ตอนที่ 2 : บารอนโดนมาเฟียพาล
ศิลากรเดโช กรุ๊ป
ภายในห้องทำงานที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นทันสมัย เน้นโทนสีเทา ดำ และวัสดุประเภทปูนเปลือยกับกระจกใสขนาดยักษ์ที่มองออกไปเห็นวิวระฟ้าของกรุงเทพฯ บรรยากาศภายในกลับหนาวเยือกยิ่งกว่าขั้วโลกเหนือ เวทิศ ศิลากรเดโช หรือ เวย์ มาเฟียหนุ่มผู้กุมบังเหียนธุรกิจนำเข้ารถหรูหมื่นล้าน นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวยาวเพียงลำพัง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับงานประติมากรรมชั้นเลิศแต่นิ่งสนิทราวกับไร้ความรู้สึก แววตาคมกริบคู่นั้นเย็นชาดุจน้ำแข็งใต้สมุทรที่ไม่มีใครกล้าหยั่งถึง
เขากำลังใช้สมาธิอยู่กับเอกสารการประมูลรถสปอร์ตคอลเลกชันล่าสุดจากยุโรป ทว่าเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือส่วนตัวที่วางอยู่บนโต๊ะกลับดังขึ้นขัดจังหวะ แสงสว่างจากหน้าจอโชว์ชื่อ 'คุณปู่ยอด' ซึ่งปกติท่านจะไม่โทรหาเขาในเวลาทำงานนอกจากมีเรื่องด่วนจริง ๆ เวทิศกดรับสายพลางขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ความกังวลสายหนึ่งพาดผ่านดวงตา
"ครับคุณปู่ วันนี้ลมอะไรพัด..."
เขายังพูดไม่ทันจบประโยค ปลายสายกลับไม่ใช่เสียงทุ้มแหบพร่าที่คุ้นเคย แต่เป็นเสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยความเดือดดาลจนปรอทแทบแตก
"สวัสดีค่ะ คือคุณปู่" เมโลดี้ยังพูดไม่ทันจบ
"นี่คุณเอาโทรศัพท์ปู่ผมมาได้ยังไง ขโมยมางั้นเหรอ" เวทิศถามกลับเสียงต่ำพลางกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียมในใจ คิดว่าคงมีมิจฉาชีพดวงกุดมาลองดีกับตระกูลศิลากรเดโชเข้าให้แล้ว คนปลายสายกลับไม่ได้สะทกสะท้าน แถมยังตวาดแหวกลับมาจนเขาต้องชะงัก
"ฟังนะ ไอ้คนใจร้ายที่ปล่อยให้คนแก่ไปเดินห้างคนเดียวจนช็อก"
เสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยความเดือดดาลตวาดแหวเข้ามาในสายทันทีที่เขากดรับ เวทิศชะงักไปครู่หนึ่งดวงตาคมกริบฉายแววฉงน นี่ไม่ใช่เสียงคุณปู่ของเขาแน่ ๆ และที่สำคัญ... ไม่มีใครในโลกนี้กล้าเรียกเขาด้วยน้ำเสียงจิกหัวขนาดนี้มาก่อน
"นั่นใคร"
"แล้วคุณเอาโทรศัพท์ปู่ผมไปได้ยังไง" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจนคนฟังน่าจะสั่นสะท้าน
"ฉันชื่อ เมโลดี้ "
"และที่เอาโทรศัพท์เครื่องนี้มาโทรได้ก็เพราะเจ้าของเครื่องเขาล้มพับหายใจไม่ออกอยู่ตรงหน้าฉันไง"
"คุณปู่ของคุณท่านอาการหอบกำเริบ ตอนนี้ฉันกำลังนำท่านส่งโรงพยาบาลศิลากรเมดิคอลแล้ว"
"ถ้าคุณยังมีความเป็นคนหรือเป็นหลานที่เหลือยางอายอยู่บ้าง ก็รีบตามมาที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้"
"นี่คุณ..."
"ไม่ต้องมานี่คุณ"
"ไม่ต้องสงสัยว่าฉันเป็นมิจฉาชีพหรอกนะ"
"เพราะถ้าฉันจะโกงจริง ๆ "
"ฉันคงปล่อยให้ปู่คุณขาดใจตายแล้วฉกนาฬิกาเรือนละหลายล้านของท่านหนีไปแล้ว"
"ไม่มานั่งเสียค่าแท็กซี่พาท่านส่งโรงพยาบาลแบบนี้หรอก... รีบมาเลยนะ"
"ก่อนที่ฉันจะทิ้งท่านไว้กับพยาบาลแล้วกลับไปนอน"
ตึ๊ด!
สายถูกตัดไปทันที ทิ้งให้มาเฟียหนุ่มอย่างเวทิศนั่งกำโทรศัพท์แน่นจนมือสั่น ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้แดงก่ำด้วยความโกรธจัดผสมกับความช็อก บารอน ที่นอนอยู่ใต้โต๊ะสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา มันลุกขึ้นยืนแยกเขี้ยวแล้วส่งเสียงขู่คำรามแผ่วในลำคอ ราวกับพร้อมจะไปขย้ำผู้หญิงที่บังอาจตัดสายเจ้านายของมัน สายตาพอ ๆ กันกับเจ้านายไม่มีผิด บารอนเองที่กำลังจำชื่อคนที่นายเอ่ยเรียก
"เมโลดี้งั้นเหรอ..." เวทิศพึมพำชื่อนั้นออกมาเหมือนเป็นคำสาปแช่ง
"กล้าดีนักนะที่มาสั่งมาเฟียอย่างฉัน แถมยังด่าฉันต่อหน้าบารอนอีก มันน่านัก"
เขาสบถออกมาอย่างเหลืออด พลางตวัดสายตาไปมอง บารอน ที่นั่งจ้องเขาอยู่ข้างโต๊ะทำงาน ทว่าแทนที่มันจะส่งเสียงขู่สำทับเพื่อเอาใจเจ้านายเหมือนทุกที เจ้าฮัสกี้ตัวยักษ์กลับเอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียง
"อุ๋ง... อู้วววว" ยาวๆ ออกมาคล้ายการเถียงกลับ แถมยังสะบัดหน้าหนีราวกับจะบอกว่า 'ก็จริงของเขาที่ว่าคุณน่ะใจร้าย'
"นี่แกเถียงฉันเหรอบารอน เข้าข้างยัยนั่นตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าเนี่ยนะ" เวทิศแยกเขี้ยวใส่หมาตัวเองด้วยความหมั่นไส้ พาลใส่บารอน
เขาลุกขึ้นพรวดพราดจนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ไถลไปด้านหลัง คว้าเสื้อสูทสีเข้มมาสวมด้วยความรวดเร็วและดุดันจนกระดุมแทบหลุด
"บารอนแกอยู่เฝ้าห้อง ใครเข้ามาขย้ำมันซะอย่าให้เสียชื่อหมามาเฟีย" เวทิศหันไปสั่งเสียงเฉียบขาดขณะก้าวฉับ ๆ ไปที่ประตู
"ฉันจะไปดูหน้ายัยตัวดีที่บังอาจเรียกฉันว่าคนใจร้ายสักหน่อย"
"อยากรู้นักว่าเก่งมาจากไหนถึงกล้าตัดสายใส่ เวทิศ ศิลากรเดโช"
บารอนไม่ได้เดินตามไปส่งที่ประตูอย่างที่เคยทำ แต่มันกลับกระโดดขึ้นไปนอนแผ่หลาบนโซฟาหนังราคาแพงพลางหาวฟอดใหญ่ ทิ้งให้เจ้านายหนุ่มบึ่งรถออกไปเผชิญหน้ากับ 'พายุเมโลดี้' เพียงลำพังด้วยอารมณ์ที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
