บทที่ 1
กาลเวลาผ่านไปไม่เคยรอใครจริงๆ เนิ่นนานมากแล้วที่เธอไม่เคยได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดอีกเลย ด้วยภาระและหน้าที่ทำให้หลงลืมวันคืนเก่าๆ ทุกอย่างรอบตัวดูเปลี่ยนไปมากโขทีเดียว บึงน้ำที่เคยว่ายเล่นสมัยวัยเด็กๆ บัดนี้ส่วนหนึ่งได้กลายเป็นที่อยู่ของกอดอกบัวหลวงและพืชน้ำไปเสียครึ่งค่อนแล้ว บริเวณริมบึงที่เคยมีแต่ต้นกระถินและหญ้าคาจนเหมือนพื้นที่รกร้างก็ได้เปลี่ยนเป็นซุ้มผักสวนครัวแม้มองไกลๆ ยังเห็นพริกสีแดงสดออกผลเต็มต้นตัดกับใบสีเขียวชอุ่ม แม้แต่เพิงหมาแหงนที่บุด้วยสังกะสีผุผังไว้ใช้นั่งเล่นหมากเก็บในวันวานก็ยังถูกแทนที่เสียด้วยซุ้มถั่วฝักยาว เห็นจะมีเพียงแค่สะพานไม้เก่าคร่ำกับเรือสำปั้นลำน้อยที่ผูกติดอยู่กับหัวเสานั่นแหละมั้งที่ดูจะคุ้นตาที่สุดแล้ว
“น้ำฝนเย็นๆ ค่ะพี่สาย” เสียงเรียกนุ่มนวลพร้อมกับขันเงินลวดลายโบราณ โรยดอกมะลิแบบนี้ก็เป็นอีกอย่างที่ไม่เคยเห็นมานานมากแล้วเช่นกัน สายสุดามองหญิงสาวที่อ่อนวัยกว่าตนถึงห้าปี ในชุดเสื้อลูกไม้ทับด้วยผ้าถุงลายดอกสีซีดจางอย่างที่เห็นจนคุ้นตาเมื่อวัยเยาว์
“ขอบใจจ้ะช้อง” หันไปยิ้มรับแล้วก็ต้องหายใจเข้าลึกสูดเอากลิ่นแก้วพวงดวงใจจนชุ่มปอด ที่บ้านของเธอก็ปลูกเหมือนกันแต่น่าแปลกที่ไม่ส่งกลิ่นหอมระรื่นเหมือนที่นี่
“ที่นี่เปลี่ยนไปมากเหมือนกันนะ”
ช้องนางมองตามสายตาของเพื่อนรุ่นพี่ ที่นี่เพิ่งจะมาเปลี่ยนไปก็ในช่วงสองสามปีหลังมานี่เองที่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนขนเพื่อนๆ มาช่วยกันหักร้างถางพงลงพืชสวนครัวเสียเต็มที่ทีเดียว กินไม่ทันจนต้องตัดขายบ้างแจกจ่ายบ้านนู้นบ้านนี้ก็บ่อยไป ลำพังตัวเธอเองแค่ดูแลสวนมะพร้าวกว่าห้าไร่นั่นก็เหนื่อยหนักทำอะไรมากกว่านั้นก็ไม่ค่อยไหวแล้ว แต่เมื่อลูกอยากทำเธอก็ปล่อย คิดแล้วก็ตลกเหมือนกันนะตอนคลอดลูกสาวใหม่ๆ กังวลใจนักว่าจะไม่มีคนช่วยดูแลสวนอยากจะได้ลูกชายมากกว่า แต่ตอนนี้มีลูกสาวก็เหมือนมีลูกชายอยู่ดี
“ฝีมือลูกสาวทั้งนั้นแหละค่ะรายนั้นน่ะชอบนักหานู่นหานี่มาปลูก นี่ก็เห็นบ่นๆ อยู่นะคะว่าจะลงฝักทองอีก เสียแต่ว่าไม่มีที่จะปลูกแล้ว”
“ลูกสาว หมายหนูดินน่ะหรือ”
“ก็มีคนเดียวนั่นแหละค่ะพี่ ซนเหลือเกิน”
สายสุดายิ้ม ถ้าถามเรื่องซนก็คงไม่พ้นนิสัยแม่นั่นแหละ ก็ครั้งหนึ่งยังเคยเกือบสิ้นชื่ออยู่กลางบึงนั่นมาแล้วก็เพราะเพียงร้อนวิชาอยากพายเรือโชว์เท่านั้นเองไม่ใช่หรือ
“ช้องต้องขอบคุณพี่สายมากๆ เลยนะคะ ถ้าไม่ได้เงินก้อนนั้นของพี่ป่านนี้ที่นี่ก็คงกลายเป็นห้างสรรพสินค้าไปแล้ว ช้องกับลูกก็คงจะไม่มีที่อยู่ที่กินแบบนี้”
น้ำเสียงเทิดทูน และดวงตาแวววาวที่คลอด้วยหยาดน้ำ เป็นเหตุผลให้สายสุดาต้องคว้ามือคู่นั้นมาเกาะกุม “อะไรกันพี่มาหาทั้งทีก็ร้องไห้โชว์หรือไง”
ช้องนางปาดน้ำตาปรอย นางยิ้มให้สายตายังคงซาบซึ้งในบุญคุณของอีกฝ่าย “ถ้าพี่สายมีอะไรที่ช้องช่วยได้ พี่บอกมาเลยนะคะ ช้องยินดีทำให้ทุกอย่างเลย”
“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะช้อง พี่ไม่ได้คิดถึงบุญคุณอะไรเลยนะ ที่มาเนี่ยก็เพราะคิดถึงเธอคิดถึงหนูดินเท่านั้นเองไม่รู้ว่าป่านนี้จะโตเป็นสาวไปขนาดไหนแล้ว”
“เรียนปีนี้เทอมสุดท้ายแล้วค่ะ กำลังดื้อเลย พอพูดเรื่องลูกขึ้นมาก็เลยพาลคิดไปถึงตาสนโตป่านนี้ก็คงโตเป็นหนุ่มหล่อแต่งงานแต่งการแล้วสินะคะ”
ยามได้ยินชื่อลูกชายหัวแก้วหัวแหวนสายสุดาถึงกับถอนหายใจพรืดยาว “โอ๊ย! ถ้าแต่งงานแต่งการจริงก็ดีน่ะสิ แต่เนี่ยควงคนนู้นทีคนนี้ที ฉันล่ะปวดหัว ไม่รู้ว่าไปได้นิสัยเจ้าชู้แบบนี้มาจากใคร แล้วนี่นะสดๆ ร้อนๆ เลยช้องเอ้ย มาบอกพี่ว่าอยากจะแต่งงานไอ้พี่รึก็อุตส่าห์ดีใจนึกว่าจะได้ผู้หญิงดีๆ มาเป็นศรีสะใภ้ แต่ที่ไหนได้ไปคว้าเอานางแม่แบบที่ถูกจับใส่ตะกร้าล้างน้ำมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เขาลือกันให้แซดว่าแม่เนี่ยไม่ได้รักใคร่ตาสนจริงจังหรอกเจ้าหล่อนมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วที่เมืองนอก นี่ก็คงมาคบลูกชายพี่ก็แค่เผื่อเลือกเท่านั้นเอง มีแต่ลูกพี่นี่แหละที่หลงเขาหน้ามืดตามัว”
“ตายแล้ว! แล้วพี่สายได้บอกตาสนหรือยังคะ”
“พี่น่ะหรือ พูดจนปากจะฉีกถึงหูอยู่แล้ว แต่ช้องก็รู้ใช่ไหมว่าเด็กสมัยนี้มันฟังหัวหงอกอย่างเราๆ ที่ไหน ถ้าไม่ติดว่าพี่มีสมบัติพัสถานละก็ตาสนของช้องก็คงได้พาพี่ไปไว้บ้านพักคนชรา และก็คงเอาเงินทองไปเปย์แม่นางแบบนั่นหมดแล้วล่ะ”
ช้องนางอมยิ้ม มองสายสุดาที่ทำหน้ามุ่ย นี่มาบ่นพร่ำยาวขนาดนี้ก็คงเป็นเพราะว่าน้อยใจนั่นแหละ “ตาสนไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ค่ะ”
“น้อยไปน่ะสิ ช้องไม่เจอมาหลายปีแล้ว คงไม่รู้หรอกว่าลูกชายพี่หัวดื้อขนาดไหนถ้าว่าง่ายเรียบร้อยเหมือนหนูดินสักนิดพี่จะไม่หนักใจแบบนี้เลย”
“รายนั้นก็ใช่ย่อยนะคะพี่ ดื้อเงียบเหมือนกัน ยัยดินน่ะปลิ้นปล้อนที่หนึ่งเชียว เห็นฉันแก่ๆ ตามไม่ทัน พูดอะไรก็เลยต้องเชื่อตะพึดไปก่อน” ช้องนางบ่นไม่จริงจัง พลางนึกถึงวีรกรรมในวัยเยาว์ของลูกสาวตนที่เคยไปทะเลาะกับสนฉัตรจนเลือดตกยางออกมาแล้วก็ให้ระอาใจ
“นี่ฉันยังจำได้อยู่เลยนะคะ ว่าแม่ลูกสาวตัวดีร้ายขนาดไหนทำตาสนเจ็บจนขยาด ต้องย้ายบ้านหนี นี่ก็ร่วมสิบกว่าปีได้แล้วไหมคะที่ตาสนไม่เคยมาอีกเลย”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกจ้ะ เรื่องนี้ตาสนเล่าให้พี่ฟังแล้ว แค่เด็กมันเล่นกันแล้วเกิดอุบัติเหตุเท่านั้นเอง ไอ้ที่มาไม่ได้ก็เป็นเพราะช่วงนั้นมันวุ่นๆ พี่ก็จะย้ายบ้าน ตาสนก็ต้องไปเรียนต่อ พอเรียนจบกลับมาเขาก็รับช่วงงานต่อจากพ่อเขาเลย ไอ้ครั้นพี่จะมาหาเธอทีไรพ่อปลาไหลก็งานยุ่งตลอดนี่ไม่รู้ว่างานยุ่งจริงๆ หรือมัวแต่ยุ่งกับสาวๆ แต่เออ...จริงสินี่พี่ก็มาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่เห็นหนูดินเลย ไม่อยู่หรือจ๊ะ”
“ไปเรียนค่ะ แต่ปกติเวลานี้ก็น่าจะกลับมาได้แล้วนะ” ช้องนางเปรย พลางชะเง้อมองรั้วระแนง ที่มักจะเห็นรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งของลูกสาวแล่นมา ก่อนที่ดวงตาเอื้ออารีจะฉายรอยฉงน เมื่อเห็นลูกสาวตัวดีที่ใบหน้ามันเยิ้มพยุงเจ้ารถเครื่องคันเก่าคร่ำด้วยสีหน้ายุ่งเหยิงมาแต่ไกล
“มาโน้นแล้วค่ะ หน้ายุ่งมาเชียวสงสัยว่ารถจะเสียอีกแล้ว”
สายสุดาหันไปมอง ในสายตาของนางเห็นเด็กสาวรูปร่างอ้อนแอ้นในชุดนักศึกษาตัวหลวมโครก ผมยาวถูกรวบถักเป็นหางเปียหากทว่าก็ยังดูยุ่งเหยิงอยู่ดี ใบหน้าผ่องมันเยิ้มด้วยหยาดเหงื่อ มองเผินๆ เหมือนเด็กมัธยมที่แอบขโมยชุดนักศึกษาของพี่สาวมาใส่อย่างไรอย่างนั้น
“นั่นน่ะหรือหนูดิน”
“นั่นล่ะค่ะพี่สาย ลูกสาวของช้องเอง หาความเป็นผู้หญิงสักนิดก็ไม่มีใช่ไหมล่ะคะ”
