บทที่ 7
“แม่กูหาเมียให้”
“แล้วยังไงวะ ทำอย่างกับไม่เคยไม่เคยเข้าพิธีดูตัวของแม่มึงไปได้” ฐานัสขมวดคิ้วมองคนที่ทำหน้าซังกะตาย “เฮ้ยๆ อย่าบอกนะว่าครั้งนี้มึงยอมแม่มึงอะ”
เขาไม่อยากจะเชื่อ ว่าสนฉัตร เด็กหนุ่มที่ชอบแหกคอกเสมอจะยอมให้จับคลุมถุงชนได้ น่ากลัวว่าจะแหกถุงขาดยับเยินเสียหมดน่ะสิ
สนฉัตรยักไหล่ เขาไม่ได้ยีหระกับสิ่งที่จะพูดต่อมาเท่าไรนัก “ยังไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นแหละ ปวดสมองขี้เกียจคิด”
“เอ้า แล้วเมื่อไรมึงจะคิด หรือต้องรอให้เข้าหอก่อนวะ”
“ไม่ใช่กูไม่คิดเสียทีเดียวนะโว้ย แต่กูคิดไม่ออกไง หัวจะระเบิดอยู่แล้วเนี่ย” เขาบอกอย่างเซ้งๆ รับแก้วเหล้าที่ปีติกรรินคืนมาให้กระดกครั้งเดียวหมดพรวดไปครึ่งแก้ว
“พวกมึงรู้ไหม ว่าครั้งนี้แม่กูเขาจริงจังมาก ถึงขนาดเอาสมบัติมาเดิมพันว่าถ้ากูไม่ยอมแต่งงานกับเจ้าหล่อน ก็จะไล่กูออกจากบ้าน ไม่ให้เงินกูแม้แต่แดงเดียว”
สามหนุ่มมองสบตากัน ฐานัสกระแอมในคอเล็กน้อยก่อนถาม “มึงก็เลยคิดว่าจะยอมออกจากบ้าน มาพิสูจน์ตัวเอง ยืนยันในรักแท้ของมึงใช่ไหม”
“มึงจะบ้าหรือไอ้ฐา กูยังไม่อยากไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้านะโว้ย”
คนที่โตเป็นควายแล้วอย่างสนฉัตรคงไม่มีสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ไหนรับไว้เป็นภาระแน่ๆ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นร้านอาบอบนวดละก็ไม่แน่
“แล้วผู้หญิงเป็นใครวะ ทำไมแม่มึงต้องอยากได้มาเป็นสะใภ้ขนาดนั้นด้วย เป็นมหาเศรษฐี หรือว่าสืบเชื้อสายผู้ดีเก่ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาหรือไง”
“ลูกสาวชาวสวนเพื่อนรักของแม่กูเองแหละ”
ปีติกรวางแก้วเปล่าลงกับโต๊ะ คิ้วเรียวเลิกสูง เขามองหน้าเพื่อนสนิทที่ค่อนข้างจะอมทุกข์แล้วก็สงสาร จนไม่อยากให้มันเครียดเกินไปนัก
“ว่าแต่น้องหน้าตาเป็นยังไงสวยหรือเปล่า ถ้าสวยเดี๋ยวกูทำหน้าที่สามีแทนมึงก็ได้นะ”
“เอาสิถ้าอยากได้กูยกให้ เดี๋ยวซื้อข้าวสารแถมให้มึงอีกถังเลยไอ้ปี” เขาบอก ถามว่าสวยไหมอันที่จริงเขาก็จำหน้าของมัตติกาในวัยเด็กได้ดีเลยล่ะ และก็ไม่คิดด้วยว่ายัยก้อนกลมนั่นโตขึ้นมาแล้วจะสวยหยาดฟ้ามาดินอย่างที่มารดาโฆษณาแน่ๆ แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่พวกที่ชอบบูลลี่หน้าตาของผู้หญิง จะติดก็ตรงที่ไม่ได้รักไม่ชอบกันนั่นแหละ แล้วไหนจะเรื่องนิสัยใจคออีก ทัศนคติ หรือแม้แต่การดำเนินชีวิต ที่เขาไม่รู้อะไรเลย แล้วอย่างนี้มันจะรอดไหมล่ะ
“เฮ้ย! น้องเขาดูไม่ได้ขนาดนั้นเลยหรือวะ”
“ไม่รู้สิ กูก็ยังไม่เคยเห็นเหมือนกัน”
“อ้าว!” สามเสียงประสานพร้อมกัน สามหนุ่มมองตากันเลิกลัก
“ยังไงของมึงเนี่ยไอ้สน อมพะนำอยู่ได้เล่าๆ มาให้หมด”
“ก็เขาเป็นลูกสาวของเพื่อนแม่กูไง กูก็เคยเจอ แต่ก็นานมากแล้วตั้งแต่ก่อนกูไปเรียนต่อโน้นแหละ แล้วเมื่อวานเขาก็แวะไปหากันมา ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนกลับมาจะให้กูแต่งงานลูกเดียว แล้วยังบอกอีกนะว่าหนูดินเรียบร้อยอ่อนหวาน น่ารักอย่างนู้นอย่างนี้ แล้วยังบอกว่าให้กูคบหากับเจนต่อไปได้ แต่ไม่ให้แต่งงานกัน พอกูไม่ยอมก็จะไล่กูออกจากบ้านเฉยเลย เซ็งชิบฯ”
“ชื่อดินหรอวะ” ฐานัสย้อนถามขึ้น หัวคิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นึกไปถึงรุ่นน้องที่ทำงานกับเขามาปีเศษแล้ว ไม่น่าใช่ เพราะถ้าคุณสมบัติคือเรียบร้อยอ่อนหวาน มัตติกาก็ดูจะห่างไกลจากคำนั้นอยู่มากโขทีเดียว
“ทำไมมึงรู้จักหรือไอ้ฐา” ไตรทศถาม และเรียกสายตาสนใจจากสนฉัตรและปีติกรได้ ฐานัสป่ายมือปฏิเสธ
“เปล่าๆ แค่ชื่อเหมือนรุ่นน้องกู”
“ผู้หญิงอะไรวะชื่อดิน และยังอุตส่าห์มีคนชื่อเหมือนกันอีก” ปีติกรเปรยอย่างที่คิด และคำเปรยนั้นก็สะดุดใจสนฉัตรอย่างจัง ใช่สิ จะมีผู้หญิงสักกี่คนบนโลกใบนี้ชื่อ ‘ดิน’ กันล่ะ
“รุ่นน้องมึงชื่อจริงว่าอะไรวะ”
ยังไม่ทันที่ฐากรจะได้ตอบ ร่างอวบกลมกลึงเนื้อแน่น ก็ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมกับที่เจ้าหล่อนพาร่างมาโถมกอดปีติกรจนแทบจะเอนทั้งตัวไปบนโซฟา อีกสามชีวิตที่เหลือมองอย่างเคยชิน ไม่ใช่สิ เฉยชาเสียมากกว่า
“พี่ปี มาไม่บอกเหมียวเลยนะคะ เหมียวคิดถึ้งคิดถึง” ลิปสติกสีแดงสดบนแก้มเป็นสัญลักษณ์ที่ยืนยันว่าน้องเหมียวนั้นคิดถึงปีติกรมากแค่ไหน
“พี่ปีก็คิดถึงน้องเหมียวค่ะ แต่ว่าตอนนี้น้องเหมียวลุกก่อนดีกว่าเนอะ” เขาพยายามแกะมืออันเหนียวหนืดที่คล้องอยู่บนคอออก นี่มันน้องเหมียวหรือน้องหมีกริซลีวะ ตัวหนักชิบ
เหมียวยอมคลายมือออกด้วยสีหน้ากระเง้ากระงอดเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเห็นเฝือกที่พันไว้บนข้อขาของปีติกร “ตายแล้วพี่ปีไปโดนอะไรมาคะเนี่ย”
ปีติกรทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซ้ำสายตาเขายังมองน้องเหมียวอย่างหวาดระแวงไปด้วยอีกต่างหาก ผู้หญิงสมัยนี้เห็นสวยๆ ละก็น่ากลัวทุกราย “อุบัติเหตุนิดหน่อยจ้ะ”
“โถน่าสงสารจังเลย เจ็บมากไหมคะ” มือนุ่มนิ่มกลายเป็นปูไต่เลื้อยไปตามต้นแขนแข็งแกร่งและต่ำลงเรื่อยๆ ใกล้จุดหวาดเสียวด้วยสายตาหยาดเยิ้มมองสื่อความหมาย “คืนนี้ให้น้องเหมียวไปช่วยรักษาขาให้ไหมคะพี่ปี”
ปีติกรยิ้มแหย ขนลุกชัน ยอมรับเลยว่าเขาเป็นพวกตาขาวเยอะกว่าตาดำ ความกลัวมันฝังใจจริงๆ อย่างน้อยถ้าคิดจะหิ้วใครไปสักคนช่วงนี้ก็ขอสืบประวัติหน่อยเถอะ ไม่ไหวหวั่นเจ็บตัวไม่พอยังน่ากลัวว่าข่าวหลุดออกไปอีก
“เออ คือวันนี้พี่ค่อยไม่สะดวกเลยค่ะ พี่คุยเรื่องงานกับเพื่อนๆ อยู่ น้องเหมียวไปสนุกกับเพื่อนๆ ก่อนนะคะ”
“แต่เหมียวอยากคุยกับพี่ปีนี่คะ”
“พี่ไม่สะดวกจริงๆ ค่ะ เอาไว้เดี๋ยวพี่โทรหานะ...นะคะคนดี”
สาวร่างอวบอิ่มที่หน้าเริ่มบึ้งตึงขึ้น แน่ล่ะ ถ้าเธอลุกออกไปโดยไม่มีผู้ชายติดมือ มันหมายความถึงคำทับถมของเพื่อนที่พร้อมจะเหยียบย่ำ อย่างนั้นสายตาจึงเหล่ไปยังอีกสามหนุ่มที่เหลือ แต่พวกเขาก็พร้อมใจกันที่จะทำเป็นมองไม่เห็น
หึย! ขัดใจชะมัด ผู้ชายแท้ๆ นั้นก็ว่าหายากแล้วซ้ำยังต้องมาถูกเมินใส่อีก ไอ้ซิลิโคนราคาเกินครึ่งแสนที่เสริมอยู่ในอกมันไม่ได้ช่วยอะไรเลยใช่ไหม
“นะคะน้องเหมียว ไปเล่นกับเพื่อนๆ ก่อนนะ เดี๋ยวถ้าพี่ว่างเมื่อไรจะโทรหานะคะ” ปีติกรลูบแขนบอก และนั่นก็ทำให้สาวสวยยอมล่าถอยกระฟัดกระเฟียดเดินออกไป
คนขาเป๋ของกลุ่มถึงกับผ่อนลมหายใจโล่งอก ปีติกรทิ้งตัวพิงกับพนักโซฟา ตอนนี้ไม่ใช่แค่สนฉัตรแล้วที่ไร้อารมณ์กลายเป็นเขาอีกคนที่ขยาดกับผู้หญิงไปด้วย อย่างน้อยก็อีกสักพักใหญ่ๆ เลยทีเดียวนั่นล่ะ กว่าที่ระดับจิตใจจะเป็นปกติได้
“หนีมาตั้งไกลตามมาได้ยังไงวะ ไอ้ฐาแค่นครปฐมกูว่าไม่พอแล้ว มึงย้ายร้านไปอยู่ชายแดนเลยดีกว่าว่ะ”
ฐานัสหัวเราะครื้น เพิ่งจะเคยเห็นหมาเหม็นขี้ก็ครั้งนี้แหละ
