ข้าวของลอยเกลื่อนในกล่องเหล่านั้นไม่แน่ใจว่าจะมีสิ่งที่ระเบิดได้อีกหรือไม่ขอรับ”
คนที่ยืนอยู่ทั้งกลุ่มใครเป็นใครสวีหวินหลงไม่ได้สนใจ เหตุการณ์เร่งรีบควบคุมได้อยากอยู่แล้ว เขารีบตะโกนถามต่อทันที หากมีสิ่งที่สามารถติดไฟลอยไปทางน้ำนั่นหมายความว่าบ้านเรือนที่อยู่ริมทางมีโอกาสติดไฟขึ้นจุดใดก็ได้ ยุ่งยากเกินไปแล้ว
“ทำอย่างไรดีขอรับ”
“เจ้ามีความคิดดีๆ ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ว่ามา มีวิธีการใดบ้าง”
“นี่..”
“ข้ามีวิธีขอรับแต่ต้องใช้คนมากพอ”
“ข้ามีคน”
มีเสียงแทรกขึ้น แต่นั่นตรงกับความคิดที่ต้องการใช้คนพอดีจึงไม่มองว่าใครพูด รีบบอกความคิดออกไป
“ห่างจากนี้ไปประมาณครึ่งลี้จะมีสะพานข้ามลำน้ำ จะต้องใช้คนขนดินหรือหินโยนลงน้ำและใช้ไม้กระดานด้วย ข้าขออธิบายระหว่างทางที่วิ่งไปขอรับ”
สวีหวินหลงได้รับอนุญาตจากจงจื่อยี่ที่พยักหน้าให้ก็หันหลังออกวิ่งนำไป แต่วิ่งไปได้เพียงไม่ถึงยี่สิบก้าวเอวก็ถูกแขนหนาและแข็งแกร่งยกร่างเขาลอยขึ้นเหวี่ยงให้นั่งไปบนหลังม้า คนด้านหน้าตัวหนากว่าบ่าและไหล่แข็งแกร่งกว่านาง ด้วยความเร็วของม้าสวีหวินหลงจำต้องเกาะเอวอีกฝ่ายไว้ป้องกันตนเองตกลงไป ด้านหลังมีทหารขี่ม้าตามมาอีกจำนวนมากหากถูกม้าเหยียบคงไม่ตายก็พิการแน่
เมื่อใกล้ถึงสะพาน ม้าก็หยุดทันทีทำเอาสวีหวินหลงที่เกาะไว้เพื่อป้องกันตกก็กระแทกเข้าไปกับหลังของคนข้างหน้าอย่างจัง จมูกเจ็บจนน้ำตาซึม เมื่อลงจากม้าได้นางก็รีบอธิบายเสียงดังให้กับกลุ่มทหารที่ยืนล้อมเข้ามาฟังอย่างเป็นระเบียบให้เข้าใจตรงกัน
“พวกท่านแบ่งกันเป็นสองส่วน ส่วนแรกต้องขนก้อนหินหรือดินถมลงไปข้างสะพานฝั่งนี้ ให้มากๆ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนอีกชุดต้องหาไม้ที่ยาวที่สุดเท่าที่จะหาได้ปักลงไปข้างหินที่กลุ่มแรกถมลงไปให้ไม้พิงกับราวสะพาน ทำเช่นนี้จนแน่นพอ น้ำจะถูกกักเอาไว้ชั่วคราว เราสามารถเก็บเอาสิ่งของ กล่องเหล่านั้นขึ้นมาให้ได้ก่อน จากนั้นหาวิธีเปิดออกแล้วจัดการพวกมันอีกที”
“แล้วถ้ามีรั่วไปอีกฝั่ง”
“หากรั่วไปก็คงไม่มาก เมื่อรวมกับน้ำแล้วนับว่าไม่เป็นอันตราย หากติดไฟก็ไม่รุนแรง ลงมือเถอะขอรับ”
“จัดการได้ ทำตามที่เขาบอก”
สิ้นเสียงทหารเหล่านั้นแบ่งออกเป็นสองส่วนทำตามที่นางบอกผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม สะพานก็กลายเป็นฝายน้ำ ฝั่งหนึ่งน้ำสูงมากมีคราบน้ำมันและกล่องไม้ลอยอยู่มากมาย อีกฝั่งน้ำต่ำกว่ามาก มีคราบน้ำมันไหลออกไปบ้างเล็กน้อย จากนั้นทหารก็หาไม้มาเขี่ยให้กล่องเข้าใกล้ฝั่ง
“เบาๆ มือนะขอรับ เราไม่รู้ว่าข้างในคือสิ่งใด อาจระเบิดออกมาก็ได้”
นับเวลาตั้งแต่เริ่มต้นถึงบัดนี้เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม ด้านบนฝั่งมีกองสิ่งของ และกล่องไม้วางห่างกันราวหนึ่งฉือ ในน้ำก็มีเปลวไฟลุกน้อยลงเพราะน้ำมันที่ลอยอยู่ด้านบนถูกเผาไหม้ไปเกือบหมดแล้ว สวีหวินหลงแทบจะหมดแรง ขาสั่นนิดๆ จำต้องทรุดตัวลงเช่นเดียวกับทหารหลายคนที่นั่งกระจัดกระจายอยู่ อีกสักครู่ยังต้องเดินกลับไปดูที่เกิดเหตุเสียหน่อยแล้วค่อยกลับเรือน
“เจ้ายังไม่กลับหรือ”
“ยังขอรับ ว่าจะเดินไปที่เกิดเหตุเสียหน่อย ถ้าเหตุการณ์สงบแล้วค่อยกลับเรือนขอรับ”
“ไปกับข้า”
สวีหวินหลงแหงนหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตัวเขาค่อนข้างเล็ก อีกฝ่ายสูงใหญ่เมื่อเขานั่งด้วยแล้วยิ่งมองอีกฝ่ายสูงขึ้นไปอีก อีกฝ่ายมีน้ำใจก็ไม่อยากปฏิเสธแต่ติดที่ว่าอีกฝ่ายน่าจะมีฐานะสูงดูได้จากท่าทางของทหารที่ติดตามมาด้วยทุกคนเชื่อฟังและนอบน้อมอย่างยิ่ง
“ไม่เป็นไร ข้าพอเดินไหวขอรับ ไม่รบกวนท่านจะดีกว่า”
"ข้าก็ต้องไปที่นั่นพอดี ลุกขึ้นมาหรือต้องให้ข้าดึงเจ้าขึ้นมา”
“ไม่ต้องขอรับ ข้าลุกขึ้นได้เอง”
“ไป”
ร่างสูงขึ้นม้าเรียบร้อยเอื้อมมือมาให้สวีหวินหลงจับก่อนจะดึงแทบจะยกร่างทั้งร่างขึ้นมาซ้อนอยู่ด้านหลัง กระตุกบังเหียนให้ม้าออกวิ่งไปทันทีที่นางกำชายเสื้อเขาเอาไว้
ทหารมองตามหลังคนบนม้าไปด้วยสายตางุนงง นี่พวกเขาตาฝาดไปหรือไม่
“ข้าตาฝาดไปหรือเปล่า”
“ข้าก็เห็น หรือพวกเราจะทำงานมากเกินไป”
“มัวคุยอะไรกัน ยังไม่รีบตามไปอีกอยากโดนกันหรือไง”
“ขอรับ”
จะไม่ให้สงสัยว่าพวกตนทำงานจนตาลายได้อย่างไร รอบกายของเจ้านายตนไม่เคยมีผู้ใดวนเวียนชิดใกล้ด้วยเกรงกลัวในรังสีความเย็นชาและโดดเดี่ยวที่แผ่ออกมาอย่างดุดัน แม้แต่สหายสนิทยังยืนห่างราวสองฉือทุกครา
หลังเพลิงสงบลง ต้นเหตุคือโรงงานทำธูปเกิดเพลิงไหม้ มีดินประสิว มีน้ำมัน ในเวลานั้นเป็นช่วงที่คนงานกลับบ้านหมดแล้ว คาดว่าคงมีคนจุดเทียนทิ้งเอาไว้ก่อนกลับจึงทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้น
เหตุการณ์สงบลงเกือบสว่างแล้วร่างของสวีหวินหลงเมื่อกลับถึงเรือนล้มลงนอนบนเตียงทั้งสภาพที่สกปรกหลับไปโดยไม่รับรู้กับสิ่งรอบข้าง ตะวันขึ้นเกือบเที่ยงแล้วในห้องยังไม่มีเสียงขยับเขยื้อน สวีฟู่อันเดินมาเคาะเบาๆ ที่บานประตู
“หลงเอ๋อร์ เจ้าตื่นหรือยัง”
ด้านในมีเสียงเบาๆ คล้ายกับผ้าห่มเปิดแล้วร่วงลงพื้น ตามมาด้วยเสียงคนขยับตัว
“ข้าตื่นแล้วท่านพี่ ยามใดแล้ว ข้าตื่นสายวันนี้ต้องไปรายงานตัวด้วย ตายแน่”
“อีกสักสองเค่อก็จะเที่ยงพอดี เจ้าไม่ต้องรีบข้ามาบอกเจ้าพอดี เมื่อครู่มีทหารมาบอกว่าวันนี้เจ้ายังไม่ต้องไปรายงานตัวให้ไปวันพรุ่งนี้ แต่ให้ไปที่สำนักตรวจสอบแทน เจ้าไปถูกหรือไม่”
“จริงหรือท่านพี่ เช่นนั้นก็ดี ข้าเหนื่อยมากเมื่อยไปหมดทั้งตัว”
ประตูเปิดแง้มให้เขามองเห็นสภาพน้องสาวที่อยู่ในชุดดับเพลิงที่ออกไปเมื่อตอนเกิดเพลิงไหม้ ทั้งสกปรกทั้งเหม็นไหม้ ผมยุ่งกระเซอะกระเซิง หากชายหนุ่มคนใดได้เห็นนางในสภาพนี้เข้าคิดว่าชาตินี้คงหมดโอกาสแต่งงานเป็นแน่
“เจ้านอนโดยไม่อาบน้ำอีกแล้วหรือ รีบกลับเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดีก่อน แล้วค่อยออกมาทานข้าว ข้าจะรอ”
“ได้ๆ ท่านพี่ รอสักครู่”
“ข้าไม่หิว ไม่ต้องรีบ”
เวลาผ่านไปอีกสองเค่อ เขาก็ได้เห็นน้องสาวที่รวบผมม้ารัดด้วยผ้าสีดำเช่นชายหนุ่มทั่วไป สวมชุดสีน้ำเงินเข้มสวมรองเท้าสีดำเดินเข้ามานั่งลงฝั่งตรงข้าม ใบหน้าที่เคยเรียบเนียนยามนี้มีรอยสีแดงช้ำที่หางคิ้วแม้เลือดจะไม่ไหลแล้วแต่ก็มองได้ว่าคงถูกสิ่งใดบาดเข้าเมื่อคืนและยังมิได้ทำแผลทำให้เขารู้สึกอยากตีน้องของตนสักที หากเป็นสตรีเรือนอื่นใบหน้ามีแผลเพียงเล็กน้อยก็โวยวายจะเป็นจะตาย แต่น้องของตนกลับละเลยไม่สนใจแม้แต่จะใส่ยารักษาบาดแผล ทำให้เขารู้สึกผิดต่อนางเสียเหลือเกิน
