บทที่ 5
เสียงนกกลางคืนผสานกันกู่ร้อง รับกับสายลมเย็นที่พัดเอื่อยเฉื่อยจนม่านลูกไม้ที่ประดับบนขอบหน้าต่างพัดปลิวไสวเป็นเหตุให้ร่างเล็กบางที่กำลังปีนป่ายอยู่บนนั้นเกือบพลัดตกลงไป
มัตติกาหัวใจแทบหยุดเต้น เธอไม่ได้กลัวที่จะตกลงไปข้างล่างนั้นแต่กังวลมากกว่าว่าเสียงกรี๊ดที่ไม่ใช่ของตนเองแต่เป็นเพื่อนที่อยู่อีกฟากของบันไดไม้ไผ่จะปลุกมารดาที่อยู่อีกห้องติดๆ กันจะตื่นขึ้นมาเสียก่อน
“นี่นังดินเกาะดีๆ สิยะ ฉันหัวใจจะวาย” เสียงของตุลา ชายไทยหัวใจสาวที่เกาะขอบบันไดไม้ไผ่โวยวายขึ้นมาอีก มัตติกาได้แต่ค้อนควัก เธอยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายเบาเสียงสิบแปดหลอดลง จวบจนปีนป่ายลงมาจนถึงผืนดินแล้วนั่นแหละ
“แม่ฉันจะตื่นก็เพราะแกนี่แหละนังตุล”
ตุลาตวัดค้อน จีบปากจีบคอ “แหม...ก็ถ้าแกร่วงลงมาแข้งขาหัก หัวฟาดพื้นเป็นเจ้าหญิงนิทรา หรือตายไปเนี่ย ฉันจะทำยังไง ฉันรับผิดชอบชีวิตแกไม่ไหวหรอกนะนังดินเหนียว ฉันเป็นกะเทยนะยะ มีแต่กระปู๋ ไม่มีมดลูก จะให้ไปทำลูกมาใช้คืนเขาก็ไม่ได้”
มัตติกาเท้าเอวถลึงตามองเพื่อน ก่อนที่เสียงยอบแยบของกิ่งไม้ที่พัดไหวตามแรงลมจะเรียกอาการสะดุ้งของทั้งคู่ได้
“ฉันว่าเรารีบไปกันดีกว่า ก่อนที่แม่จะตื่นขึ้นมาจริงๆ”
อีโค้คาร์คันเล็กทะยานออกจากบ้านไม้กลางเก่ากลางใหม่ มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอเมืองจังหวัดนครปฐม ด้วยความเร็วที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่คนที่อารมณ์ร้อนเพราะเวลาที่เหลือจวนตัวเข้ามาทุกที ถึงกับต้องนั่งกุมขมับกับความกลัวตายของเพื่อน
“นี่นังคุณตุลถ้าแกจะขับช้าจนเต่าวิ่งแซงได้ขนาดนี้ ไม่ลงไปเข็นให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยล่ะ ฉันรีบนะโว้ย”
“เออๆ รู้แล้วน่า” ตุลาค้อนควัก ก่อนเพิ่มความเร็วรถให้อีกนิดหน่อย และนิดหน่อยจริงๆ ยังไม่แตะ 50 เสียด้วยซ้ำ ก็แหม...ถึงอยากจะเป็นผู้หญิงมากขนาดไหน แต่ก็ไม่ต้องลงทุนตายก่อนนี่นา
ยัง...ยังอีก มัตติกาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหล่มองตุลาที่วันนี้ดูจะใจเย็นเสียเหลือเกิน
“แหมแกไม่ต้องถอนหายใจดังขนาดนั้นก็ได้นังดินเห็นใจฉันหน่อยเถอะชีวิตกะเทยไทยไร้เดียงสาที่ยังเปิดเผยตัวไม่ได้ และยังเวอร์จิ้นอย่างฉัน เกิดมายังไม่เคยได้รับรู้เลยว่าเพศรสของการสืบพันธุ์เลยว่ามันจะหอมหวานปานใด ก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อนไหมยะSafety first น่ะรู้จักไหม”
มัตติกาใบหน้าแดงก่ำกับคำกล่าวของเพื่อน ก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมา “ฉันล่ะเชื่อแกจริงๆ เล้ยนังตุล เก็บเรื่องนี้เป็นความลับมาได้ยังไงตั้งหลายปี ดูยังไงๆ จริตแกก็เกินเบอร์ผู้ชายไปตั้งเยอะ พ่อแกไม่สงสัยบ้างหรือ”
ตุลากลอกตาสูง ก่อนยักไหล่ไม่ยีหระ “ก็คงสงสัยแหละ แต่จับไม่ได้ไง และไม่ต้องทำมาเป็นว่าฉันเลยนะยะหล่อน แหม...แม่กุลสตรีไทย นี่ถ้าแม่แกรู้ว่าลูกสาวสุดที่รักก๋ากั่นหนีออกจากบ้านมารับจ็อบเสริมในผับไม่อกแตกตายเลยหรือไง”
“ก็เงินมันสำคัญนี่หว่า” มัตติกาบอกออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยีหระเช่นกันที่จริงแล้วลำพังทั้งเธอและแม่ก็ไม่ได้ลำบากอะไรนักหรอก รายได้จากการขายผลไม้ที่สวนแต่ละเดือนบอกกับสมบัติของพ่อชิ้นสุดท้ายที่ทิ้งไว้ให้คือเงินก้อนจากประกันชีวิตมันมากพอที่จะให้เธอเรียนหนังสือจนจบได้อย่างสบายๆ แต่จะให้คนอย่างมัตติกาแบมือขอเงินแม่อย่างเดียวน่ะหรือ มันก็ไม่ท้าทายพอน่ะสิ
“แล้วนี่แกคิดจะทำงานนี้ไปอีกนานแค่ไหน”
“ก็คงจนกว่าจะเรียนจบ หรือไม่ก็...จนกว่าแกจะได้รับรู้ความหอมหวานของเพศรสแห่งการสืบพันธุ์ล่ะมั้ง”
“ต๊าย! ฉันล่ะอยากให้คุณแม่ของแกมาได้ยินประโยคเมื่อกี้จริงๆ เลยนังดินเหนียว”
มัตติกาส่ายหัวอมยิ้ม ก็พอดีกับที่หัวรถเลี้ยวเข้ามาจอดในสถานบันเทิงชื่อดัง นอกจากป้ายไฟขนาดใหญ่ที่ส่องแสงวิบวับประดับไว้บนหลังคาแล้ว ก็ยังมีร่างอวบอิ่มที่เดินวนไปวนมาอยู่หน้าร้าน และทันทีที่เพื่อนรักเดินเข้ามา ภัคมนก็ไม่รีรอเลยที่จะพุ่งตัวเข้าใส่
“โอ๊ย! ฉันรอจนฉี่จะเหนี่ยวหมดแล้วเนี่ย ถ้าไม่เห็นรถนะฉันนึกว่าพวกแกขี่ควายมา ไปแวะไถนากันมาหรือไง”
ตุลาถึงกับค้อนขวับ ในขณะที่มัตติกาเพียงแต่อมยิ้ม “ปากนังชะนีพวกนี้มันเหมือนกันหมดจริงจริ๊ง ไม่รู้ว่าฉันทนคบกับพวกแกมาได้ยังไง”
ทั้งภัคมนและมัตติกามองสบตากัน แล้วก็หัวเราะโดยไม่ต้องเอ่ยพูดอะไรก็เพราะต่างรู้ดีว่าที่ตุลาทนคบกับพวกเธอมาได้ก็เพราะไอ้ปากที่ดีเหมือนกันนี่แหละ
