บทที่ 1.7
แน่ละ...อย่างไรเสียมารดาของฟางอวี้หรูก็นับว่าเป็นคหบดี การที่ขุนนางแต่งคหบดีเป็นฮูหยิน แถมให้กำเนิดบุตรสาวไม่มีบุตรชาย จะอย่างไรก็ย่อมถูกดูแคลน เช่นนี้ฐานะของฟางอวี้หรูในสายตาสตรีชนชั้นสูงก็นับว่าไร้ที่ยืน ส่วนเพราะอะไรตั้งแต่แรกเฉินหมิงเหยาไม่ได้รังเกียจชาติตระกูลของอีกฝ่าย ก็เพราะถูกชะตาอย่างไรเล่า!!
“หรูหรูข้ามีเรื่องน่าสนุกจะชวนเจ้าทำ”
“อะไรหรือ”
“ข้าอยากแอบซื้อบ้านหลังเล็กๆ เอาไว้สักหลัง ซื้อแบบลับๆ ไม่ให้ผู้ใดรู้แม้แต่ท่านพ่อ ท่านแม่ หรือแม้กระทั่งพี่ใหญ่ของข้า”
ฟางอวี้หรูเลิกคิ้ว “เจ้าเนี่ยนะ!”
“ใช่แล้ว ข้ารู้สึกว่าพวกเราสมควรมีป้อมลับๆ เผื่อว่าวันไหนเบื่อๆ ไม่อยากออกมานั่งในหอสูงราคาแพงนี่ พวกเราก็ลองใช้ชีวิตแบบชาวบ้านดูสักหน่อย น่าสนุกออก ลองเข้าครัว จุดเตา หุงข้าว ทำกับข้าว เป็นสามัญชนสักวันจะได้เข้าอกเข้าใจชาวบ้าน”
ฟางอวี้หรูยังมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ “เจ้าเป็นท่านหญิงอยู่ดีๆ เหตุใดอยากออกไปลำบาก อย่าบอกนะว่าเจ้าโกรธท่านโหวที่เอาแต่สนใจพี่ชายกับน้องสาวของเจ้าเหล่านั้น? ข้าเคยบอกไปแล้วว่าเจ้าอย่างไรก็สำคัญที่สุดในจวนโหว”
หญิงสาวขมวดคิ้วมองสหาย “สำคัญที่สุด?” นางคิดมาตลอดว่าบิดายุติธรรมเสมอมา “เหตุใดเจ้าคิดเช่นนั้น”
“ไม่ใช่เพียงข้านะ ทุกคนล้วนมองเห็น เจ้าเป็นท่านหญิงที่มีฐานะสูงส่ง แม้เป็นบุตรสาวแต่ก็มีฐานะกึ่งเชื้อพระวงศ์ ฮองเฮารักและเอ็นดู ฮ่องเต้เองก็พระราชทานสิ่งของมากมาไม่เคยขาด เจ้าเคยเห็นพี่ชายของเจ้าได้รับสิ่งใดจากฮ่องเต้และฮองเฮาหรือไม่เล่า ไม่มีแน่นอน บิดาของเจ้าตามใจเจ้า มารดาของเจ้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง ไปร่วมงานเลี้ยงพี่ชายของเจ้าที่เป็นซื่อจื่อยังต้องเดินตามหลังเจ้าเลย”
“นั่นเพราะท่านพ่อชอบจูงมือข้าต่างหาก!” นางเถียง
“แล้วอย่างไรเล่า ท่านโหวแสดงออกชัดถึงความสำคัญของฐานะบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอก ให้ความสำคัญกับเจ้าและท่านป้า ชัดเจนถึงเพียงนี้ถึงมารดาของพวกเขาจะแต่งให้ท่านโหวก่อน แต่อย่างไรฐานะก็เทียบเจ้าไม่ได้ เจ้าขัดหูขัดตาพวกเขาไปก็เท่านั้น”
นาง...พลันหัวใจหล่นวูบ “ที่แท้มันก็เริ่มตั้งแต่ต้นจริงๆ” พึมพำกับตัวเองจบก็ได้แต่ถอนหายใจ
“ช่างเถิดไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว พูดถึงเรื่องน่าสนุกของเจ้าดีกว่า เจ้าอยากให้ข้าทำอะไร”
นางยิ้มจากนั้นในหัวก็มีแผนการมากมาย นางอยากมีป้อมลับจริงแท้แน่นอน ป้อมลับที่นางจะเก็บความลับที่นางล่วงรู้ จากนั้นลำดับขั้นสิ่งที่ต้องทำโดยไม่ต้องระแวงว่าจะมีคนพบเห็นและสงสัย
สองวันถัดมาหลังปรนนิบัติมารดา เฉินหมิงเหยาแอบออกมาจากจวน คราแรกนางสวมชุดของเสี่ยวหมาน แสร้งทำเป็นออกมาที่ตลาด จากนั้นว่าจ้างรถม้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าบนนั้นเพื่อออกมายังอารามไป๋ค่ง ที่นั่นหวังหลี่รออยู่ก่อนแล้ว
จำได้ว่าปีนั้นเพื่อทำเรื่องที่ไม่อาจลงมือสืบสาวเอง มารดาของเสิ่นเสวียนโม่แนะนำให้นางไปหาหวังหลี่ เขานับเป็นคนที่ใช้ได้ผู้หนึ่ง ทำงานรวดเร็ว ไม่ปากโป้ง ไม่ถามมากความ เงินมาข่าวถึงมือแถมยังเก็บความลับได้เป็นอย่างดี
เขามองนางด้วยสายตาสงสัย กระทั่งมองเห็นป้ายหยกของนางที่แขวนอยู่ข้างเอว ป้ายหยกของจวนโหวที่นางจงใจแขวนเอาไว้
“ก่อนตกลงทำการค้า ข้าขอถามสักคำถาม ท่านรู้จักข้าได้อย่างไร”
นางหันไปมองเสี่ยวหมาน “ถอยไปก่อนเถิด”
เสี่ยวหมานดูไม่ค่อยเต็มใจแต่ก็ทำตามคำสั่ง เฉินหมิงเหยาเป็นฝ่ายรินชาให้หวังหลี่อย่างไม่ถือตัว “คำถามนี้ข้าตอบไม่ได้ ผู้ที่แนะนำท่านให้ข้าขอร้องข้าไม่ให้พูด ข้าเองก็ได้แต่จนใจแล้ว”
“คือ...” เขามองนางด้วยสายตาลำบากใจ
นางยิ้มให้เขา “ข้าแซ่เฉิน เป็นท่านหญิงจวนเฉินโหว บุตรีคนที่สองของเฉินโหว”