บทที่ 3
“ก็หลายเรื่องลูก”
“อย่างเช่นอะไรบ้างจ๊ะ...” เธอไม่ชอบบทบาทที่ถามคำตอบคำแบบนี้เลย ปกติแม่ของเธอไม่ใช่คนที่ชอบอ้อมค้อมมากนัก ถ้าคิดจะทำอะไรก็คือทำเลย อย่างเช่นเรื่องจะฟาดเธอไม่เคยมีอ้ำอึ้งสักครั้ง
“ดินมีคนรัก หรือว่ามีคนที่ชอบหรือยังลูก แม่หมายถึงแฟนหรือผู้ชายที่ดินอยากจะใช้ชีวิตด้วยในอนาคต”
หญิงสาวหรี่ตามอง “แม่เข้าเรื่องเลยก็ได้นะจ๊ะ...วันนี้ป้าสายเขาพูดหรือทำอะไรให้แม่ไม่สบายใจหรือ”
สามีนางคงไม่รู้ว่าการตั้งชื่อลูกว่าดินนั้นส่งผลอย่างไรบ้าง นอกจากลูกจะมั่นคงและเด็ดเดี่ยวแล้ว ซ้ำยังซนเหมือนผู้ชายแล้วก็ยังฉลาดเป็นกรดอีกต่างหาก
“ป้าสายเขาอยากให้หนูแต่งงานกับลูกชายเขา”
“อ้อ ก็แค่เรื่องแต่งงานเอง...” หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ ก็แค่แต่งงาน แต่ ฮะ! “แต่งงาน! แต่งงานหรือจ๊ะแม่”
เหมือนเธอไร้สมองไปแล้วในตอนที่ย้ำถามนั้นออกไปและมารดาก็เอาแต่มองมาด้วยสายตาอึดอัดใจ
“ป้าสายเขาขอร้องแม่...แม่ก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง”
แล้วนี่อย่าบอกนะว่าคือแม่ยกเธอให้สนฉัตรไปแล้ว ตายครับ! ตายแน่ๆ สนฉัตรได้ฆ่าเธอหมกห้องหอแน่ เขาเกลียดขี้หน้าเธอถึงขั้นไม่เคยกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย แล้วจะแต่งงานกันเข้าไปได้ยังไง
“ดิน ป้าสายเขามีบุญคุณกับเรามากนะลูก ถ้าป้าเขาไม่ช่วยไถ่ถอนที่มาให้วันนั้น ป่านนี้เราสองคนแม่ลูกก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน”
เดี๋ยวนะ นี่เธอเป็นนางเอกละครหลังข่าวหรือเปล่า ที่ต้องแต่งงานใช้หนี้บุญคุณอันท่วมหัวเอาตัวเข้าแลกอะไรเทือกนั้น แหม...แค่คิดก็รู้สึกว่าสวยขึ้นมาทันทีเลยเชียว
“แล้วทำไมต้องเป็นดินด้วยล่ะจ๊ะ อีตาพี่สนเขาไม่มีคนรักหรือแม่”
ช้องนางทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไปออก เธอไม่ได้อยากเป็นแม่ที่จับลูกใส่พานถวายให้ผู้ชายที่รู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าชู้ประตูดิน ซ้ำร้ายสนฉัตรยังมีคนรักที่หวังจะแต่งงานด้วยเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วอีก
“อายุอานามเขาก็ไม่น่าจะน้อยๆ แล้วนะแม่ บ้านช่องก็ร่ำรวย การศึกษาก็ดีนี่ไม่ใช่ว่าโตขึ้นมาแล้วอ้วน ล่ำ ดำถึก หน้าตาเกินเยียวยาจนไม่มีใครเอาหรอกหรือ ถึงได้ต้องมาบังคับให้ดินไปแต่งงานด้วยแบบนี้”
“ต๊าย! ลูกคนนี้ ไปว่าพี่เขาแบบนั้นได้ยังไง”
“เอ้า ก็มันจริงนี่แม่ นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว ไอ้เรื่องลูกฉันลูกเธอต้องแต่งงานเป็นทองแผ่นเดียวกัน มันเอ้าท์มานานแล้วนะจ๊ะ”
ช้องนางถอนหายใจเหนื่อยหนัก “ที่จริงตาสนเขาก็มีคนรักของเขาอยู่แล้ว”
“อ้าว!” เธอยิ่งหน้าเหรอไปกันใหญ่ “แล้วคือยังไงจ๊ะ แม่จะให้ดินไปพรากผัวพรากเมียเขาหรือ ไม่เอาหรอกนะแม่มันบาป”
“ตายแล้ว! แม่ดินเป็นสาวเป็นนางพูดอะไรระวังปากบ้างเถอะลูก” และไม่ใช่แค่คำกล่าวตักเตือน เมื่อช้องนางหยิกเข้าที่สีข้างของลูกสาวจนเต็มรักเสียด้วย ใบหน้าหวานบิดเบี้ยวดิ้นตัวหนีและร้องโอดโอยเกินจริงจนน่าหมั่นไส้ แล้วดูสิดูร้องว่าเจ็บแต่ตานี้เป็นประกายเชียว แหม...มันน่าหยิกให้เนื้อติดมือนัก
“โอ๊ย แล้วแม่หยิกดินทำไมล่ะจ๊ะ ก็ดินพูดเรื่องจริงนี่”
“ยังอีกเด็กคนนี้นี่” เรื่องล้นล่ะเก่งนัก เธอว่าเธอสอนมัตติกาให้เป็นแม่บ้านแม่เรือนนะไม่รู้ว่าโตมากลายพันธุ์เป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง
มัตติกาหน้าม่อยลง เธอไม่ควรเถียงแม่เพราะนั่นจะบาปมาก เหมือนจะเป็นคนดีที่นึกถึงเรื่องบาปบุญได้ แต่ไม่ใช่หรอก เป็นเพราะนิ้วแม่ที่ชอบมาหยิกเนี่ยแหละ เถียงทีไรโดนหยิกทุกที “ขอโทษค่ะ”
ช้องนางผ่อนลมหายใจหนักหน่วง นางส่ายหน้าเอือมระอาทว่าก็ยังปะปนไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดูให้กับลูกสาวที่ก้มหน้างุดอยู่กับอก ถึงมัตติกาจะโตเป็นสาวแล้วจริงๆ แต่อย่างไรคนเป็นแม่ก็ยังเห็นลูกเป็นเด็กเล็กๆ อยู่เสมอนั่นแหละ
“ดินรู้ใช่ไหมลูก ว่าแม่ไม่ได้อยากบังคับหนูเลย” มือนุ่มนิ่มจับปอยผมที่ละเคลียบ่าของลูกขึ้นทัดใบหูให้แผ่วเบา เชื่อเถอะถ้าลูกปฏิเสธออกมาสักคำเธอจะไม่ลังเลเลยที่จะโทรไปบอกยกเลิกทุกอย่างกับสายสุดา
“ถ้าหนูไม่อยากแต่งงานกับพี่เขา แม่ก็จะ...”
“แต่งก็ได้จ้ะ ดินไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว” เธอไม่อยากให้คุณป้าสายสุดาต้องมาทวงบุญคุณกับแม่เธอพร่ำเพรื่ออีก ก็รับๆ ไปเสียมันจะได้จบๆ เรื่องไป และอีกอย่างในเมื่อสนฉัตรมีคนรักเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว และเขาก็คงเก็บกดความเกลียดชังเธอไว้ในใจอย่างแน่นหนึบมาหลายสิบปี เพราะอย่างนั้นมันก็เป็นไปได้สูงว่าเขาก็คงได้ไม่ยินยอมพร้อมใจที่แต่งงานกับเธอเหมือนกันนั่นแหละ
บางทีเรื่องนี้อาจจะมีทางออกที่วิน-วินกันทั้งสองฝ่ายก็ได้ บ้านป้าสายสุดาออกจะร่ำรวยไม่น้อย ถ้าแต่งงานกันทั้งสินสอดเอย ทองหมั้นเอย เชื่อได้ว่ามันมากพอที่เธอจะเปิดอาณาจักรขนมหวานอันยิ่งใหญ่ของเธอได้แน่ๆ แต่อย่างแรกคือเธอคงต้องไปตกลงกับสนฉัตรให้เป็นกิจจะลักษณะเสียก่อน
“ดินหนูพูดจริงๆ หรือลูก”
“จริงสิจ๊ะแม่ ตอนนี้ดินก็ยังไม่มีใคร ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วถ้าได้แต่งกับคนที่คุ้นเคยกันมันก็ดีไม่ใช่หรือจ๊ะ ไม่ต้องหาเอง ไม่ต้องเปลืองแรงด้วย” มัตติกาพูดติดตลก แต่ช้องนางกลับไม่สนุกด้วยเลย
“ดินแม่ไม่ได้บังคับนะลูก ถ้าหนูไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องฝืน”
เกือบแล้ว เธอเกือบจะกลอกตาใส่มารดาไปแล้วเชียว มันก็จริงอยู่ที่แม่ไม่ได้บังคับเธอสักนิด แต่แม่ก็แค่พูดเหมือนคนจะร้องไห้ได้ทุกนาทีเท่านั้น แล้วก็นั่งหน้าเครียด ประหนึ่งว่าเป็นหนี้ร้อยล้านอย่างนั้นแหละ
“ดินเต็มใจจริงๆ จ้ะแม่ ไม่ได้ฝืนใจเลยสักนิดนึง...แต่!” มัตติกาค้านเมื่อเห็นสีหน้าคล้ายโล่งใจของมารดา “แต่ดินขอเวลาหน่อยนะแม่ ดินยังเรียนไม่จบเลย และอีกอย่างก็ไม่ได้เจอพี่เขามานานแล้วด้วยไม่รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง ดินอยากทำความรู้จักกับพี่เขาก่อน”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวแม่โทร.บอกป้าสายเลยนะ ให้พาพี่เขามาหาหนูพรุ่งนี้เลย จะได้ทำความรู้จักกันไว้” และไม่ใช่แค่พูดเมื่อโทรศัพท์รุ่นปุ่มกดที่มีหนังยางข้าวแกงรัดฝาปิดแบตเตอรี่ถูกล้วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อคอกระเช้า
“โอ๊ยแม่จ๋า...” เธอร้องผวายื้อแย่งเครื่องมือสื่อสารรุ่นดึกจากมือมารดา “ใจเย็นก่อน คือที่ดินบอกว่าอยากทำความรู้จัก คือดินหมายถึงว่า ดินไปทำความรู้จักพี่เขาฝ่ายเดียวก่อน แบบ...แอบไปดูว่าเขาใช้ชีวิตยังไง คุยกับใครบ้าง นิสัยใจคอดีแค่ไหนมีคุณค่าพอให้ดินลงทุนไปยื้อแย่งจากเมียเขาจริงๆ หรือเปล่า”
“ดิน!” เสียงเข้มงวด สายตาดุข่มขวัญ และไม้หวายที่เหน็บอยู่ข้างฝาบ้านสั่นระริก
“ดินแค่ล้อเล่นนิดเดียวเอง ไม่เห็นต้องทำเสียงเขียวแบบนั้นเลยนี่จ๊ะ”
ช้องนางถอนหายใจอีกหน เหนื่อยหน่ายใจเหลือจะกล่าวจริงๆ “แล้วเราจะไปเจอพี่เขาได้ยังไงล่ะ พี่เขาอยู่กรุงเทพฯ นะลูก” ช้องนางย้อนถาม ก่อนเห็นแววตาเป็นประกายระริกไหวของลูกสาว
“โธ่แม่ขา...แค่กรุงเทพฯ นครปฐมนั่งรถชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่ได้ลำบากสำหรับดินเลย”
ช้องนางหรี่ตามอง บทจะง่ายก็ง่าย มันก็ดีอยู่หรอกที่ลูกเต็มใจ แต่มันง่ายเกินไปไหม ไม่ใช่ว่าลูกสาวของนางคิดจะทำอะไรแพลงๆ อีกหรือ
“แต่แม่ว่า...”
“ถ้างั้นดินไม่แต่งนะ” เธอบอก “ดินก็แค่อยากทำความรู้จักเจ้าบ่าวของตัวเองก่อนไม่ได้หรือจ๊ะ”
เถอะ...ช่างความเจ้าเล่ห์ของลูกสาวเธอไว้ก่อน ตอนนี้มัตติกายอมเอ่ยปากว่าเต็มใจแต่งงานมันก็ดีเท่าไรแล้ว
“เอาอย่างนั้นก็ได้ลูก แต่ยังไงแม่ก็ต้องบอกป้าสายเขาอยู่ดีนะ”
แล้วลูกสาวที่ดีอย่างเธอจะทำอะไรมากกว่านั้นได้เล่า นอกจากจะพยักหน้ารับเท่านั้นเอง
