บทที่ 1.5
บิดากล่าวถึงการล่าสัตว์ เฉินหมิงเหยาฟังด้วยท่าทีเหม่อลอย หลังมื้อเช้านางกอดแขนมารดาและติดตามอีกฝ่ายกลับไปที่เรือน กระทั่งมีขันทีเข้ามาเรียกตัวนางกับมารดาเข้าวังหลวง
ฮองเฮาทรงอยากพบหน้าสองแม่ลูกสักครั้ง ระหว่างนั่งรถม้าเฉินหมิงเหยาเลิกม่านรถม้ามองไปด้านนอก ทุกอย่างที่นี่ไม่เหมือนกับความทรงจำล่าสุดที่นางเคยนั่งรถม้าผ่าน เวลาผ่านไปจากนี้เพียงไม่กี่ปีแต่เมืองเสียนหยางกลับเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน...
เพิ่งลงจากรถม้าก็เห็นทางเดินอีกฝั่งมีบุคคลสำคัญกำลังออกจากวังหลวง มารดามองตามสายตาของนาง “นั่น...ท่านอ๋องน้อยเฉิงซี?”
หญิงสาวหันกลับมามองมารดา “อ๋องน้อยเฉิงซี?” นางเคยได้ยินนามนี้แต่ไม่เคยพบ หรือบางทีอาจเพราะไม่เคยสังเกตด้วยฐานะที่ก็นับว่าแตกต่าง วันนี้เพราะมีเรื่องในใจมากเกินไปจึงมองไปรอบๆ และสายตาก็มองเห็นเขาเข้าพอดี
“ใช่แล้ว...วันนี้น่าจะทรงเสด็จกลับแดนตะวันตกจึงมาทูลลากระมัง”
ได้ยินมาว่าอ๋องน้อยเฉิงซีอายุยังน้อยก็มีคุณงามความดียิ่ง ไม่เพียงสืบทอดบรรดาศักดิ์จากท่านอ๋องผู้เป็นบิดาที่ล้มป่วยตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เขายังทำหน้าที่ปกป้องแดนตะวันตกอย่างกล้าหาญ เป็นหลานชายที่ฮ่องเต้ไว้ใจที่สุด ส่วนฮองเฮาเองก็รักใคร่เอ็นดู เขานับเป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมคานอำนาจระหว่างฮ่องเต้และฮองเฮาอย่างแท้จริง ไม่เลือกฝั่งใดแต่สนับสนุนทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อต้าเหลียงโดยแท้
บิดาของเขาเป็นอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
มารดาเป็นคนตระกูลเฉินที่ใกล้ชิดกับฮองเฮา
หากนับตามความจริงเขากับนางก็เป็นเครือญาติ ทว่าหากนับตามศักดิ์ฐานะในราชสำนัก เขาอยู่ใต้คนเพียงหนึ่งแต่อยู่เหนือคนทั่วหล้า เช่นนี้เขากับนางจึงห่างเหินราวกับคนละฟากฝั่ง
ไม่นับรวมที่ว่าแม้มารดาของนางเป็นน้องสาวของฮ่องเต้ แต่ก็เป็นองค์หญิงที่ไม่ได้มีอำนาจอิทธิพล ต่างกับเขาที่เป็นหลานชายสายตรงของตระกูลเซียว ด้วยบิดาของเขาเป็นอนุชาที่เกิดจากบิดาและมารดาเดียวกัน เลือดในกายของอ๋องน้อยเฉิงซี จึงนับว่าเป็นสายเลือดของเชื้อพระวงศ์แห่งต้าเหลียงอย่างแท้จริง
“อ๋องน้อยเฉิงซี...เซียวเหยี่ยนหยาง” เฉินหมิงเหยาพึมพำกับตัวเองเสียงเบา พยายามนึกถึงเรื่องราวของอ๋องน้อยผู้อายุสั้น
จำได้ว่าเขาถูกพิษขณะปกป้องกำแพงเมืองตะวันตก พิษนั้นไม่มียาแก้เป็นพิษอะไรสักอย่างที่เรียกว่าราตรีๆ นางพยายามนึกถึงพิษที่ว่าเพราะเคยได้ยินบิดากล่าวถึง แต่เพราะตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจฟัง ไม่เคยให้ความสำคัญ ดังนั้นจึงจดจำได้รางๆ...
เซียวเหยี่ยนหยางผู้นี้...หากเขายังมีชีวิตอยู่ ไม่มีทางที่ฮ่องเต้และฮองเฮาจะตกลงไปในกับดักของการแก่งแย่ง ยิ่งไม่มีทางที่อำนาจในมือของฮองเฮาจะอ่อนแอลง ในใจของหญิงสาวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าการที่เขาถูกพิษครานั้น...ไม่ใช่ฝีมือของศัตรู
สายตาของนางมองตามแผ่นหลังองอาจของอ๋องน้อยผู้สง่างาม อีกไม่นานเขาผู้นี้ก็จะหลงเหลือเพียงชื่อและความดีที่เคยทำ
ช่าง...น่าเสียดาย
ตำหนักเฟิ่งหวงยังคงใหญ่โตและงดงาม ฮองเฮาซึ่งเอ็นดูนางมาตลอดก็ยังใจดีมองของมากมายให้ เฉินหมิงเหยากับมารดารั้งอยู่ในวังหลวงตลอดบ่าย กว่าจะได้ออกมาก็เป็นเวลาที่ประตูวังหลวงใกล้ปิดลง
ขณะเดินตามขันทีนำทางออกมา พลันได้ยินนางกำนัลน้อยสองคนสนทนากันเข้าโดยบังเอิญ
“เจ้าต้องระวังให้มากกว่านี้ ไม่รู้หรือว่าสมุนไพรบางชนิดแม้มีคุณแต่ก็มีโทษ หากใช้ปนเปกับสิ่งอื่นก็อาจจะเป็นพิษได้ ยิ่งเป็นสมุนไพรบางอย่างกับเกสรดอกไม้ พิษนั้นก็จะยิ่งยากจะสังเกตเห็น กว่าจะมีอาการก็สายเกินเยียวยาแล้ว แถมท่านหมอที่เก่งกาจก็อาจจะไม่รู้ว่าอาการเกิดจากอะไร”
เฉินหมิงเหยาชะงักหันไปมองมารดา หัวใจของนางหล่นวูบ...
สมุนไพรที่ต้องใช้อย่างระวัง?