บทที่ 4
ทางด้านฝั่งของสายสุดา ที่กำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มือก็ตักอาหารจานโปรดเข้าปาก ส่งผลให้สนฉัตรและเทียนหยดที่ร่วมโต๊ะอยู่ด้วยถึงกับต้องมองตากันเลิกลัก
“วันนี้ดูคุณแม่อารมณ์ดีจังเลยนะครับ” สนฉัตรตัดสินใจถาม แน่ล่ะ นับตั้งแต่วันที่เขาบอกว่าจะพาสะใภ้มาให้รู้จัก คุณสายสุดาก็ไม่เคยจะยิ้มแย้มหรือพูดกับเขาด้วยดีเลยสักครั้ง
“ก็เพราะเรานั่นแหละที่ทำให้แม่อารมณ์ดี”
ช้อนตักข้าวในมือชะงักกลางอากาศ สนฉัตรเลิกคิ้วตั้งคำถามกับน้องสาว แต่เทียนหยดทำเพียงยักไหล่และส่ายหน้าไปมา แววตาใสซื่อในแว่นกรอบทองบ่งบอกว่าน้องสาวของเขาไม่ได้โกหก
“ผมทำอะไรครับ”
“ก็สนบอกว่าจะไปดูตัวผู้หญิงที่แม่หาไว้ให้”
‘สนบอกว่า’ ทำเอาเขาสตั้นไปชั่ววินาที จำไม่ได้ว่าเขาบอกมารดาไปตอนไหนกัน?
“คุณแม่เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าครับ ผมบอกว่าผมมีคนรักอยู่แล้ว และอยากจะแต่งงานกับเธอ แค่รอให้เธอเคลียร์งานได้ก่อน ไม่ได้บอกว่าจะไปดูตัวผู้หญิงอะไรเสียหน่อย”
“ใช่ แม่ก็จำได้แบบนั้น แต่สนก็บอกแม่อีกนะว่าระหว่างที่รอแม่เจนิสาของลูก สนจะตามใจแม่ทุกอย่างไม่ใช่หรือเราจะมากลับคำทีหลังไม่ได้นะ”
หัวคิ้วหนาขมวดมุ่น การที่เขาเอาเจนิสามาอ้างก็เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปเข้าพิธีเลือกคู่ของแม่ ที่ขยันหามาให้ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ดูเหมือนว่าเขาประเมินความสามารถของมารดาน้อยเกินไป
“แต่คุณแม่ครับ...”
“สนต้องชอบหนูดินแน่ๆ น้องน่ารักมากเลยนะลูก” สายสุดาพูดขัด ริมฝีปากแดงจัดด้วยลิปสติกเนื้อดียิ้มสมใจ พิศมองใบหน้าหล่อเหลาของลูกชาย ไม่ได้คิดไปเอง ทั้งคู่มีส่วนคล้ายกันอยู่มากโหงวเฮ้งแบบนี้จะต้องเป็นเนื้อคู่กันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนแน่ๆ ไม่ได้การแล้ว อย่างนี้ต้องให้อาจารย์ยอดดูฤกษ์งามยามดีไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เดี๋ยวก่อนนะ หนูดิน?
แม่คงไม่ได้หมายถึงยัยเด็กหญิงตัวเตี้ยอ้วนป้อมที่ชอบถักผมเปียทรงพจมานคนนั้นหรอกใช่ไหม
“ตอนนี้น้องโตเป็นสาวแล้วนะ กำลังจะเรียนจบแล้วด้วย กิริยามารยาทก็เรียบร้อย อ่อนหวาน ป้าช้องเขาสอนลูกเขามาดีมากๆ เลยเชียว”
ไม่ผิดตัวแน่ มุมปากหนาโค้งยิ้มขึ้น ยามนึกถึงใบหน้ากลมแป้นกับเสียงแว้ดๆ จากเด็กตัวกะเปี๊ยกที่หาญกล้าเป็นหัวหน้ากลุ่มเด็กผู้ชายทโมน ที่วันๆ ก็เอาแต่วิ่งเล่นคลุกดินโคลน ปีนป่ายอย่างกับลูกลิง เขาไม่เคยนึกฝันว่าโตขึ้นมาจะเรียบร้อยได้เลย
“สนจำน้องได้ใช่ไหมลูกแม่เล่าเรื่องสนให้น้องฟัง น้องอยากเจอสนมากเลยนะ ป้าช้องก็เพิ่งโทรมาบอกแม่ว่าน้องจะลงมาหาสนด้วยตัวเองเลย นี่ก็ไม่ให้แม่บอกสนด้วยนะ น้องคงอยากเซอร์ไพรส์ลูก โถ...น่าเอ็นดูจริงๆ เลยเด็กคนนี้”
“อยากมาหาผมหรือครับ”
“ก็ใช่น่ะสิจ๊ะ”
มุมปากหนากระตุกยิ้มหยันขึ้น เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่ายัยกะเปี๊ยกนั่นจะเรียบร้อยอย่างที่มารดาโฆษณาจริงๆ เพราะคงไม่มีผู้หญิงที่เรียบร้อยคนไหนจะยอมตกปากรับคำแต่งงานกับผู้ชายง่ายๆ และยังจะวิ่งโร่มาหาเขาถึงที่แบบนี้อีก
เขาเอ็นดูมัตติกาในวัยเด็กอยู่มากเหมือนกัน แต่ก็เคยมีความคิดเกินเลยไปมากกว่าน้องสาวเลยจริงๆ และอีกอย่างการที่ไม่ได้เจอกันมานาน ทำให้เขาคาดเดาไม่ได้เลยว่าเจ้าหล่อนจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง
“น้องจะมาเซอร์ไพรส์ผมแล้วคุณแม่แอบมาบอกผมทำไมล่ะครับ” เขาย้อนถาม ปัดเรื่องที่ตัวเองคิดในใจออกไป ไม่อยากบอกมารดาที่ดูว่าจะทำท่าหลงใหลมัตติกาจนหัวปักหัวปำ ไม่อย่างนั้นก็คงได้ทุ่มเถียงกันอีกยาวแน่ๆ
“ก็ต้องบอกสิย่ะ ถ้าเกิดแกทำตัวไม่ดี แล้วหนูดินมาเห็นเข้า ฉันก็ชวดลูกสะใภ้ดีๆ นะสิ”
สนฉัตรเบ้ปาก หึ ลูกสะใภ้ดีๆ ก่อนสายตาคมเหลือบไปมองน้องสาวที่นั่งกลั้นยิ้มจนไหล่กระเพื่อม แน่ล่ะ เขาไม่คิดจะขอความช่วยเหลือจากเทียนหยด แน่ๆ แม่น้องสาวคนดีของเขาเข้าข้างมารดาตะพึดตะพือ
“ดูคุณแม่จะมั่นใจเหลือเกินนะครับว่าน้องดินจะมัดใจผมได้ อย่าลืมนะครับว่าผมมีคนรักอยู่แล้ว”
“ดูแกก็จะมั่นใจเหลือเกินนะ ว่าจะได้แต่งงานกับแม่คนรักของแกจริงๆ ถามหน่อยเถอะว่าถ้าฉันไม่ยอมให้แต่งสะอย่าง แกจะแต่งไปได้ยังไง”
“แล้วคุณแม่จะเอายังไงครับ ตอนที่ผมไม่มีใครแม่ก็เร่งเร้าให้ผมแต่ง พอผมจะแต่งคุณแม่ก็ไม่พอใจคนที่ผมเลือกอีก”
ช้อนทานข้าวถูกทิ้งรุนแรงจนได้ยินเสียงโลหะกระทบกับขอบกระเบื้อง พร้อมกับดวงตาโกรธขึงวาววับที่ตวัดมอง “ฉันอยากให้แกแต่งงานกับคนดีๆ ไม่ใช่ใครก็ได้ แล้วดูแกไปคว้าใครมาตาสน คนเขารู้กันทั้งวงการว่าบ้านแม่นางแบบนั่นถังแตก แม่ของเจ้าหล่อนเอาไปเร่ขายให้เขาไปทั่วแต่ไม่มีใครเอา แล้วแม่คนรักของแกก็ใช่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่ดี ข่าวเขาออกกันโครมๆ ว่าควงคนนู้นที คนนี้ที แล้วแกเป็นคนที่เท่าไรล่ะ ฮึ ตาสน”
“มันก็แค่ข่าวนะครับแม่ ไม่ใช่เรื่องจริงสักหน่อย”
“ไม่มีมูลหมามันไม่ขี้หรอกย่ะ” สายสุดาถอนหายใจ “แต่ก็เอาเถอะ ไหนๆ เห็นแกความรักอันยิ่งใหญ่ของแก แกจะคบกับแม่นั่นต่อไปอีกสักพักฉันก็ไม่ได้ว่า แต่ยังไงแกก็ต้องทำความรู้จักกับหนูดินเขาไว้ อย่างน้อยนั่นก็ลูกสาวเพื่อนสนิทแม่”
สนฉัตรถอนลมหายใจเหนื่อยหนัก ดูเหมือนว่าแม่ของเขาจะมีเพื่อนไปทุกวงการจริงๆ คนก่อนนั้นก็ลูกสาวคุณหญิงเชื้อสายพระยาอะไรสักอย่างเขาก็จำไม่ได้แล้ว คนถัดมาก็หลานสาวนักธุรกิจใหญ่ อีกคนก็ลูกเจ้าสัว ล่าสุดนี่ลูกสาวชาวสวน
“แล้วนี้น้องดินจะมาหาผมวันไหนครับ”
“ก็คงเร็วๆ นี้แหละ แกเตรียมตัวไว้เถอะ”
“แต่ผมไม่ได้มีเวลาว่างทุกวันนะครับ แม่เอาเบอร์น้องมาให้ผมเลยดีกว่า ผมจะได้นัดเจอให้มันจบๆ ไป”
“ไม่ได้ ทำอย่างนั้น ทางนั้นเขาก็รู้น่ะสิว่าฉันบอกแกก่อน เอาเป็นว่าแกเตรียมตัวไว้ก่อนก็แล้วกัน แล้วก็อย่าทำเสียเรื่องล่ะ”
สนฉัตรกลอกตาสูง เขาไหวไหล่เบาๆ ตักผัดผักรวมมิตรเข้าปาก เพราะไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่านั้น นอกจากขยิบตาเป็นอันรู้กันกับเทียนหยด
“แล้วถ้าผมทำเสียเรื่องล่ะครับ” เขาพึมพำพูด คิดว่ามารดาไม่น่าจะได้ยิน แต่คุณสายสุดาก็หูดีเหลือเกิน
“แกหมายความว่ายังไงตาสน”
สนฉัตรฉีกยิ้มประจบ “ก็ผมมีแฟนอยู่แล้วแม่ก็รู้นี่ครับ ถ้าเกิดหนูดินของแม่เขาไม่พอใจขึ้นมาจะให้ผมทำยังไง”
“รู้ก็ดีว่าแม่แฟนแกมันตัวปัญหา แล้วเตือนไว้ก่อนนะว่าถ้าแกทำให้หนูดินไม่พอใจล่ะก็ สมบัติฉันสักแดงเดียวแกก็จะไม่ได้”
โอ้โห! นี่ถึงขั้นจะตัดเขาออกจากกองมรดกเลยหรือ ยัยเด็กคนนี้มันมีอะไรดีนักหนานะ
“แล้วถ้าเกิดผมไปดูตัวแล้ว ไม่ชอบน้องดิน แม่จะทำยังไงต่อครับ”
สายสุดายิ้มมุมปาก “แกไม่ชอบก็เรื่องของแก แต่ฉันชอบ และฉันบอกเลยนะ ว่าสะใภ้ที่ฉันยอมรับมีแค่คนเดียวเท่านั้นก็คือหนูดิน แต่ถ้าแกยังยืนยันว่าไม่รักไม่ชอบน้อง และจะแต่งงานกับแม่เจนนิสาให้ได้ ฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่ก็เตรียมตัวเก็บข้าวเก็บของแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นก็แล้วกัน”
สนฉัตรอ้าปากหวอ เขามองมารดาที่กล่าวประโยคนั้นทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนที่จะลุกออกไปจากโต๊ะอาหารหน้าตาเฉย นี่คุณแม่กะจะตัดเขาออกจากกองมรดกจริงๆ หรือ
เอ้า! แล้วไหนเมื่อกี้บอกว่าให้เขาคบหากับเจนิสาได้ยังไงเล่า!
ลูกชายคนโตของบ้าน ที่กำลังจะหมดตัวเพราะแม่ตัดออกจากกองมรดกทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับถอนหายใจหนักหน่วง ดวงตาขุ่นหมอง นึกอยากจะเห็นหน้าแม่หนูดินคนนี้จริงๆ เลย อยากจะรู้นักว่าเจ้าหล่อนไปทำอีท่าไหน แม่ของเขาถึงได้หลงใหลได้ปลื้มหนักขนาดนี้
“ถ้าเทียนเป็นพี่สนนะ เทียนจะทำตามใจแม่ไปก่อน” เทียนหยดเอ่ยขึ้นหลังจากที่สงครามบนโต๊ะอาหารหมดลง มือบางยกขึ้นดันแว่นสายตาที่ร่วงลงมาอยู่บนสันจมูก
“แกไม่เป็นพี่ไม่รู้หรอกยัยเทียน ให้ไปแต่งงานกับคนที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาเป็นสิบๆ ปีแล้วเนี่ยนะ เหอะ!”
“ก็แค่แต่งงานไหมล่ะคะคุณพี่ กว่าแฟนนางแบบพี่สนที่มีคิวงานยาวไปยันปีหน้าจะเคลียร์งานได้ตอนนั้นพี่กับพี่ดินก็อาจจะหย่ากันไปแล้วก็ได้ ยกเว้นก็แต่ว่าพี่จะหลงรักพี่ดินขึ้นมาจริงๆ อันนั้นก็อีกเรื่อง”
“ไม่มีทาง” เขาพูดประโยคนั้นหนักแน่นทีเดียว ไอ้คำพูดที่ว่าแต่งกันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง มันใช้ไม่ได้ในยุคที่เขาส่งจรวดขึ้นไปจนถึงดาวอังคารแล้วแบบนี้หรอก
“ถึงยังไงพี่ก็ทำใจหลอกเด็กคนนั้นไม่ได้อยู่ดี นี่มันเรื่องแต่งงานเลยนะยัยเทียน พี่เป็นผู้ชายก็ไม่เสียหายอะไรหรอก ห่วงก็แต่ทางฝ่ายนั้นน่ะสิ”
“แล้วพี่สนจะทำยังไงล่ะ เทียนว่าครั้งนี้คุณแม่จริงจังมากเลยนะ นี่ถ้าพี่สนแหกคอกคงได้ถูกตัดออกจากกองมรดกจริงๆ แน่”
“ไม่รู้สิเดี๋ยวค่อยคิดก็แล้วกัน วันนี้เครียดมาเยอะแล้ว แบ่งไว้เครียดวันหลังบ้าง”
เทียนหยดอมยิ้ม จะมีสักกี่คนหนอที่แบ่งความเครียดเป็นวันๆ ได้เหมือนพี่ชายเธอ
“พี่สน” เทียนหยดเรียกขึ้นอีกครั้งจนพี่ชายหันมาสบตาอีกครั้ง “วันนี้พี่จะไปร้านของพี่ฐาหรือเปล่า”
สนฉัตรมองรู้ทัน “จะให้พี่ไปส่งที่หอล่ะสิ”
“พี่ใครเนี่ยทั้งหล่อและก็ฉลาดจริงๆ เลย แต่หล่อและฉลาดแค่นี้ไม่พอนะคะ ต้องใจดีด้วย” เทียนหยดไม่ได้พูดอย่างเดียว หญิงสาวยื่นรูปถ่ายใบหนึ่งมาให้ สนฉัตรมองอย่างเบื่อๆ นิดหน่อย
“ลายเซ็นไอ้ปีอีกแล้วหรือ”
ชายหนุ่มพลิกรูปภาพในมือไปมา มุมปากหนายกยิ้ม นี่ถ้าเทียนหยดได้รู้วีรกรรมล่าสุดของพ่อนักร้องชื่อดังอย่างปีติกรล่ะก็เขาอยากจะรู้จริงๆ ว่ายังจะคลั่งไคล้มันอยู่ไหม
