บท
ตั้งค่า

บทที่ 2

ช่างน่าแปลกที่สายสุดากลับเห็นต่าง นางพิศมอง เห็นจากไกลๆ ว่าใบหน้าเรียวรูปไข่มีปากนิดจมูกหน่อยใบหน้าละม้ายคล้ายไปทางช้องนางเสียมาก แต่ตาคมกว่าขนตางอนยาวคงได้มาจากคนเป็นพ่อที่มีเชื้อแขก ผิวพรรณหรือก็ผุดผาดไม่ถึงกับขาวจัดอย่างสาวสมัยนี้นักแต่ออกไปในโทนอมน้ำผึ้ง ผมยาวดำขลับนี่ถ้าปล่อยเปียลงมาคงยาวถึงกลางหลัง รูปร่างบอบบางอรชรอ้อนแอ้นออกจะดูตัวเล็กน่าเอ็นดูเลยทีเดียว มองอย่างไรมัตติกาก็เป็นผู้หญิงสวยจัดคนหนึ่ง นี่ถ้าจับแต่งหน้าแต่งตัวเสียใหม่ สาวๆ ของตาสนก็คงชิดซ้ายไปเลย

“รถเสียอีกแล้วหรือลูก”

มัตติกาแทบจะลากเท้าเดิน เมื่อยายแก่ทำพิษให้เธอต้องลากเท้าตากแดดมาเป็นชั่วโมง ก่อนจะเห็นว่ามารดาไม่ได้อยู่ลำพัง หญิงสาวยกมือทำความเคารพแม่ของตน และแขกที่ไม่เคยเห็นหน้า ทว่าก็คุ้นตาเหลือเกิน

“ไหว้พระเถอะลูก โตเป็นสาวแล้วสวยเชียว จำป้าได้ไหมลูกหนูดิน ป้าสายเองจ้ะ”

มัตติกาได้แต่มองดวงตาใจดีคู่นั้น ความทรงจำในวัยเด็กถูกรื้อฟื้น แต่น่าเสียดายที่เธอเป็นพวกที่ชอบจดจำเรื่องกินและอาหารเจ้าดังมากกว่าใบหน้าของคน

รอยยิ้มเจื่อน และดวงตาสำนึกผิดของเด็กรุ่นลูกเรียกความเอ็นดูจากสายสุดาได้อีกอักโข จนอดนึกถึงลูกชายของตัวเองไม่ได้ ถ้าสนฉัตรเจอมัตติกาตอนนี้จะเป็นอย่างไรนะ จะยังทะเลาะกันเหมือนตอนเป็นเด็กอยู่หรือเปล่า หรือว่าจะ...

อ้า...ดวงตาที่ไม่ได้ฝ่าฝางไปตามอายุ กวาดมองเด็กสาวอีกครา ไม่น่าเชื่อว่าการมาหาเพื่อนในครั้งนี้ จะทำให้ความรู้สึกที่มืดมนกลับสว่างไสวขึ้นได้

“ลูกของช้องก็จำได้แค่เรื่องกินกับเล่นแค่นั่นแหละค่ะพี่สาย”

“จำได้ก็แปลกแล้วล่ะช้อง ตอนนั้นหนูดินยังเด็กอยู่เลยน่าจะ เจ็ดแปดขวบเท่านั้นเองล่ะมั้ง จำป้าไม่ได้แต่หนูจำพี่สนได้ใช่ไหมลูก” ประโยคหลังหันมาตั้งใจถามกับเด็กสาว ยิ่งเห็นใบหน้าหวานที่นิ่งคิดก็ยิ่งเอ็นดู ทำไมเธอถึงได้ลืมเด็กน้อยน่าตาน่ารักแบบมัตติกาเสียได้หนอ

“พี่สนหรือคะ”

“ใช่จ้ะ พี่สน สนฉัตร ลูกชายคนโตของน้าเอง ที่เมื่อก่อนเคยมาวิ่งเล่นกับหนูบ่อยๆ ไงจ๊ะ”

พี่สน…สนฉัตร!

ดวงตากลมโตเบิ่งโพล่งขึ้น เธอพิศมองใบหน้าเพื่อนของแม่ เค้าโครงที่ถอดให้ลูกชายซ้อนทับ จากไอ้ที่คลับคล้ายคลับคลาก็เหมือนว่าจะกระจ่างชัดขึ้น ปั๊ดโธ่เอ๋ย เธอจะลืมรักแรกวัยเจ็ดขวบไปได้ยังไงกันเล่า

นึกแล้วก็ขำ ภาพจำในสมองของเธอ สนฉัตรคือเด็กผู้ชายตัวสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาเจ้าสำอาง แต่งเนื้อแต่งตัวดูดี ผมเรียบแปล้ประหนึ่งคุณชายสี่ที่หลุดออกมาจากวังหลวง นิสัยหรือก็ดีมากๆ พูดน้อย เรียบร้อย น่ารัก หึ! แต่มันก็แค่ต่อหน้าผู้ใหญ่เท่านั้นแหละ มีแต่เด็กหญิงดินเท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ภายใต้ท่าทางเรียบร้อยหนุมหนิมนั้นแฝงความร้ายกาจไว้อย่างมิดชิด

เธอยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งสนฉัตรเคยบงการให้เธอไปขโมยมะม่วงจากสวนข้างๆ พอโดนจับได้แทนที่คนเป็นพี่โดนว่าว่านำน้องแต่มันกลับจบด้วยการที่เขาพูดว่า เขาห้ามแล้วแต่เธอไม่ฟังซะงั้น

แล้วไหนจะเรื่องที่เขาขี้ฟ้องมาก ทั้งเรื่องที่เธอแอบไปเล่นน้ำท้ายสวน แอบไปเล่นปาดินน้ำมันกับเด็กผู้ชาย ขนาดแค่เรื่องที่เธอจ้างเพื่อนวาดรูปในวิชาศิลปะเขายังฟ้องเลยคิดดู

วีรกรรมที่สนฉัตรทำกับเธอมีไม่น้อย ถ้าให้เล่าทั้งหมดก็คงปากเปื่อยแน่ๆ จนน่าสงสัยว่าตอนนั้นเธอตาบอดไปหลงใหลได้ปลื้มอะไรในตัวเขานักหนาถึงขนาดต้องวิ่งตามต้อยๆ ทุกวัน ร้องห่มร้องไห้เมื่อรู้ว่าเขาย้ายบ้านหนีเพียงเพราะว่าโกรธที่เธอทำให้เขาหัวร้างข้างแตกเท่านั้น

ถึงมันจะควรโกรธก็เถอะนะ แต่ครั้งนั้นเธอไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ก็ลูกแบตมินตันมันขึ้นไปติดคาอยู่กับกิ่งต้นมะขามเปราะ จะให้ทำยังไงเธอก็ต้องปีนขึ้นไปเก็บไง แล้วใครมันจะไปรู้ว่ามีรังมดแดงอยู่บนนั้นด้วย พอโดนมดกัดเธอก็ต้องปล่อยมือ ใครใช้ให้สนฉัตรกระโดดมารับจนล้มกลิ้งหัวไปกระแทกก้อนหินแบบนั้นกันเล่า

“จำได้สิคะ จำได้ดีเลย แล้วนี่พี่สนสบายดีใช่ไหมคะคุณป้า”

“สบายดีจ้ะลูก พี่เขาต้องดีใจมากแน่ๆ ที่หนูจำเขาได้ แหม...ป้าล่ะอยากให้เจอกันจริงๆ เลย”

มัตติกาก็ไม่แน่ใจนักว่าสนฉัตรจะอยากเจอเธออย่างที่คุณป้าสายสุดาวาดฝันไว้หรือเปล่า ตรงกันข้ามเพียงแค่คิดว่าจะเจอกันเขาก็คงทำหน้าสะอิดสะเอียนใส่เสียล่ะมากกว่า

“เอาไว้วันหลังหนูดินไปเที่ยวบ้านป้าบ้างนะลูก จะได้เจอกับพี่เขา”

หญิงสาวพยักหน้ารับไปแกนๆ คำว่าจำได้กับฝังใจมันมีแค่เส้นบางๆ กั้นอยู่เท่านั้น และเธอก็คิดว่าสำหรับสนฉัตรอันหลังน่าจะเหมาะกับเขามากกว่า

“ป้าก็ชวนหนูคุยเสียนาน กลับมาเหนื่อยๆ ไปพักก่อนเถอะนะลูก ให้คนแก่ๆ เขาคุยกันเถอะจ้ะ”

อาจจะเป็นเพราะว่าช้องนางรู้จักกับสายสุดามานาน เพียงแค่มองชั่วแวบเดียวก็เหมือนจะรู้เท่าทันความคิดของเพื่อนรุ่นพี่เสียแล้ว เธอเองแต่ถอนหายใจมองลูกสาวที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจที่ปลีกตัวเดินขึ้นเรือนไปก่อนเท่านั้น

ช้องนางมองอาหารเย็นจากฝีมือของลูกสาวคนเก่งด้วยหัวคิ้วที่ยังขมวดจนแทบจะชิดติดกันแล้วลอบมองใบหน้าของลูกสาวสลับกับจานข้าวที่ไม่ได้พร่องลงไปแม้แต่น้อย

มัตติกาทำหน้าเมื่อย ความอดทนของเธอสิ้นสุดลงในตอนที่ได้ยินเสียงถอนหายใจรอบที่ห้าของมารดา “วันนี้ดินทำกับข้าวไม่อร่อยหรือจ๊ะแม่”

ช้องนางถอนหายใจส่งท้าย วางช้อนที่ยังสะอาดเอี่ยมอ่องลงบนจานข้าว และพิศมองใบหน้าที่เพิ่งจะสังเกตสังกาเต็มๆ ตา ก็วันนี้เอง มัตติกาโตเป็นสาวแล้วจริงๆ ด้วยสินะ เธอยังจำวันที่ได้อุ้มลูกครั้งแรกได้ดี ริมฝีปากเล็กที่ส่งเสียงอ้อแอ้ มือเล็กๆ ที่กวัดไปมาทำให้ในอกอุ่นซ่านและรู้ว่าชีวิตที่เหลือนั้นต้องทำเพื่อใคร

พ่อของเขาตั้งใจตั้งชื่อลูกสาวคนเดียวว่ามัตติกาที่มีความหมายว่า ‘ดิน’ เพราะว่าอยากให้ลูกพึงระลึกตนอยู่เสมอว่าตัวนั้นมาจากดิน ไม่ใช่ดินไร้ค่าให้คนเหยียบย่ำ หากแต่เป็นดินที่ทำให้พืชผลเจริญงอกงาม เป็นดินที่มั่นคงไม่หลงลืมตนไม่ว่าชีวิตข้างหน้านั้นจะพบเจอกับอะไรก็ตาม และมัตติกาก็เป็นดั่งที่พ่อของเขาหวังไว้ทุกประการ

“แม่มีอะไรจะพูดกับดินใช่ไหมจ๊ะ” เพราะมีกันอยู่แค่สองคนแม่ลูกมาตั้งแต่เธออายุเพิ่งได้แค่สองขวบ แค่มองหน้ามารดาก็อ่านใจได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว มันง่ายเสียยิ่งกว่าท่องตำราสูตรอาหารชาววังของอาจารย์สมรเสียอีก

“ปีนี้ลูกสาวของแม่อายุยี่สิบสองแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้วนะลูก หนูได้คิดไว้บ้างหรือยังว่าเรียนจบแล้วจะทำอะไร”

“ที่จริงดินอยากมีร้านขนมไทยเล็กๆ เป็นของตัวเองจ้ะ แต่ว่าต้องใช้เงินลงทุนเยอะเลย ก็เลยกะว่าจะหางานประจำทำไปก่อนสักปีสองปีหาประสบการณ์แล้วค่อยว่ากันอีกที ที่จริงมีรุ่นพี่เขามาชวนดินไปเป็นผู้ช่วยเชฟที่โรงแรมในกรุงเทพฯ ด้วยแหละ แต่ดินยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปดีหรือเปล่า ไม่อยากให้แม่ต้องอยู่คนเดียว”

ความฝันของลูกสวยงามนัก เธอยินดีหากมัตติกาจะได้ทำอย่างที่ตัวเองฝัน “ไม่ต้องห่วงแม่หรอกลูก แม่อยู่คนเดียวได้ แล้วอีกอย่างกรุงเทพฯ ก็อยู่แค่นี้เอง นั่งรถไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว”

ถึงมารดาจะพูดอย่างนั้น แต่ดวงตาที่ยังคงมีรอยกังวลให้เห็นทำให้เธอรู้ว่าเรื่องอาชีพการงานของเธอที่แม่เอ่ยขึ้นมานั้นไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้มารดามาทอดถอนหายใจใส่เธอถี่ๆ แบบนี้แน่

หญิงสาวถัดตัวเข้าไปชิดมารดามากยิ่งขึ้น กุมมือที่เริ่มเหี่ยวย่นไปตามวัยขึ้นประกบที่ข้างแก้มของตัวเองทั้งสอง อย่างที่ชอบทำเวลาที่เธอมีเรื่องทุกข์ใจเสมอ

“ไหนมาดูซิ ว่าคุณช้องนางเคร่งเครียดเรื่องอะไรน้า...”

ช้างนางส่ายหน้าเอ็นดู พิศมองแก้มที่เคยกลมป้อมของลูกที่ตอนนี้เรียวเล็กลงกว่าแต่ก่อน คิ้ว คาง ปาก จมูก ถอดออกมาจากเธอ ยกเว้นก็แต่ดวงตาเหมือนพ่อของแกไม่มีผิดเพี้ยน

“อ๋อ...เครียดเรื่องป้าสายนี่เอง”

ลมหายใจของช้องนางสะดุด เธอดึงมือออกจากใบหน้าของลูก “ทำไมหนูถึงคิดว่าแม่เครียดเรื่องของป้าสาย”

“ก็ตั้งแต่ป้าสายกลับไป แม่ก็เอาแต่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดจนจะเป็นเลขแปดอยู่แล้วเนี่ย” มัตติกาตอบแล้วยิ้มร่า “ว่าแต่ป้าสายเขามาพูดอะไรกับแม่หรือคะ”

“ก็หลายเรื่องลูก”

“อย่างเช่นอะไรบ้างจ๊ะ...”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel